วันนี้สวีเหมยฮวาแบ่งอาหารสองอย่างกับของหวานไปให้คนงานก่อสร้างซึ่งปกตินางจะทำของว่างอย่างซาลาเปาที่ไส้เปลี่ยนไปในแต่ละวันหรืออะไรที่กินอิ่มท้องง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก
“มีของหวานหลังมื้ออาหารด้วยเ้าค่ะเชิญเ้าค่ะ” สวีเหมยฮวาวางกุ้งชุบแป้งทอดสองจานสุดท้ายลงบนโต๊ะ
“อาหารดูน่าทานมากพอจะช่วยบอกได้ไหมว่ามีอะไรบ้าง ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” ไป๋เฟินเย่วถามสวีเหมยฮวาแนะนำอาหารทีละอย่างพร้อมรสชาติ บนโต๊ะมีครบสามจานน้ำแกง ผัด ทอดเผ็ดและไม่เผ็ดสามารถเลือกทานได้
ด้วยฐานะเ้าเมืองไป๋เทียนลงมือคีบอาหารเป็คนแรกเป็การเริ่มทานมื้อเที่ยงไป๋อวี๋คีบอาหารเข้าปากทีละคำ เขาชิมทุกจานจนครบค่อยตักซ้ำในจานที่ตัวเองชอบ และเหมือนเขาจะชอบทุกจานเสียด้วย
“อร่อยมาก”
“ฝีมือเ้าสามารถเปิดร้านอาหารได้เลยนะ”เ้าเมืองไป๋เทียนพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าชอบทำอาหารแต่ให้เปิดร้านคงไม่ไหวมันยุ่งยากเกินไปเ้าค่ะ” สวีเหมยฮวาคีบกุ้งชุบแป้งทอดให้มารดา สวีฝูหรงยิ้มให้ลูกสาว
“อาหารจานนี้คล้ายต้มยำกุ้งในร้านหลี่ฟู่เลยขอรับ”ไป๋ฉีเอ่ยขึ้น
“คล้ายกันแต่ไม่ใช่ ต้มยำมีรสชาติเปรี้ยวหวานเผ็ดเค็มครบเครื่องเครื่องปรุงบางอย่างไม่เหมือนกัน ต้มยำมีแบบน้ำใสน้ำข้น แต่ต้มข่าใส่ข่าเยอะกว่าต้มยำและต้องใส่กะทิ รสเปรี้ยวนำ”
“หรือว่าอาหารพวกนี้เ้าเรียนมาจากร้านหลี่ฟู่หรือ?” สวีเหมยฮวาสบตาเ้าเมืองไป๋เทียน
“ข้าขายสูตรอาหารให้ร้านหลี่ฟู่เ้าค่ะ”
“หรือว่าอาหารที่ไม่เคยเห็นพวกนั้น...”สวีเหมยฮวายิ้มพยักหน้าให้ทุกคน
“อาหารพวกนี้ยังไม่ขายให้ร้านหลี่ฟู่สินะข้ายังไม่เห็นเลย”
“ตอนนี้ยังเ้าค่ะ”
“ท่านพี่ พวกเราได้ทานก่อนใครเลยนะ” เ้าเมืองไป๋เทียนยิ้มตัดสินใจถูกจริง ๆ ที่อยู่ทานมื้อเที่ยงตามคำเชิญอาหารนี้แตกต่างจากที่พวกเขาเคยทานอย่างมาก รสชาติครบเข้มข้น ไม่เลี่ยนมันจนเกินไป
สวีเหมยฮวาคิดว่าตัวเองทำอาหารมากพอสมควรแต่พอดูจานแล้วแทบไม่พอพออาหารหลักผ่านไป ของหวานถูกยกขึ้นโต๊ะแทน ผลไม้แกะเปลือกพร้อมทานกับรวมมิตรน้ำกะทิหอมหวานอร่อยคนปริ่มเปรมที่สุดคงหนีไม่พ้นไป๋เฟินเย่วและไป๋ฉี คนอื่นดูจากสีหน้าคงไม่ต่างกันเท่าไหร่
“คราวหน้าสอนข้าทำอาหารเมื่อครู่ได้หรือไม่?”
“ข้าหรือเ้าคะ?”
“ไม่ได้หรือ?”
“่นี้ข้ายุ่งอยู่การเพาะปลูกไม่ค่อยมีเวลาเ้าค่ะ”
“ข้าลืมไปเลย ไว้มีเวลาค่อยสอนก็ได้”
“ได้ยินว่าปีนี้ฝนไม่ตกเหมือนปีที่ผ่านมาหรือ?” เ้าเมืองไป๋เทียนเอ่ยถาม
“นับดูแล้ว ั้แ่ฤดูใบไม้ผลิจนตอนนี้ฝนตกประมาณ 4 ครั้ง นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปีอื่นเ้าค่ะ”
“คนที่อยู่ใกล้ลำธารคงไม่มีปัญหา..”
“แค่ในระยะนี้เท่านั้นเกิดฝนไม่ตกเลยน้ำในลำธารคงลดลงไปไม่น้อย พอถึงหน้าร้อนจริง ๆ น้ำอาจแห้งได้ท่านแม่บอกว่าเมื่อก่อนฝนเคยมาช้าแบบนี้เหมือนกัน ปีนั้นผลผลิตขาดแคลนพอสมควรเ้าค่ะ”
“ข้าเหมือนจะจำได้อยู่นะปีนั้นข้าวแพงมาก กว่าทุกอย่างจะดีขึ้นก็ใช้เวลาประมาณ 2 ปีเลยทีเดียว”
“ควรรายงานเื่นี้ให้ทางเมืองหลวงทราบดีไหมท่านพ่อ”ไป๋อวี๋พูดขึ้น
“หาทางแก้ไว้เนิ่น ๆ คงไม่เสียหายอะไรเช่นนั้นพวกเราคงต้องขอตัวก่อน”สวีเหมยฮวาพยักหน้าให้ฉงฉงไปยกตะกร้าผลไม้กับกล่องขนมออกมา
“ผลไม้ที่ท่าน้าเ้าค่ะส่วนในกล่องนี้เป็ขนมพายผีเสื้อ”
“ข้าลืมเื่ผลไม้ไปเลย ขอบใจมากนะ” ไป๋เฟินเย่วหยิบตั๋วเงินจำนวน300 ตำลึงทองยื่นให้สวีเหมยฮวา
“มันมากเกินไปเ้าค่ะ”
“รับไว้ เ้าไม่รู้อะไรน้ำมันทาบำรุงผิวขวดหนึ่งในเมืองหลวงราคาหลายสิบตำลึงทองแล้ว ครีมกระปุกเดียวของเ้าคงขายได้มากกว่านั้นไหนจะเครื่องสำอางพวกนี้อีก เคยมีใครใช้ที่ไหน ชาดที่เ้าให้ ใช้ง่ายพกสะดวกราคาคงไม่ต่ำกว่าสิบตำลึงทองแน่เ้าไม่สนใจขายจริงหรือ?”
“ท่านยังไม่ได้ใช้เลยนะเ้าค่ะ”
“ข้าไม่ต้องใช้ก็รู้ว่าดีแน่ดูผิวเ้าสิ ขนาดน้องชายเ้ายังเนียนขนาดนั้นต้องดีอย่างแน่นอน”
“เอ่อ...” มันใช่แค่ครีมที่ไหนล่ะ...
“ข้ารับเงินนี้ไว้ก็ได้เ้าค่ะแต่ท่านรอสักครู่” สวีเหมยฮวาเดินเข้าไปในห้อง หยิบกล่องใหญ่มาวางทุกคนชะเง้อหน้ามองอยากรู้
“ไม่คิดเปิดร้านจริงหรือ”คนที่พูดกลับเป็ผู้ชายตัวโตที่นั่งอยู่ตำแหน่งประมุข
“เห็นไหมท่านพี่ยังเห็นด้วยกับข้าเลย”
“ข้าจะลองคิดดูเ้าค่ะอันนี้คือสบู่อาบน้ำ มีกลิ่นดอกไม้ด้วยเ้าค่ะ อันนี้กลิ่นกุหลาบ มะลิ ดอกเหมย ไม้หอมส่วนอันนี้กลิ่นธรรมชาติ ขวดนี้ยาสระผม ขวดนี้ครีมนวดผมใช้หลังสระผมเสร็จหมักไหว้ 2-3นาทีค่อยล้างออกเ้าค่ะ ข้ายกให้”
“เ้ารู้หรือไม่สบู่ธรรมดาก้อนหนึ่งราคาเท่าไหร่?”
“ข้าไม่รู้เ้าค่ะ”สวีเหมยฮวาตอบไปตามตรง นางไม่รู้ราคาข้าวของพวกนี้หรอก ก่อนหน้านี้นางไม่มีใช้สักอย่าง
“เปิดร้านเถอะ ร้านเ้าต้องขายดีแน่ๆ” ไป๋เฟินเย่วจับมือสวีเหมยฮวาแน่น ดวงตาเป็ประกาย
“ข้าชอบอยู่เงียบ ๆ เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นร่วมหุ้มกับข้าดีหรือไม่ ข้าเปิดร้านเ้าส่งของ”
“ฮูหยิน...”
“ท่านพี่ดูสินางมีทางหาเงินได้มากขนาดนี้กลับนิ่งเฉย เป็คนอื่นคงรีบเปิดร้านไปแล้วสัญญากับข้าว่าเ้าจะเก็บไปคิดดู”
“เช่นนั้นข้ารบกวนท่านช่วยเขียนราคาสินค้าที่ท่านรู้จักให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ?”
“ได้ ๆคราวหน้าเ้าไปรักษาซื่อจื่อข้าจะเตรียมไว้ให้”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
ไป๋เฟินเย่วยิ้มแก้มปริเดินออกจากบ้านจนถึงจวนเ้าเมืองยังไม่หุบยิ้มตั๋วเงินจำนวน 300ตำลึงทองที่นางมอบให้นับว่าน้อยมากเทียบกับราคาของทั้งหมดที่ได้รับ
เท่าที่ได้รู้จักมาได้สักพักสวีเหมยฮวาเป็ผู้หญิงที่มีศักดิ์ศรี มีความทะเยอทะยานตามหลักเกณฑ์ของตัวเอง เป็ประเภทเกลียดไม่คบหาไม่นำพาต่อคำพูดใคร ใส่ใจแค่คนใกล้ตัวชัดเจน
“คิดอะไรอยู่หรือ?” เ้าเมืองไป๋เทียนถามไป๋เฟินเย่ว
“น่าเสียดาย คนมีความสามารถขนาดนี้กลับอาภัพเื่ความรัก”
“บางทีนางอาจอยากเลือกคู่ชีวิตด้วยตัวเองก็ได้”
“ท่านพี่หมายความว่ายังไง?”
“คนเราเมื่อมีคู่ชีวิตที่ดีมีใครบ้างอยากหย่ากลายเป็ม่าย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักถูกมองว่าผิดอยู่เสมอนางเพิ่งแต่งงานได้ไม่ถึงสองปีกลับเอ่ยขอหย่าขาดจากสามี ขนาดที่ขอให้เ้าบ้านอย่างหลีห่าวอี้เขียนหนังสือตัดขาดแทนโดยไม่รีรอเท่าที่ได้ยินมาบ้านนั้นใช่ว่าจะดีกับนางทุกคน”
“ถือว่านางหลุดพ้นแล้ว” เ้าเมืองไป๋เทียนอมยิ้มเมื่อครู่ยังบอกว่านางอาภัพความรักอยู่เลยแท้ ๆ
“ฮูหยินไม่คิดอยากได้นางเป็สะใภ้บ้างหรือ?”
“ท่านพี่ล้อเล่นแต่ข้าคิดจริงนะ”
“ฮูหยินยอมรับนางได้ข้ายอมรับนางได้เช่นกัน หวังว่าอีกคนคงรับนางได้” สองสามีสบตากันก่อนจะหัวเราะออกมา
“ข้าไม่ได้รังเกียจนาง แต่ทางจวนแม่ทัพกับวังหลวงจะรับหลานสะใภ้มีตำหนิอย่างนางได้ไหมต่างหากที่ข้าเป็ห่วง”
“นอกจากให้นางได้แสดงความสามารถเป็ที่ประจักษ์”
“ท่านพี่คงไม่คิดเปิดสำนักศึกษาแพทย์หญิงใช่ไหมเ้าคะ?”
“ฮูหยินข้ารู้ใจยิ่งนัก ที่นางพูดมามีเหตุผลไม่ใช่หรือหมอส่วนใหญ่ในแคว้นล้วนเป็ชาย โรคผู้หญิงบางโรคไม่อาจตรวจละเอียดได้ส่วนหมอผู้หญิงไม่อาจตรวจละเอียดกับร่างกายผู้ชายได้เหมือนกันหากเรามีหมอที่เชี่ยวชาญทั้งสองฝ่ายการรักษาต่าง ๆ คงง่ายขึ้น”
“เช่นนั้นท่านพี่จะให้นางมาเป็อาจารย์สอนหรือเป็นักเรียน?”
“ต้องทดสอบนางก่อน ตอนนี้อาจารย์อู่เริ่มปรุงยาชนิดอื่นเพื่อส่งไปให้คนไข้ได้ทดลองใช้ยาใช้ภายนอกหากนำไปใช้ในสนามรบ จะช่วยให้การรักษาเร็วและง่ายขึ้นมากทีเดียว”
“ท่านพี่ขอกล่องยานางสักชุดไม่ง่ายกว่าหรือแบบนั้นท่านพี่จะได้ทดสอบฝีมือนางไปในตัวด้วย”
“ฮูหยินรู้ทันความคิดข้าทุกอย่างจริงๆ”
“ไม่ต้องชมเลยข้ารู้ว่าท่านพี่คิดอะไรอยู่”
“ลองใช้สบู่ที่ได้มาใช่หรือไม่กลิ่นตัวเ้าหอมมาก”
“ท่านพี่...”
“นอนเถอะน้องหญิง...” เ้าเมืองไป๋เทียนประคองไป๋เฟินเย่วด้วยความถนุถนอม
แม้อายุอานามไม่น้อยเื่บนเตียงห่างหายไปบ้าง ทว่าไม่ได้ขาดจนลืมความลุ่มหลงที่เคยสอดประสานกลิ่นกายหอมละมุนกระตุ้นความ้าให้ตื่น ค่ำคืนเดือนหงาย สองกายก่ายกอดเกี่ยวร้องเพลงรักครึ่งค่อนคืนจึงเงียบสงบ
อีกฝั่งเรือนจวนเ้าเมืองร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นจากอ่างแช่ตัว ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยรอยแผล กล้ามเนื้อหมัดกล้ามแน่นตึงดวงตาคมเข้มจ้องมองไปที่สบู่ก้อนหนึ่ง ขณะที่เช็ดตัวอยู่
กลิ่นสบู่ดอกเหมยที่เขานำมาใช้ไม่ใช่กลิ่นเดียวกันบนตัวนางสบู่นี้มีกลิ่นหอมดอกเหมยชัดเจน ทว่ากลิ่นบนตัวนางมีร่องรอยความหวานอ่อน ๆผ่อนคลายติดปลายจมูก ได้กลิ่นแล้วสบายใจ ทำให้เขาอยากสูดกลิ่นหอมนั่นตลอดเวลา
กลิ่นนางไม่ใช่แบบนี้...
เช้าวันถัดมาไป๋อวี๋เดินมาหามารดาความสงสัยปรากฏอยู่บนใบหน้าไป๋เฟินเย่ว
“มาหาแม่แต่เช้ามีอะไรหรือไม่?” เหลียงหว่ารินน้ำชาให้กับไป๋อวี๋เรียบร้อยค่อยเลี่ยงออกไปปล่อยให้สองแม่ลูกได้สนทนากันตามลำพัง
“ข้ามาหาท่านแม่โดยไม่มีธุระไม่ได้หรือขอรับ?”
“ใช่ว่าจะไม่ได้ แม่แค่แปลกใจเล็กน้อยเมื่อครู่ลูกไม่ได้ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บแล้วหรือ?”
“ยังมีอาการอยู่บ้าง ไม่ได้หนักหนาเหมือนตอนแรก...” ไป๋เฟินเย่วปรายตามองลูกชาย
“เมื่อคืนแม่ปรึกษากับท่านพ่อเื่หนึ่ง”
“อะไรหรือขอรับ”
“ท่านพ่อลูกมีความคิดอยากเปิดสำนักศึกษาแพทย์หญิงแม่เห็นด้วยนะ ผู้หญิงหลายคนมีความสามารถแต่กลับไม่ได้รับโอกาสถูกสั่งสอนให้อยู่ในธรรมเนียมมากเกินไปจนไม่กล้าลงมือทำสิ่งใดตามใจตนเองสักครั้ง”
“ท่านตา ท่านยายไม่ได้เช่นนั้นนี่ขอรับ”
“ทุกคนไม่ได้โชคดีเหมือนแม่จวนแม่ทัพมีผู้หญิงคนใดบ้างที่ไม่รู้วรยุทธ มากน้อยแล้วแต่ความสามารถดีดพิณเขียนกลอนมีแค่สะใภ้ที่ชำนาญ หรือลูกว่าไม่จริง”
“ฝ่าาจะทรงเห็นด้วยหรือขอรับ”
“ท่านพ่อกำลังเขียนฎีกา จริงสิ...วันนี้ลูกมีธุระที่ใดหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ”
“ลูกช่วยไปหาเหมยฮวา นำราคาเครื่องประทินโฉมไปให้นางทีแล้วถามนางด้วยว่า กล่องยาสามัญประจำบ้านพอขายให้ได้สักกล่องหรือไม่ท่านพ่อจะส่งเข้าวังพร้อมฎีกา”
“ได้ขอรับ”
“รีบไปเถอะ” ไป๋อวี๋ลุกจากไปไป๋เฟินเย่วอมยิ้มยกถ้วยชาขึ้นจิบ ลับหลังไปอวี๋ไม่นาน เ้าเมืองไป๋เทียนเทียนเดินเข้ามา
“เมื่อครู่เห็นอาอวี๋เดินมาทางนี้ไม่ใช่หรือเขาไปไหนแล้วละ”
“ข้าส่งเขาไปทำงานแล้วเ้าค่ะ”
“ทำงาน?”
“ไม่ใช่ว่าท่านพี่อยากได้กล่องยาสามัญประจำบ้านหรือ?” คิ้วหนายกขึ้นสูง พอเข้าใจความหมายในคำพูดของฮูหยินเขาจึงเปล่งเสียงหัวเราะออกมา
“ฮูหยินข้าทำตัวเป็แม่สื่อเสียแล้ว”
“ข้าแค่ส่งต่อเส้นวาสนา เด็ก ๆจะผูกกันได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้วเ้าค่ะ”
“เห็นทีข้าต้องปูทางให้นางสักหน่อย”
“รบกวนท่านพี่ด้วย”
“ตามที่น้องหญิงปรารถนา”สองสายตาประสานกรุ้มกริ่ม บ่าวสาวใช้สนิททั้งสองได้แต่ก้มหน้าพลอยยิ้มตามไปด้วย
──────???? ──────
“ซื่อจื่อ?”
เมื่อวานเพิ่งมานี่...
“ท่านแม่ให้เอาราคาสินค้ามาให้”สวีเหมยฮวายื่นมือไปรับกระดาษที่ไป๋อวี๋ยื่นให้
“ให้ข้าตอนไปรักษาท่านก็ได้นี่หรือว่ามีเื่ด่วนเ้าคะ?”
“ท่านพ่ออยากได้กล่องยาสามัญประจำบ้านสักกล่องพอมีขายหรือไม่?” พอเขาพูดจบสวีเหมยฮวาเอาแต่มองเขาเงียบ ๆ จนไป๋อวี๋เริ่มทำตัวไม่ถูก สายตานางคล้ายกำลังค้นหาบางอย่าง
ตึกตึก ตึก
หือ? เสียงอะไร..?
“ข้า...พูดอะไรผิดงั้นหรือ?” ไป๋อวี๋ถามนาง สวีเหมยฮวาเบนสายตามองกระดาษในมือ
“ซื่อจื่อจะเอากล่องยาตอนนี้เลยหรือไม่เ้าคะ?”
“...หากไม่เสียเวลาเกินไปนักข้าอยากได้ตอนนี้เลย”
“รอสักครู่เ้าค่ะ”ไป๋อวี๋มองตามหลังจนนางเข้าห้อง จึงดึงสายตากลับมา
“ซีหยางเมื่อครู่ข้าพูดอะไรหรือผิดงั้นหรือ?”
“ไม่นี่ขอรับ”ซีหยางไม่เข้าใจ
“......”แล้วทำไมนางมองเขาเช่นนั้น...
“ในกล่องนี้มียาครบยกเว้นชุดฝังเข็ม ในนี่มีคู่มือการใช้ยาอยู่แล้ว ข้าคงไม่ต้องอธิบายเพิ่ม”สวีเหมยฮวาเปิดกล่องยาออก หยิบคู่มือให้ไป๋อวี๋ รายการยา อุปกรณ์ วิธีการทานการใช้เขียนเอาไว้ทั้งหมด
“กล่องยานี่จำเป็ต้องมีคู่มือทุกกล่องเลยหรือไม่?”
“จะว่าจำเป็ก็จำเป็เ้าค่ะสำหรับคนเป็หมออ่านแค่ฉลากข้างขวดคงพอเข้าใจได้ สำหรับคนอื่นคู่มือจะช่วยอธิบายได้ละเอียดกว่าช่วยป้องกันไม่ให้คนนำยาออกจากกล่องไปขายได้ด้วย ท่านเห็นหน้าแรกในคู่มือหรือไม่มันจะบอกจำนวนของทั้งหมดในกล่องยา”
“ข้าต้องจ่ายเท่าไหร่?”
“บอกข้าได้ไหมทำไมถึงอยากได้กล่องยาเ้าคะ?” สวีเหมยฮวารับคู่มือเก็บลงกล่องปิดฝาเลื่อนไปทางไป๋อวี๋
“ท่านพ่อจะส่งเข้าวังหลวง”
“เพื่อ?”
“หากทดสอบว่ามันได้ผลทางวังหลวงจะปรุงยาออกมาเพื่อความสะดวกแก่การรักษา”
“ข้าไม่ว่าอะไรหากจะผลิตออกมาแต่ท่านเห็นตำราปรุงยาทั้งหมดแล้วหรือยัง สมุนไพรบางตัวไม่ได้หากันง่าย ๆแถมราคายังสูง วิธีการผลิตหลายขั้นตอน กว่าจะได้ตัวยาพร้อมใช้ แต่ขึ้นชื่อว่าวังหลวงคงหาสมุนไพรได้ไม่ยากข้าไม่ได้หวงวิธีการผลิต ท่านมีอะไรอีกหรือไม่เ้าคะ?”
“ข้ารบกวนหรือ?”
“ข้ามีงานต้องทำเ้าค่ะขาท่านอาการดีขึ้นแล้วงั้นหรือ เมื่อครู่ข้าไม่เห็นใช้ไม้เท้าพยุง”
“ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากรู้สึกปวดบางครั้ง เวลาเดินไม่เจ็บจนต้องใช้ไม้เท้าช่วยแล้ว” สวีเหมยฮวาย่อตัวยื่นมือไปจับขาอีกฝ่ายโดยไม่บอกล่วงหน้าไป๋อวี๋ชักเท้าหนีตามสัญชาตญาณ
“ข้าไม่คิดว่าเ้าจะจับ”พอเห็นนางเงยหน้าขึ้นมอง ไป๋อวี๋รีบอธิบายให้นางเข้าใจ มือนางพับขากางเกงอีกฝ่ายขึ้นเหนือเข่าสายตานางเหลือบมองสองมือกำลังกำหมัดแน่น มุมปากนางโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ดูเหมือนอาการเจ็บตรงรอยแผลไม่มีผลแล้วรักษาอีกไม่กี่ครั้งคงหายเดินได้ปกติแล้วเ้าค่ะ” พอนางกดมือตรงรอบรอยแผลขาเขาไม่มีปฏิกิริยาเ็ปโต้ตอบ นางจึงสรุปให้เขาฟัง
“เดินได้ปกติงั้นหรือ?”สวีเหมยฮวาพยักหน้าพลางถามความตั้งใจชายหนุ่ม
“ท่านจะกลับไปรับตำแหน่งรองแม่ทัพเหมือนเดิมไหมเ้าคะ?”
“หากข้ากลับไปขาข้าจะกลับมาเป็เหมือนเดิมอีกหรือไม่?”
“ข้าตอบไม่ได้เ้าค่ะ”สวีเหมยฮวาไม่อยากฟันธงให้ความหวัง ตามหลักมีทั้งคนที่รักษาหายและไม่หายขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแต่ละคนด้วย
“ราคากล่องยาเท่าไหร่?”
“ข้าไม่คิดเงินครั้งหน้าค่อยคิดราคา”
“เ้า...ต้องรักษาข้าอีกกี่ครั้ง”ไป๋อวี๋ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งค่อยถามออกไป
“ไม่น่าจะถึงปลายฤดูร้อนขาท่านคงหายเป็ปกติ”
“เข้าใจแล้วเช่นนั้นข้าไม่รบกวนเ้าแล้ว” สวีเหมยฮวาออกมาส่งไป๋อวี๋ที่หน้าประตูนางยืนกอดอกมองตามหลังรถม้าวิ่งไกลออกไปเรื่อย ๆ ครุ่นคิดบางอย่างในหัว
“เหมยฮวา!” ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางเรียกสวีเหมยฮวาเอาไว้ก่อนนางเดินออกจากบ้าน
“ผู้ใหญ่บ้าน”
“เมื่อวานท่านเ้าเมืองมาบ้านเ้าทำไม?”
“ท่านเ้าเมืองน่าจะคุยกับผู้ใหญ่บ้านแล้วไม่ใช่หรือเ้าค่ะ”สวีเหมยฮวาตอบกลับเรียบ ๆ ไม่ได้แสดงอารมณ์ออกมา
“ท่านเ้าเมืองไม่ได้พูดอะไรกับพวกเ้าเลยหรือ?”
“นอกจากคุยเื่ฝนไม่กี่ประโยคก็ไม่ได้คุยเื่อื่นอีก”
“แต่ข้าเห็นท่านเ้าเมืองอยู่บ้านเ้านานสองนานจะไม่ได้คุยอะไรได้ยังไง” สีหน้าสวีเหมยฮวาฉายแววเ็า
“ผู้ใหญ่บ้าน้ารู้อะไรถามข้ามาตรงๆ เลยก็ได้ ไม่ต้องอ้อมค้อม”
“...ไม่มีอะไรๆ เ้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วไปเถอะ”
“ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่เชื่อลองไปถามท่านแม่ดู นอกจากพูดว่าฝนปีนี้มาช้ากว่าปกติเหมือนหลายปีก่อนท่านเ้าเมืองไม่ได้พูดอะไรอีก ข้าไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับใครหรือผู้ใหญ่บ้านคิดว่าข้าโกหกเ้าคะ?”
“ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น”
“ท่านสงสัยอะไรให้มาถามข้าไม่ต้องไปฟังใครพูด ท่านน่าจะรู้นิสัยข้าดีไม่ใช่หรือเ้าคะ”
“เฮ้อ...ข้าผิดเองที่กังวลมากไปบอกตามตรง ข้ากลัวนั่นแหละ”
“ท่านทำงานซื่อตรงไม่เห็นต้องกลัวอะไรแต่ที่ท่านเ้าเมืองกังวลภัยแล้งนั่นคือเื่จริง”
“...เ้าสนิทกับจวนเ้าเมืองมากขนาดไหน..คือ เกิดหมู่บ้านเราเดือดร้อนขึ้นมา บางทีข้าอาจต้องขอความช่วยเหลือจากบ้านเ้า”
“ข้าไม่ได้สนิทขนาดนั้นพอช่วยบอกต่อปัญหาได้”
“ดีๆ ข้ากลับล่ะ” สวีเหมยฮวามองตามหลังผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางจนลับตา ก่อนหันหลังล็อกประตูรั้วบ้านเดินไปหามารดาที่แปลงนา