ผมคลานออกมาจากที่นอนอย่างเชื่องช้า เพราะถูกปลุกด้วยแอปฯนาฬิกาปลุกซึ่งมีอยู่ในสมาร์ทโฟน
หลังจากล้างหน้า แต่งตัวจนเรียบร้อยแล้วลงมายังโรงอาหารเอลเซ่กับลินเซ่ทั้งสองคนก็ตื่นกันเรียบร้อยและกำลังกินอาหารกันอยู่ เมื่อผมไปนั่งบ้าง คุณมิกะก็นำอาหารมาเสิร์ฟให้มื้อเช้าคือขนมปังพร้อมไข่คนกับแฮม ซุปผัก และสลัดมะเขือเทศ อร่อยแต่เช้าเลย
พอกินเสร็จแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังกิลด์อย่างรวดเร็วพร้อมกันทั้งสามคนกิลด์อยู่แถว ๆ ใจกลางของหมู่บ้าน มองเห็นผู้คนคับคั่งพอควรเลยทีเดียว
ชั้นหนึ่งของกิลด์เป็ร้านอาหาร มีบรรยากาศสดใสมากกว่าที่คิดถึงจะจินตนาการไว้ทำนองว่า มีอิมเมจเป็ร้านเหล้าที่มีแต่พวกนักเลงแต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต้องห่วง พอมุ่งหน้าไปยังเคาท์เตอร์พี่สาวประชาสัมพันธ์ก็ยิ้มให้อย่างร่าเริง
“เอ่อ อยากลงทะเบียนกับกิลด์น่ะครับ”
“ค่ะ รับทราบแล้ว รวมกับท่านทางนั้นด้วยก็เป็ สามท่านสินะคะ?”
“ครับ สามคนครับ”
“ทั้งสามท่านเพิ่งจะเคยลงทะเบียนกับกิลด์สินะถ้าเช่นนั้นจะอธิบายเกี่ยวกับการลงทะเบียนแบบง่าย ๆ ให้ฟังนะคะ”
“รบกวนด้วยครับ”
โดยพื้นฐานแล้วจะคอยแนะนำงานของผู้ว่าจ้างแล้วรับส่วนแบ่งนั้นมานั่นล่ะคือกิลด์
เนื่องจากงานมีการแบ่งแรงค์ด้วยระดับความยากง่ายของงานนั้น ๆทำให้คนแรงค์ต่ำไม่สามารถรับงานแรงค์สูงได้ แต่ถ้ามีพวกแรงค์สูง ๆอยู่ด้วยซักครึ่งหนึ่งของกลุ่มเพื่อนร่วมทาง ต่อให้เป็คนแรงค์ต่ำก็สามารถรับงานของแรงค์สูงได้
ถ้าหากทำคำร้องสำเร็จก็จะได้รับค่าตอบแทนแต่ในกรณีที่ทำคำร้องพลาดก็จะมีการเสียค่าผิดสัญญาด้วยต้องเลือกงานอย่างรอบคอบแล้วสิ
และในกรณีที่ทำคำร้องพลาดหลาย ๆ ครั้ง จนถูกตัดสินว่าไร้ความสามารถดูเหมือนจะโดนลงโทษด้วยการลบชื่อออกจากทะเบียนกิลด์ เมื่อโดนแบบนั้นแล้วดูเหมือนจะไปลงทะเบียนที่กิลด์ของเมืองอื่น ๆ อีกไม่ได้เลย
อย่างอื่นก็ ถ้าไม่รับงานเลยซักครั้งใน่ห้าปีการลงทะเบียนก็จะหมดอายุ รับคำร้องได้ทีละงาน คำร้องปราบปรามถ้าไปล่านอกเขตที่กำหนดไว้ในคำร้องก็จะไม่มีผลโดยพื้นฐานแล้ว กิลด์จะไม่เข้าไปแทรกแซงความขัดแย้งส่วนตัวของนักผจญภัยด้วยกันแต่กรณีที่ถูกตัดสินว่าทำให้กิลด์เสียผลประโยชน์มันก็เป็อีกเื่......เธออธิบายมาหลายเื่เลย
“จบการอธิบายเพียงเท่านี้ค่ะ ถ้ามีเื่ที่ไม่เข้าใจล่ะก็สามารถสอบถามเ้าหน้าที่ได้ทุกเมื่อเลยนะคะ”
“เข้าใจแล้วครับ”
“ถ้างั้น กรุณากรอกหัวข้อที่จำเป็ในแบบฟอร์มทางนี้ด้วยค่ะ”
คุณพี่สาวประชาสัมพันธ์ส่งแบบฟอร์มสามแผ่นมาให้พวกผมแต่มันเขียนไว้ว่าอะไรบ้าง ผมไม่รู้เลยซักนิด ผมจึงบอกเื่ที่เขียนอ่านไม่ได้แล้วขอให้ลินเซ่ช่วยเขียนแทน อืม...เขียนอ่านไม่ได้นี่มันน่าเวทนาจริง ๆ ด้วยแฮะ
หลังจากที่คุณพี่สาวรับแบบฟอร์มลงทะเบียนไปเธอก็นำการ์ดสีดำสนิทมาวางไว้บนแบบฟอร์มนั้นแล้วพึมพำคำที่เหมือนเป็คาถาอะไรซักอย่าง หลังจากนั้นเธอก็ส่งเข็มเล็ก ๆ มาให้แล้วบอกให้แต่ละคนนำเืของตนเองมาป้ายลงบนการ์ด
เมื่อใช้เข็มจิ้มนิ้วตามที่เธอบอก แล้วเอานิ้วไปัักับการ์ดก็มีตัวอักษรสีขาวค่อย ๆ ลอยขึ้นมา......แต่ก็ตามคาดไม่รู้เลยว่ามันเขียนอะไรไว้บ้าง
“ กิลด์การ์ดนี้ลงเวทมนตร์ไว้ว่าถ้าผู้อื่นนอกจากเ้าของมาััเป็เวลาสิบกว่าวินาทีก็จะกลายเป็สีเทาเพื่อป้องกันการปลอมแปลงนะคะ แล้วก็ ในกรณีที่ทำหาย กรุณารีบมาแจ้งที่กิลด์ด้วยนะคะถึงจะต้องเสียเงิน แต่ก็จะออกให้อีกครั้งค่ะ”
คุณพี่สาวหยิบการ์ดของผมขึ้นมาหลังจากที่ััได้ครู่เดียวการ์ดสีดำก็เปลี่ยนไปเป็สีเทาพอผมััอีกครั้งก็กลับมาเป็สีดำในพริบตา ผลิตมาได้สุดยอดเลยแฮะ ทำได้ไงเนี่ย?
“เท่านี้การลงทะเบียนก็เสร็จสิ้นแล้วค่ะส่วนคำร้องทำงานก็ติดอยู่บนกระดานทางโน้น พอตรวจเช็คคำร้องเ่าั้จนแน่ใจแล้วกรุณามายื่นเื่รับทำคำร้องด้วยนะคะ”
เราสามคนมายืนอยู่หน้ากระดานที่มีคำร้องติดอยู่การ์ดของพวกผมคือสีดำ ซึ่งบ่งบอกว่าเป็มือใหม่ ถ้าหากแรงค์สูงขึ้นดูเหมือนสีของการ์ดก็จะเปลี่ยนไปแต่ก็หมายความว่าตอนนี้ยังรับได้แค่ใบคำร้องสีดำของมือใหม่เท่านั้นสินะ
ดูเหมือนเอลเซ่กับลินเซ่จะกำลังครุ่นคิดพร้อมกับพิจารณาด้วยการอ่านไปทีละใบ ส่วนผมจะว่าไงดีล่ะ......
“แย่แล้ว......ยังไงก็ต้องเรียนอ่านเขียนจริง ๆ จัง ๆ แล้วสิ......”
ไม่รู้เนื้อหาของงานก็ไม่มีความหมายคืนนี้ได้เวลาเรียนอ่านเขียนแล้วล่ะ
“นี่ นี่ อันนี้เป็ไง ลินเซ่ ค่าตอบแทนก็ไม่เลวด้วยสิเหมาะกับการเริ่มต้นเลยไม่ใช่เหรอ?”
“อืม......ก็คิดว่าไม่เลวนะ คุณโทยะว่าไงคะ?”
“......ขอโทษนะ ผมไม่รู้เลยว่าเขียนอะไรไว้บ้างน่ะ”
นิ้วของเอลเซ่ที่ชี้ไปทางกระดาษที่แปะอยู่บนกระดานอย่างร่าเริงงอลงอย่างไร้เรี่ยวแรง อึก
“......เอ่อ ให้ปราบปรามสัตว์อสูรที่ป่าทางตะวันออก สัตว์อสูรที่ชื่อหมาป่าเขาเดียวห้าตัวเพราะมันไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมาก......ถึงจะเป็พวกเราก็น่าจะทำได้ คิดว่านะคะ อ๊ะค่าตอบแทนคือสิบแปดเหรียญทองแดงค่ะ”
เพื่อผมที่อ่านไม่ออก ลินเซ่จึงอ่านใบคำร้องให้ฟังแบบติด ๆ ขัด ๆสิบแปดเหรียญทองแดง......แบ่งกันสามคนก็ได้คนละหกเหรียญทองแดงเหรอ เท่ากับค่าที่พักในส่วนของสามวันสินะไม่เลวเลย
“งั้นเอาอันนั้นละกัน”
“โอเค งั้นก็ไปยื่นเื่รับทำล่ะนะ”
เอลเซ่ดึงกระดาษคำร้องออกมา แล้วไปยื่นเื่รับทำคำร้องหมาป่าเขาเดียวเหรอ ดูเหมือนจะเป็หมาป่าที่มีเขางอกอยู่บนหัวตามชื่อ กังวลนิด ๆแล้วสิว่าสุดท้ายตัวผมจะจัดการมันได้รึเปล่า
......อ้าว?
“เสร็จแล้ว......ลืมเื่สำคัญไปเลย......”
“......มีอะไรเหรอคะ?”
ลินเซ่ถามผมที่กำลังยืนอึ้งอยู่ด้วยท่าทางประหลาดใจ
“ผม......ยังไม่มีอาวุธเลยน่ะ”
ลืมไปสนิทเลย
คำร้องปราบปรามนั้น ถ้าไปโดยไม่มีอาวุธหรือตัวเปล่าก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เอง พวกผมที่ออกจากกิลด์มาแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังร้านอาวุธ
หลังเดินไปทางเหนือตามถนน ก็เห็นป้ายที่มีโลโก้แบบง่าย ๆ เช่นเคยที่เป็รูปดาบกับโล่และชื่อร้านที่อยู่ข้างใต้นั้น ผมก็อ่านไม่ออกอีกตามเคย
พอเปิดประตูทางเข้า เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตรงประตูก็ดังกรุ๊งกริ๊ง เพราะมีปฏิกิริยาต่อเสียงนั่นล่ะมั้งชายวัยกลางคนไว้หนวดรูปร่างสูงใหญ่จึงปรากฏตัวออกมาจากด้านในของร้าน ตัวใหญ่มากอย่างกับหมีเลย
“ยินดีต้อนรับ หาอะไรอยู่ล่ะ?”
ดูเหมือนว่าคุณลุงหมีจะเป็เ้าของร้าน แต่ว่าใหญ่จังเกินสองเมตรเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย ร่างกายอย่างกับนักมวยปล้ำอาชีพแน่ะ
“คนนี้เขากะว่าจะซื้ออาวุธที่เหมาะกับตัวเองน่ะ ขอดูของในร้านหน่อยได้ไหม?”
“เชิญเลย ลองหยิบมาถือดูก็ได้นะ”
คุณหมีตอบกลับคำพูดของเอลเซ่อย่างร่าเริง เป็หมีที่ดี......เอ้ยเป็คนดีจัง จะชอบน้ำผึ้งรึเปล่านะ
หลังกวาดตามองภายในร้านก็พบว่ามีอาวุธวางโชว์อยู่ทั่วไปหมดประเภทของอาวุธก็มีหลากหลายมาก ั้แ่ดาบ หอก ธนู ขวาน แส้มีอาวุธมากมายวางเรียงกันอยู่แน่นขนัด
“โทยะมีอาวุธอะไรที่ถนัดรึเปล่าล่ะ?”
“อืม......ก็ไม่มีเป็พิเศษนะ......ถ้าให้พูดแบบมั่นใจก็เคยเรียนดาบมานิดหน่อยน่ะ”
ผมคิดเล็กน้อยพร้อมกับตอบคำถามของเอลเซ่ ก็นะที่โรงเรียนก็มีคาบเรียนเคนโด้อยู่หรอก แต่มันไม่ใช่การสอนแบบจริง ๆ จัง ๆ ด้วยสิเหมือนส่วนเสริมของการฟันดาบเท่านั้นเอง ก็ระดับมือสมัครเล่นนั่นล่ะ
“ถ้างั้น คิดว่าเอาเป็ดาบคงจะดีกว่าจริง ๆ ล่ะค่ะ กรณีของคุณโทยะรู้สึกว่าจะเหมาะกับวิธีสู้แบบเพิ่มลูกเล่นด้วยความเร็วมากกว่าวิธีสู้แบบกดดันด้วยพลัง เพราะงั้น เอาเป็พวก ดาบมือเดียว”
ลินเซ่ชี้นิ้วข้างหนึ่งไปทางมุมที่จัดวางไว้สำหรับดาบมือเดียวผมจึงกำด้ามดาบด้วยมือข้างเดียวแล้วหยิบดาบที่ยังเก็บไว้ในฝักจากตรงนั้นขึ้นมาเล่มหนึ่ง เบาแฮะถ้าหนักกว่านี้อีกซักหน่อยก็คงจะดี
อยู่ ๆ สายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่ดาบเล่มหนึ่งซึ่งแขวนอยู่บนกำแพงไม่สิ แทนที่จะเรียกว่าดาบ......นั่นมันคาตานะ*นี่นา ใบดาบเรียวและมีความโค้งกั่นดาบวงกลมก็เป็งานฝีมือที่ยอดเยี่ยมมากด้ามที่พันด้วยเชือกพันด้ามกับฝักที่ทาสีดำ พอมองดูดี ๆก็พบว่ามีส่วนที่ต่างกับดาบญี่ปุ่นที่ผมรู้จักอยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะเรียกมันว่าคาตานะล่ะมั้ง
“......เป็อะไรไปคะ?”
“อ๋อ นี่ดาบของอีเซ่นสินะ ว่าแล้วต้องสนใจดาบของบ้านเกิดล่ะสิ?”
ขณะที่ผมกำลังหลงเสน่ห์ของคาตานะ ลินเซ่กับเอลเซ่ก็ส่งเสียงทักงั้นเหรอ นี่คือดาบของอีเซ่นนี่เองว่าแต่ ถึงจะไม่ใช่บ้านเกิดก็เถอะนะดูเหมือนว่าอีเซ่นจะมีจุดร่วมกับญี่ปุ่นอยู่เยอะเลย ยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆเลยแฮะ อีเซ่นเนี่ย
*ดาบญี่ปุ่น