จารึกที่ 405 : ทวิภพเร้นลับ : รอยสลักแห่งบรรพกาลและการตื่นรู้ของเงามืด
เมื่อแผ่นดินและแผ่นฟ้าถูกตัดขาดออกจากความคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง ความเงียบงันที่ครอบคลุมทวิภพสุริยันจันทราก็ดูราวกับจะแช่แข็งแม้กระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจ ท้องฟ้าเบื้องบนมิได้เป็นผืนเดียวกัน ฝั่งซ้ายสาดทอประกายแสงสีขาวขุ่นที่ร้อนแรงประดุจเตาหลอม ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่น ฝั่งขวากลับจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดที่มีเพียงดวงจันทร์สีเลือดส่องแสงเยียบเย็น เส้นแบ่งเขตแดนตรงกลางคมกริบประดุจถูกขีดด้วยพู่กันของเทพผู้สร้าง แยกหญ้าสีเงินบนผืนดินออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
อาเจียยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเส้นแบ่งเขตแดนนั้น นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองความวิปริตของกฎฟ้าดินด้วยความเยือกเย็น วงแหวนสามสีในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเชื่องช้า คอยปรับสภาพร่างกายของเขาให้ทนทานต่อแรงกดดันที่พยายามจะรีดเค้นปราณเซียนออกจากเส้นชีพจร
"กฎฟ้าดินของที่นี่... ปฏิเสธการดำรงอยู่ของพวกเราอย่างสิ้นเชิง" เสียงของมู่เฉินดังก้องขึ้นในห้วงวิญญาณ อดีตมหาปรมาจารย์ปรากฏร่างโปร่งแสงขึ้นยืนเคียงข้างศิษย์รัก ดวงตาของท่านเต็มไปด้วยความระแวดระวัง "ปราณฟ้าดินที่พวกเราคุ้นเคยเกิดจากการเกื้อกูลและไหลเวียน ทว่าพลังงานในสถานที่แห่งนี้เกิดจากการ 'ขัดแย้ง' แสงสว่างและความมืดตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แย่งชิงพื้นที่กันทุกเสี้ยวลมหายใจ หากผู้ฝึกตนทั่วไปหลงเข้ามา เพียงแค่อ้าปากสูดอากาศ เส้นชีพจรก็คงถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ"
"แต่ก็เพราะความขัดแย้งอันบ้าคลั่งนี้เอง ที่ทำให้ตาข่ายฟ้าของตระกูลเซียนโบราณไม่อาจกวาดสัมผัสเข้ามาได้" อาเจียตอบเสียงเรียบ ชายหนุ่มหันหลังกลับไปมองมิตรสหายที่กำลังพักฟื้นอยู่บนลานหญ้าสีเงินฝั่งแสงสว่าง
เย่ปิงอวิ๋นกำลังเช็ดคราบโลหิตออกจากใบหน้าของฉินมู่หลาง ในขณะที่หลินชิงเสวี่ยนั่งหลับตา ประสานมือเหนือแผ่นหลังของเฟิงอี้หราน ปราณพฤกษาสีเขียวมรกตที่เคยสว่างไสว บัดนี้กลับดูริบหรี่และสั่นไหวอย่างรุนแรงภายใต้แสงสีขาวขุ่นของดวงอาทิตย์ประหลาด
"ชิงเสวี่ย... อย่าฝืนดึงปราณจากฟ้าดิน" อาเจียก้าวเดินเข้าไปหา แตะมือลงบนไหล่ของสตรีน้ำแข็งเบาๆ "กฎของที่นี่กำลังต่อต้านวิถีเต๋าของเจ้า ยิ่งเจ้าพยายามดึงพลังจากภายนอก มันจะยิ่งสะท้อนกลับเข้าไปทำร้ายแก่นวิญญาณของเจ้าเอง"
หลินชิงเสวี่ยลืมตาขึ้น ดวงตากระจ่างใสของนางแฝงความเหนื่อยล้า หยาดเหงื่อผุดซึมตามไรผม "แต่บาดแผลของมู่หลางและอี้หรานลึกมาก อาเจีย... ตะเกียงกลืนอเวจีของกู่หานซานแฝงเจตจำนงแห่งการทำลายล้าง หากไม่รีบใช้ปราณพฤกษาขับไล่มันออกไป เส้นด้ายวิญญาณของพวกเขาจะถูกกัดกร่อนจนฟื้นฟูไม่ได้"
ฉินมู่หลางที่เอนกายพิงโขดหิน ลืมตาขึ้นช้าๆ ยอดกระบี่หนุ่มฝืนยิ้มบางๆ แม้ริมฝีปากจะแห้งผาก "กระบี่ของข้ายังไม่หัก... ร่างกายนี้ก็ยังทนไหว เจ้าเก็บพลังไว้ปกป้องตนเองเถิด ชิงเสวี่ย"
เฟิงอี้หรานไอออกมาเบาๆ เปลวเพลิงบรรพกาลในตาของเขาหรี่ลงประดุจตะเกียงใกล้ดับ "ที่มู่หลางพูดนั้นถูกแล้ว... พลังไฟในร่างของข้ากำลังถูกความร้อนของแสงประหลาดนี่กดข่ม ราวกับว่ามันมองไฟของข้าเป็นเพียงหิ่งห้อย... สถานที่บ้าบอนี่มันอะไรกันแน่"
อาเจียขมวดคิ้วเล็กน้อย ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบขวดหยกบรรจุโอสถสมานวิญญาณที่ได้มาจากงานประมูลของหอสุวรรณดาราออกมาสองเม็ด เขาส่งให้ปิงอวิ๋นนำไปป้อนให้สหายทั้งสอง
"โอสถพวกนี้ช่วยยื้ออาการได้เพียงชั่วคราว" อาเจียเอ่ยขึ้น ขณะทอดสายตามองไปยังวิหารศิลาขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ จุดสิ้นสุดของเส้นแบ่งแสงและเงา "กฎฟ้าดินที่นี่ไม่ยอมให้วิถีเต๋าของเราทำงาน... เช่นนั้น ข้าก็จะใช้เจตจำนงที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกมัน"
ชายหนุ่มถอยหลังออกมาสองก้าว มือขวาขยับเบาๆ แสงสีทองประกายม่วงวาบขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏในอุ้งมือ กลิ่นอายความเก่าแก่และหนักอึ้งแผ่ซ่านออกมากดทับความปั่นป่วนของแสงและเงาในรัศมีสามจั้ง
อาเจียไม่ได้ตวัดพู่กันเพื่อโจมตี เขากลับหลับตาลง ดำดิ่งจิตสัมผัสเข้าสู่วงแหวนสามสีในจุดตันเถียน เขาชักนำพลังแห่งวารีพิสุทธิ์ที่ได้จากน้ำพุปรมัตถ์ ให้ไหลเวียนผ่านแขนขวา ส่งผ่านลงสู่ปลายพู่กัน
"ในเมื่อพวกมันต่อต้านการดึงพลังจากภายนอก ข้าก็จะสร้างแหล่งน้ำพุจากภายใน"
ปลายพู่กันนิรันดร์แตะลงบนอากาศธาตุ อาเจียวาดเส้นสายอักขระอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง ทุกครั้งที่ลากเส้น เขาต้องฝืนทนต่อแรงกดดันมหาศาลที่พยายามจะบดขยี้โครงสร้างอักขระของเขา ปฏิกิริยาสะท้อนกลับกระแทกเข้าสู่เส้นชีพจรจนปลายนิ้วสั่นระริก ทว่าชายหนุ่มยังคงกัดฟัน ยึดมั่นในสมาธิประดุจหินผา
*ฟริ้ง...*
อักขระ 'วารีชำระล้าง' ที่ผสานด้วยเจตจำนงแห่งวัฏจักร สว่างวาบขึ้นกลางอากาศ มันไม่ได้ดึงพลังจากทวิภพสุริยันจันทรา ทว่ามันอาศัยพลังจากวงแหวนในตัวอาเจียเป็นศูนย์กลาง อาเจียพลิกข้อมือ ผลักอักขระนั้นให้ลอยไปประทับลงบนหน้าอกของมู่หลางและอี้หราน
ทันทีที่อักขระสัมผัสร่าง ความเย็นเยียบที่บริสุทธิ์และลึกล้ำประดุจน้ำค้างแรกของโลกเซียน ก็แทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจรของสหายทั้งสอง เจตจำนงแห่งการทำลายล้างจากตะเกียงกลืนอเวจีที่ตกค้างอยู่ ถูกอักขระวารีนี้ชำระล้างและขับออกทางรูขุมขน กลายเป็นควันสีดำจางๆ ที่ลอยหายไป
สีหน้าของมู่หลางและอี้หรานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง
อาเจียลดพู่กันลง ลมหายใจหอบถี่เล็กน้อย การใช้อักขระที่สวนทางกับกฎฟ้าดินของสถานที่ลี้ลับเช่นนี้ สิ้นเปลืองพลังสมาธิอย่างมหาศาล
"พักผ่อนเสียเถิด เมื่อฟื้นฟูเจตจำนงได้เต็มที่ พวกเราจะก้าวเข้าไปสำรวจวิหารนั่น" อาเจียกล่าวพร้อมกับเก็บพู่กัน
"แล้วตระกูลเซียนโบราณที่อยู่ข้างนอกเล่า?" เย่ปิงอวิ๋นลุกขึ้นยืน กอดอกมองไปยังม่านพลังที่บิดเบี้ยวซึ่งปิดกั้นทางเข้าที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา "กู่หานซานต้องระดมพลมาปิดล้อมหุบเขาด้านนอกไว้แน่นหนาแน่ หากพวกเราอยู่ที่นี่นานเกินไป พวกมันอาจหาวิธีทำลายม่านพลังนี้ได้"
"ม่านพลังนี้เกิดจากการขัดแย้งของแสงสว่างและความมืดที่สั่งสมมานับแสนปี" มู่เฉินอธิบาย "แม้แต่ตระกูลเซียนโบราณ ก็ไม่อาจใช้กำลังหักหาญทะลวงเข้ามาได้ในระยะเวลาอันสั้น พวกมันต้องอาศัยค่ายกลระดับบรรพกาลในการเจาะชอนไช ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายเดือน... เรามีเวลา ทว่าก็ไม่ควรประมาท"
อาเจียพยักหน้ารับคำของอาจารย์ ชายหนุ่มไม่ได้นั่งพัก ทว่าเขาก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังเส้นแบ่งเขตแดนตรงกลาง รอยต่อระหว่างหญ้าสีเงินที่อาบแสงสว่างและโขดหินสีดำที่จมอยู่ในความมืด
เงาดำใต้ฝ่าเท้าของเขาพลันกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง!
เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมมิติสูญตา พุ่งพรวดออกมาจากมิติเงา ทว่าคราวนี้ มันไม่ได้มีท่าทีสงบเสงี่ยมเหมือนเช่นเคย ดวงตาสีเงินทั้งแปดดวงของมันเบิกกว้าง ขาทั้งแปดข้างเหยียบย่ำลงบนผืนดินฝั่งความมืดมิดอย่างกระวนกระวาย มันส่งเสียงร้องฟ่อลากยาวคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณ
"เป็นอะไรไป เจ้าถุงเงิน?" อาเจียเลิกคิ้ว ยื่นมือออกไปหมายจะลูบหัวปลอบโยน ทว่าสัตว์อสูรคู่กายกลับถอยร่นหนีมือของเขา มันหมุนตัวและพุ่งทะยานลึกเข้าไปในฝั่งความมืดมิด มุ่งหน้าตรงไปยังฐานของวิหารศิลา!
"เกิดอะไรขึ้นกับมัน อาเจีย?" หลิงเอ๋อร์อุทานด้วยความตกใจ "ตั้งแต่พวกเราเดินทางด้วยกันมา ข้าไม่เคยเห็นเจ้าถุงเงินแสดงอาการเตลิดเช่นนี้เลย"
อาเจียหรี่ตาลง จิตสัมผัสของเขาพยายามเชื่อมต่อกับสายใยวิญญาณของเจ้าถุงเงิน ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงความรู้สึก 'กระหาย' และ 'โหยหา' ที่บ้าคลั่ง
"กลิ่นอายของฝั่งความมืดมิดในสถานที่นี้... มีบางอย่างที่สอดคล้องกับสัญชาตญาณดั้งเดิมของมัน" อาเจียรำพึง "เจ้าถุงเงินคือกำเนิดจากมิติสูญตา มันเติบโตในความว่างเปล่าและซ่อนเร้นในเงา การที่มันตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ แสดงว่าในวิหารนั่น ต้องมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของมัน... หรืออาจจะเชื่อมโยงกับ 'อักขระสูญตา'"
ชายหนุ่มไม่รอช้า เขาก้าวยาวๆ ข้ามเส้นแบ่งเขตแดนเข้าสู่ฝั่งความมืดมิดทันที
ทันทีที่ก้าวพ้นเส้นแบ่ง อุณหภูมิรอบตัวพลันลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง แสงสว่างจากดวงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมากระทบผิวกาย ความหนาวเหน็บนี้มิใช่ความหนาวของเหมันตฤดู ทว่ามันคือความเยียบเย็นของความว่างเปล่าที่พยายามจะสูบกลืนความอบอุ่นของชีวิต
อาเจียโคจรปราณวัฏจักรในร่างต่อต้านความหนาวเหน็บ เขาสืบเท้าตามรอยการเคลื่อนไหวของเจ้าถุงเงินไปอย่างรวดเร็ว สหายทั้งสี่เห็นดังนั้นจึงรีบก้าวตามมาติดๆ แม้มู่หลางและอี้หรานจะยังไม่หายดี ทว่าพวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้อาเจียต้องเผชิญหน้ากับความเร้นลับเพียงลำพัง
ยิ่งเข้าใกล้วิหารศิลา ความยิ่งใหญ่ของมันก็ยิ่งปรากฏชัด มันถูกสร้างขึ้นจากหินภูเขาไฟสีดำขลับที่สลักลวดลายซับซ้อน เสาหินแต่ละต้นสูงเสียดฟ้าประดุจจะค้ำยันจักรวาล บนเสาและกำแพงวิหาร เต็มไปด้วยร่องรอยการสลักอักษรโบราณที่ไม่มีผู้ใดในโลกเซียนยุคปัจจุบันสามารถอ่านออก
ที่ฐานของเสาหินต้นหนึ่ง เจ้าถุงเงินกำลังใช้ขาทั้งแปดของมันตะกุยตะกายแผ่นหินที่แตกร้าวอย่างบ้าคลั่ง ใยแห่งความว่างเปล่าถูกพ่นออกมาทำลายเศษหินรอบๆ ราวกับมันกำลังขุดคุ้ยหาบางสิ่ง
อาเจียหยุดยืนอยู่เบื้องหลังสัตว์อสูรของตน เขามองลงไปในโพรงหินที่เจ้าถุงเงินขุดขึ้นมา ภายในนั้นมี 'แผ่นศิลาสีเทาหม่น' ขนาดเท่าฝ่ามือซ่อนอยู่
เจ้าถุงเงินใช้ปากคาบแผ่นศิลานั้นขึ้นมา มันไม่ได้กลืนลงไปเหมือนสมบัติชิ้นอื่น ทว่ามันค่อยๆ วางแผ่นศิลาลงแทบเท้าของอาเจีย ดวงตาสีเงินของมันช้อนมองผู้เป็นนาย แฝงความหมายบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของสัตว์อสูรทั่วไป
อาเจียก้มลงหยิบแผ่นศิลาขึ้นมาพินิจ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวศิลา ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนของเขาพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง! วงแหวนสามสีหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุดโดยที่เขาไม่ได้สั่งการ!
บนแผ่นศิลาสีเทาหม่นนั้น ไม่มีภาพวาด ไม่มีค่ายกล มีเพียงรอยขีดเขียนหนึ่งรอย... รอยขีดที่ดูเหมือนถูกตวัดด้วยนิ้วมืออย่างลวกๆ ทว่ามันกลับแผ่กลิ่นอายที่ลึกล้ำ กว้างใหญ่ และ 'ไร้จุดสิ้นสุด'
"นี่มัน..." มู่เฉินที่ลอยอยู่ด้านข้างเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างโปร่งแสงของท่านสั่นเทาด้วยความตื่นตะลึง "เจตจำนงนี้... มันช่างคล้ายคลึงกับ 'อักขระสูญตา' ทว่ามันดุดันและดิบเถื่อนกว่ามาก! มันคือรอยสลักแห่งบรรพกาล... รอยสลักก่อนที่วิถีแห่งเต๋าจะถูกจัดระเบียบเสียอีก!"
อาเจียเพ่งมองรอยสลักนั้น สติปัญญาและจิตสัมผัสของเขาดำดิ่งลงไปในเส้นสายที่บิดเบี้ยว เขาพยายามใช้ความเข้าใจในวิถีอักขระของตนไปตีความหมายของมัน
ทว่า ทันทีที่เขาพยายาม 'อ่าน' รอยสลักนั้น...
*เปรี้ยง!*
ราวกับมีค้อนเหล็กขนาดยักษ์ทุบเข้าที่แก่นวิญญาณอย่างจัง! อาเจียเซถอยหลังไปสามก้าว โลหิตสีแดงสดไหลทะลักออกจากมุมปากและจมูก นัยน์ตาสีดำพร่ามัวไปชั่วขณะ
"อาเจีย!" ปิงอวิ๋นและชิงเสวี่ยถลันเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ด้วยความตระหนก
"เกิดอะไรขึ้น! มีค่ายกลโจมตีซ่อนอยู่หรือ?" เฟิงอี้หรานตะโกน กวาดสายตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง
"ไม่... ไม่มีค่ายกลโจมตี" อาเจียส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ฝืนหยัดกายยืนขึ้นอีกครั้ง เขายกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ใบหน้า ทว่าสายตายังคงจับจ้องไปที่แผ่นศิลาในมือด้วยความหลงใหลที่เจือปนความหวาดหวั่น "ความผิดพลาดของข้าเอง... ข้าพยายามใช้ 'ความรู้' ของโลกปัจจุบัน ไปตีกรอบ 'เจตจำนง' ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าความรู้จะครอบคลุม"
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก "รอยสลักนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ 'อ่าน' หรือ 'ถอดความ'... ทว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ 'สัมผัส' และ 'หลอมรวม' เจตจำนงของคนที่ขีดเขียนมัน ไม่ได้ดึงพลังจากฟ้าดิน ทว่าคนผู้นั้น... มองว่าตนเองคือฟ้าดินเสียเอง!"
คำกล่าวของอาเจียทำให้สหายทุกคนตกตะลึง ในโลกเซียน ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนพร่ำสอนให้เคารพฟ้าดิน ยืมพลังจากสัจธรรมเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ การตั้งตนเป็นฟ้าดินเสียเอง คือความโอหังที่ทัณฑ์สวรรค์จะต้องฟาดฟันให้แหลกสลาย
"เผ่าพันธุ์ที่สร้างวิหารแห่งนี้... พวกเขามิได้บำเพ็ญเพียรตามครรลอง" มู่เฉินรำพึง เสียงของท่านเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเคารพในเวลาเดียวกัน "พวกเขาสร้างกฎเกณฑ์ของตนเอง นี่คือเหตุผลที่ตระกูลเซียนโบราณพยายามปกปิดและหวาดกลัวสถานที่เช่นนี้... เพราะมันเป็นข้อพิสูจน์ว่า กฎเกณฑ์ที่พวกมันปกป้อง มิใช่สิ่งเดียวที่ถูกต้องในจักรวาล"
อาเจียเก็บแผ่นศิลาเข้าสู่มิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง เขาหันไปมองประตูทางเข้าวิหารศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บานประตูทำจากโลหะสีนิลและสีทองแดงเชื่อมต่อกัน ไร้ซึ่งรูกุญแจ หรือร่องรอยของค่ายกลเปิดปิด
"หากพวกเราต้องการไขความลับของสถานที่นี้ และค้นหาวิถีเต๋าที่จะช่วยยกระดับพลังเพื่อรับมือกับตระกูลเซียนโบราณ พวกเราต้องเข้าไปข้างใน" อาเจียกล่าว น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเด็ดขาด
"แต่ประตูนี้ไม่มีทางเปิด" มู่หลางเดินเข้าไปใกล้ ใช้สันกระบี่เคาะลงบนบานประตูโลหะ เสียงทึบหนักสะท้อนกลับมา บ่งบอกถึงความหนาและความแข็งแกร่งที่ไม่อาจประเมินได้ "ข้าสัมผัสไม่ได้ถึงช่องโหว่ใดๆ เลย แม้จะใช้เจตจำนงกระบี่ตัดมวลธาตุ ก็คงทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนบางๆ เท่านั้น"
"ประตูที่ไม่มีค่ายกล ย่อมต้องเปิดด้วย 'การยอมรับ' มิใช่การทำลาย" อาเจียเดินเข้าไปยืนเคียงข้างมู่หลาง เขาวางฝ่ามือลงบนบานประตูฝั่งสีนิล ในขณะที่หันไปมองเฟิงอี้หราน "อี้หราน... เจ้านำเปลวเพลิงบรรพกาลของเจ้า ไปประทับลงบนประตูฝั่งสีทองแดง"
เฟิงอี้หรานเลิกคิ้วเล็กน้อย ทว่าก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย เขาก้าวเข้ามายืนหน้าประตูฝั่งสีทองแดง รวบรวมเปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลที่หลงเหลืออยู่ในร่าง ทาบฝ่ามือลงบนบานประตู
"กฎของสถานที่แห่งนี้คือความขัดแย้งที่สมดุล" อาเจียอธิบายขณะหลับตาลง "ฝั่งหนึ่งคือแสงสว่างและความร้อน ฝั่งหนึ่งคือความมืดและความว่างเปล่า หากเราต้องการให้วิหารยอมรับ เราต้องสร้างจุดสมดุลจำลองขึ้นมา... อี้หราน จงปล่อยเปลวเพลิงของเจ้าให้ร้อนแรงที่สุด ทว่าห้ามล่วงล้ำเข้ามาในฝั่งของข้าเด็ดขาด ส่วนข้า..."
อาเจียลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเงินยวงสว่างวาบ เขาชักนำพลังจากทารกวิญญาณสูญตา ถ่ายทอดความเยียบเย็นและความไม่มี ลงสู่บานประตูฝั่งสีนิล
*ครืนนนน!*
เมื่อพลังสองขั้วที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง—อัคคีบรรพกาลที่แผดเผา และ ความว่างเปล่าที่กลืนกิน—สัมผัสกับบานประตูพร้อมกัน วิหารศิลาขนาดยักษ์พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! ลวดลายโบราณบนกำแพงวิหารสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสองสี พลังงานจากภายในวิหารพุ่งสวนออกมาปะทะกับฝ่ามือของอาเจียและอี้หราน
"อึก!" เฟิงอี้หรานกัดฟันกรอด ขาทั้งสองข้างทรุดลงไปในผืนดิน ความร้อนจากประตูสะท้อนกลับมาแผดเผาเส้นชีพจรของเขา
อาเจียเองก็ต้องเผชิญกับแรงต้านทานมหาศาล ความเย็นเยียบจากประตูฝั่งสีนิลพยายามจะแช่แข็งวิญญาณของเขา ทว่าชายหนุ่มอาศัยวงแหวนสามสีในร่าง หมุนวนสลายแรงกระแทกอย่างต่อเนื่อง
"อย่าถอย! ประคองเจตจำนงไว้!" อาเจียตวาดก้อง
ทั้งสองคนยืนหยัดต้านทานการทดสอบของวิหาร เหงื่อและเลือดผสมปนเปกันจนใบหน้าเปรอะเปื้อน ทว่าเมื่อความขัดแย้งที่พวกเขาสร้างขึ้น เริ่มสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของกฎเกณฑ์ในวิหาร...
*กริ๊ก...*
เสียงกลไกที่เก่าแก่และลึกล้ำดังขึ้นจากส่วนลึกของบานประตู โลหะสีนิลและสีทองแดงที่เชื่อมต่อกันอย่างแนบสนิท ค่อยๆ แยกตัวออกจากกันอย่างเชื่องช้า ปลดปล่อยกลิ่นอายของอากาศที่ถูกปิดตายมานับแสนปีให้พวยพุ่งออกมา!
บานประตูวิหารสุริยันจันทราเปิดออกแล้ว!
ความมืดมิดและแสงสลัวภายในทอดยาวประดุจปากของอสูรบรรพกาลที่รอคอยการกลืนกินผู้มาเยือน อาเจียและอี้หรานถอนฝ่ามือออก ล้มลงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทว่านัยน์ตาของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความหวาดหวั่นในสิ่งที่กำลังจะพบเจอ
"เส้นทางเบื้องหน้า... ไม่มีผู้ใดในโลกเซียนยุคนี้เคยเหยียบย่าง" อาเจียหยัดกายลุกขึ้นยืน กระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น "ไม่ว่าความจริงที่รออยู่จะโหดร้ายเพียงใด ข้าก็จะใช้พู่กันนี้ จารึกมันลงในวิถีเต๋าของข้าให้จงได้"
คณะเดินทางก้าวเท้าข้ามธรณีประตู เข้าสู่ความเร้นลับของวิหารโบราณ ทิ้งไว้เพียงแสงสว่างและความมืดภายนอกที่ยังคงทำสงครามกันอย่างเงียบงัน... โดยหารู้ไม่ว่า การก้าวเดินครั้งนี้ จะนำพาพวกเขาไปสัมผัสกับความจริงที่จะสั่นคลอนรากฐานของจักรวาลทั้งหมด!