ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 445 : ข่ายมนตราดาวตก

จารึกที่ 445 : ข่ายมนตราดาวตก : สี่ขุนพลเทวะจุติ


เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องทะลุผ่านทะเลเมฆสีมุก ความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้บังเกิดขึ้นในน่านฟ้าแห่งดินแดนไร้พรมแดน เกาะลอยฟ้านับร้อยที่เคยกระจัดกระจายอย่างไร้ระเบียบ บัดนี้ถูกเชื่อมโยงกันด้วยเส้นสายสีเทาประกายทองที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าผู้ฝึกตนระดับสูงย่อมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกฎเกณฑ์ที่ถักทอเป็นตาข่ายขนาดยักษ์ ครอบคลุมรัศมีพันลี้จนมิดชิด


ณ ศูนย์กลางของโครงข่าย นาวาศิลาทมิฬ 'หมื่นอักขระ' ลอยตระหง่านดุจหัวใจที่กำลังสูบฉีดโลหิต รากศิลาของเจ้าสัวฝังลึกทะลุเกาะศูนย์กลาง เชื่อมต่อกับค่ายกลที่อาเจียเพิ่งวาดเสร็จสิ้น


บนดาดฟ้าเรือ อาเจียค่อยๆ ลดพู่กันนิรันดร์ลง ร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ การดึงเอา 'คราบมิติ' ของเจ้าถุงเงินมาผสานกับชีพจรดินระดับทวีป กินพลังวิญญาณและปราณเซียนแท้ไปมหาศาล ทว่านัยน์ตาสูญตาของเขากลับทอประกายความพึงพอใจอย่างลึกซึ้ง


"ค่ายกลดาวตกสูญตา... เสร็จสมบูรณ์" อาเจียรำพึงเสียงแผ่ว


ฉินมู่หลางที่เพิ่งเหินร่างกลับมาจากการตรวจตราเกาะบริวารทางทิศเหนือ ก้าวลงมาบนดาดฟ้าเรือ "อาเจีย ขั้วอำนาจท้องถิ่นที่เคยแข็งขืน บัดนี้ยอมจำนนหมดสิ้นแล้ว เมื่อพวกมันสัมผัสได้ว่าค่ายกลนี้มิได้กดขี่ขูดรีดปราณของพวกมัน ทว่ากลับช่วยปกป้องเกาะจากการแปรปรวนของพายุมิติ พวกมันจึงยินดีมอบบรรณาการให้สำนักหมื่นอักขระด้วยความเต็มใจ"


"ดินแดนที่วุ่นวายที่สุด ย่อมโหยหาความมั่นคงที่สุดเช่นกัน" อาเจียตอบพลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก "ทว่า ความสงบนี้คงอยู่ได้ไม่นาน... มู่หลาง เจ้าสัมผัสถึงความสั่นสะเทือนในทะเลความว่างเปล่าได้หรือไม่?"


ฉินมู่หลางขมวดคิ้ว มือซ้ายจับด้ามกระบี่นิรันดร์โดยสัญชาตญาณ "ข้ารู้สึกเหมือนมีขุนเขาหลายสิบลูกกำลังพุ่งชนรอยต่อมิติ... มันมิใช่การแอบซ่อนแทรกซึม แต่มันคือการจงใจฉีกกระชากกฎเกณฑ์เข้ามา"


"พวกมันมาแล้ว" เย่วปิงอวิ๋นเดินออกมาจากห้องบัญชาการ ในมือนางถือแผ่นดาราหยกที่กระพริบแสงเตือนภัยสีแดงฉาน "จุดตัดมิติทางทิศตะวันออกเฉียงใต้กำลังพังทลาย พลังงานระดับนี้... แข็งแกร่งยิ่งกว่าตี้เทียนอู๋หลายเท่า!"


อาเจียหรี่ตาลง เขาก้าวเดินไปที่หัวเรือ "สวรรค์แห่งวิหารเทพอนันตกาล... คงส่งตัวหมากที่แท้จริงลงมาแล้วสินะ"


ครืนนนนน! เปรี้ยง!


เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องประดุจโลกแตกสลาย รอยแยกมิติขนาดยักษ์ถูกฉีกออกเหนือทะเลเมฆ ห่างจากเกาะศูนย์กลางไปเพียงห้าสิบลี้ ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าที่บาดตาจนผู้คนเบื้องล่างต้องยกมือขึ้นปิดตา ก็พุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกนั้น


ร่างสี่ร่างที่มีความสูงตระหง่านราวกับยักษ์ปักหลั่น ลอยตัวออกมาจากแสงสีทอง พวกมันสวมชุดเกราะเต็มยศที่หล่อหลอมจาก 'โลหะศักดิ์สิทธิ์' กลิ่นอายของพวกมันไม่ได้แผ่ขยายออกไปสะเปะสะปะ ทว่าควบแน่นและบีบคั้นมิติรอบกายจนเกิดรอยร้าวสีดำ


"สี่ขุนพลเทวะแห่งวิหารเทพอนันตกาล!"


เสียงกระซิบด้วยความสะพรึงกลัวดังก้องไปทั่วเกาะลอยฟ้าต่างๆ ผู้ฝึกตนที่เคยกร่างในดินแดนหน้าด่าน ต่างมุดหัวซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะส่งสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบ


ขุนพลเทวะที่ยืนอยู่ตรงกลาง ถือ 'หอก' ขนาดยักษ์ที่ปลายหอกมีสายฟ้าสีขาวแลบแปลบปลาบ มันคือ 'หอกพิพากษาสวรรค์' ศัสตราที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบดขยี้เจตจำนงของผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ


"ดินแดนหน้าด่านที่ควรจะโสมม... กลับมีค่ายกลที่บังอาจลอกเลียนแบบกฎเกณฑ์ของสวรรค์" ขุนพลผู้ถือหอกเอ่ยเสียงทุ้มต่ำดุจฟ้าร้อง "สำนักหมื่นอักขระ... พวกเจ้ากำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว จงออกมารับการชำระล้างแต่โดยดี!"


อาเจียยังคงยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หัวเรือนาวาศิลาทมิฬ เขาไม่ได้ลอยตัวขึ้นไปเผชิญหน้า แต่กลับใช้เจตจำนงส่งเสียงตอบกลับไปอย่างราบเรียบ


"การชำระล้างของพวกท่าน คือการกวาดล้างผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวกระนั้นหรือ? หากสวรรค์ที่พวกท่านอ้างถึง คับแคบเพียงเท่านี้... ข้าเกรงว่าค่ายกลของข้า จะใหญ่เกินกว่าที่พวกท่านจะเข้าใจ"


"โอหังนัก! มนุษย์ชั้นต่ำ กล้าสั่งสอนขุนพลเทวะ!" ขุนพลอีกตนที่ถือขวานยักษ์ตวาดลั่น มันทะยานร่างพุ่งเข้าใส่เกาะศูนย์กลางโดยไม่สนใจสิ่งใด ขวานในมือสับลงมา หมายจะผ่านาวาหมื่นอักขระให้ขาดเป็นสองท่อน


"อย่าเข้ามา อัสนี!" ขุนพลถือหอกร้องเตือน ทว่าช้าไปเสียแล้ว


วินาทีที่ขุนพลถือขวานพุ่งล้ำเข้ามาในเขตแดนของ 'ค่ายกลดาวตกสูญตา' กฎเกณฑ์ที่อาเจียวางไว้ก็เริ่มทำงานทันที!


วิ้งงงง!


เส้นสายสีเทาประกายทองที่เคยมองไม่เห็น พลันสว่างวาบขึ้นรอบทิศทาง มันไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีขุนพลผู้นั้น แต่มันพันธนาการ 'ความเร็ว' และ 'ปราณทำลายล้าง' ที่แฝงมากับขวาน


ขุนพลถือขวานรู้สึกราวกับพุ่งชนจอมปลวกที่กลายเป็นบ่อโคลนดูด พลังมหาศาลที่สับลงมา ถูกค่ายกลดาวตกสูญตาดูดซับ ก่อนจะถ่ายเทลงสู่ชีพจรดิน และกระจายไปยังเกาะลอยฟ้าหลายร้อยเกาะในเครือข่าย


ปัง!


ขวานยักษ์กระแทกเข้ากับม่านพลังเหนือนาวาหมื่นอักขระ เกิดเพียงเสียงทุ้มๆ ประหนึ่งคนทุบฝูกนอน ไม่มีคลื่นกระแทก ไม่มีการทำลายล้าง ร่างของขุนพลเทวะชะงักค้างอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง


"พลังของข้า... ถูกมันสูบหายไปที่ใด!"


"ถูกสูบไปหล่อเลี้ยงรากฐานของดินแดนแห่งนี้อย่างไรเล่า" อาเจียระบายรอยยิ้มเย็นเยียบ "ข้าต้องขอขอบคุณท่านขุนพล ที่กรุณามอบปราณศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์ มาเป็นปุ๋ยให้แก่พฤกษาบนเกาะของข้า"


"หนอย! ไอ้เด็กสารเลว!" ขุนพลถือขวานพยายามจะดึงอาวุธกลับ ทว่าเส้นสายสีเทาของค่ายกลกลับพันธนาการขวานนั้นไว้อย่างแน่นหนา


ขุนพลถือหอกเห็นท่าไม่ดี มันชู 'หอกพิพากษาสวรรค์' ขึ้นเหนือศีรษะ "ร่วมมือกัน! ค่ายกลนี้แปลกประหลาดนัก มันสามารถกลืนกินการโจมตีทางกายภาพได้... เราต้องใช้เจตจำนงพิพากษา ทำลายมันจากแก่นกลาง!"


สี่ขุนพลเทวะตั้งกระบวนทัพรบกลางนภากาศ ปราณศักดิ์สิทธิ์สีทองสว่างจ้าทะลักออกจากร่างของพวกมัน หลอมรวมเข้าสู่หอกพิพากษาสวรรค์


ท้องฟ้าเหนือดินแดนไร้พรมแดนเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ดวงตาขนาดยักษ์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ปรากฏขึ้นเหนือหมู่เมฆ มันคือดวงตาแห่งสวรรค์ ที่เตรียมจะลงทัณฑ์ผู้ฝืนกฎ


"อาเจีย!" เฟิงอวี้หรานตะโกนด้วยความร้อนรน "ดวงตานั่น... มันแผ่กลิ่นอายเดียวกับทูตสวรรค์ แต่รุนแรงกว่านับร้อยเท่า! ค่ายกลดาวตกสูญตาจะรับไหวหรือ?"


"ค่ายกลของข้า สร้างจากเมือกมิติและชีพจรดิน มันรับแรงปะทะได้ แต่ไม่อาจลบล้างการพิพากษาโดยตรงจากวิหารเทพอนันตกาลได้" อาเจียตอบเสียงเรียบ ทว่าไม่มีแววหวาดผวาในดวงตา "ทว่า... ผู้ที่บอกว่าข้าจะใช้แค่ค่ายกลตั้งรับ คือผู้ใดกันเล่า?"


ชายหนุ่มตวัดมือขวาขึ้น พู่กันนิรันดร์เปล่งแสงสีเทาประกายทอง ทารกวิญญาณสูญตาในตันเถียนที่เพิ่งบรรลุการผสานอักขระขั้นที่หก 'รังสรรค์สูญ' ระเบิดพลังออกอย่างเต็มที่


"มู่หลาง อี้หราน ซิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเออร์... ประสานเจตจำนง!"


มิตรสหายทั้งห้าไม่ลังเล พวกเขาร่ายรำอาวุธและวิถีเต๋าของตนเอง ปลดปล่อยเจตจำนงที่แกร่งกล้าที่สุดเข้าสู่ปฐมอาณาเขตของอาเจีย


กระบี่ เพลิง พฤกษา ดารา และค่ายกล ถูกความว่างเปล่าของอาเจีย 'โอบรับ' และ 'หลอมรวม' กลายเป็นหมึกวิญญาณห้าสีที่ปลายพู่กันนิรันดร์


"สวรรค์พิพากษาโลก... ข้าก็จะพิพากษาสวรรค์!"


อาเจียทะยานร่างขึ้นสู่จุดสูงสุดของนาวาหมื่นอักขระ พู่กันในมือตวัดขีดเขียนอักขระขนาดยักษ์ทะลุเมฆหมอก


"จารึกรังสรรค์... เบิกเนตรสูญตา!"


ครืนนนนน!


เหนือค่ายกลดาวตกสูญตา อากาศธาตุถูกฉีกกระชากออก ปรากฏ 'ดวงตา' สีเทาประกายทองขนาดยักษ์ที่น่าเกรงขามยิ่งกว่าดวงตาแห่งสวรรค์หลายเท่า! มันมิใช่ดวงตาที่ไร้อารมณ์ ทว่ามันเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงอันแรงกล้าของมนุษย์ ของผู้ฝึกตน และของสายเลือดหมื่นอักขระที่ถูกกดขี่มานับพันปี


"พิพากษา!" ขุนพลถือหอกตวาดลั่น แทงหอกพิพากษาสวรรค์ลงมา ลำแสงทำลายล้างที่สามารถสลายทวีปได้ทั้งทวีป พุ่งตรงเข้าหาอาเจีย


"กลืนกิน!" อาเจียตวัดพู่กันสวนกลับ เนตรสูญตาขนาดยักษ์เบื้องบนเปิดกว้าง


ตูมมมมมมม!


การปะทะกันของดวงตาแห่งสวรรค์และเนตรสูญตา สร้างคลื่นกระแทกที่ฉีกทะลวงมิติรอบดินแดนไร้พรมแดนจนกลายเป็นหลุมดำขนาดย่อม ลำแสงพิพากษาสีขาวถูกลำแสงสีเทาของเนตรสูญตากลืนกินและต้านทานไว้อย่างสูสี


สี่ขุนพลเทวะเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ "เป็นไปไม่ได้! พลังของมนุษย์ชั้นต่ำ จะสามารถต้านทานหอกพิพากษาสวรรค์ที่บัญญัติโดยวิหารเทพอนันตกาลได้อย่างไร!"


"ข้าบอกแล้ว... สวรรค์ของพวกท่าน มันคับแคบเกินไป!"


อาเจียกัดฟันแน่น รีดเร้นพลังวิญญาณหยดสุดท้าย หมึกวิญญาณห้าสีที่เกิดจากการประสานเจตจำนงของมิตรสหาย ถูกส่งเข้าไปเสริมพลังเนตรสูญตา


เปรี้ยง!


แสงสีเทาประกายทองทวีความรุนแรงขึ้น มันค่อยๆ ดันลำแสงสีขาวกลับไป ก่อนจะกลืนกินหอกพิพากษาสวรรค์เข้าไปในรัศมีทำลายล้าง!


"อ๊ากกกก!" ขุนพลถือหอกกรีดร้อง เมื่อเจตจำนงที่เชื่อมต่อกับศัสตราถูกสลาย มือของมันถูกแผดเผาด้วยความว่างเปล่าจนเหลือแต่กระดูก


"ถอย! ถอยเร็ว!" สี่ขุนพลเทวะที่เคยหยิ่งยโส บัดนี้ตื่นตระหนกสุดขีด พวกมันทิ้งหอกพิพากษาที่กำลังจะถูกเนตรสูญตากลืนกิน แล้วรีบทะยานร่างหนีกลับเข้าสู่รอยแยกมิติอย่างหัวซุกหัวซุน


รอยแยกมิติปิดลง พร้อมกับการถอยทัพของสวรรค์


อาเจียหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขายื่นมือออกไปคว้า 'หอกพิพากษาสวรรค์' ที่ไร้ผู้ครอบครอง ซึ่งบัดนี้เจตจำนงของวิหารเทพฯ ถูกชำระล้างจนกลายเป็นเพียงศัสตราเปล่าๆ ที่เปี่ยมไปด้วยโลหะศักดิ์สิทธิ์


"มู่หลาง..." อาเจียโยนหอกนั้นลงไปบนดาดฟ้าเรือ รอยยิ้มอิดโรยทว่าแฝงความสะใจปรากฏบนใบหน้า "ข้าได้วัสดุชั้นดี... สำหรับหลอมกระบี่เล่มใหม่ให้เจ้าแล้ว"


สำนักหมื่นอักขระ ไม่เพียงแต่ต้านทานการบุกของสี่ขุนพลเทวะได้ แต่ยังสามารถยึดศัสตราระดับสวรรค์มาเป็นของตนได้อีกด้วย! ชัยชนะครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการป้องกันตัว แต่เป็นการประกาศว่า ยุคสมัยแห่งการถูกกดขี่ได้จบลงแล้ว และการโต้กลับของ 'สายเลือดหมื่นอักขระ' กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างแท้จริง!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน