เซียวฉีจึงเพิ่งคิดได้ว่าเสบียงที่เตรียมมาจากสำนักอยู่ที่ตนเอง “แม่นาง ขอบคุณที่ช่วยศิษย์น้องข้าไว้”
“ไม่เป็นไร ข้าแค่บังเอิญเจอเข้าพอดี” มู่เชียนจิ่วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางไม่ชอบขี้หน้าของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ที่ไร้สมองพวกนี้เท่าไรนัก
หากไม่ใช่เพราะจงหลิงมีนิสัยร่าเริงถูกชะตากับนางละก็ นางไหนเลยจะสนใจไยดี
และเท่าที่นางรู้จักมู่เทียนเซี่ยมา ศิษย์พี่ของจงหลิงผู้นี้ดูแล้วยังไม่เข้าตาน้องสาวนอกไส้ของนางเท่าไรนัก
เซียวฉีเหมือนสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรของสตรีชุดแดง จึงเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัด “ศิษย์น้อง เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่อันตรายเพียงใด?”
“ท่านเลิกใช้น้ำเสียงแบบผู้ใหญ่คุยกับข้าสักทีได้หรือไม่!” จงหลิงถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโห “ข้าไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ แล้วนะเจ้าคะ!”
เซียวฉีส่ายหน้าอย่างระอา ในสายตาของเขา จงหลิงยังคงเป็นเด็กน้อยเสมอ
“พี่เสียวจิ่ว” จงหลิงวิ่งไปที่ข้างกายมู่เชียนจิ่ว “ท่านกลับไปสำนักกระบี่พร้อมกับพวกเราเถอะเจ้าค่ะ?”
“ไม่ละ ข้าตัวคนเดียว อิสระจนชินแล้ว” มู่เชียนจิ่วยิ้มบาง ๆ นางไม่ได้เผยฐานะของซูจิ่วออกมา และหากออกจากสำนักโดยไม่บอกละก็ เกรงว่านางคงไม่มีที่ให้กลับอีกเป็นแน่
“อ่อ เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” จงหลิงรู้สึกผิดหวัง
นางและพี่เสียวจิ่วถูกชะตากันมาก อีกทั้งยังคุยกันถูกคอ โดยเฉพาะฝีมือการทำอาหารของพี่เสียวจิ่ว หลังจากได้กินแล้วนางก็ไม่อยากกินอาหารฝีมือคนอื่นอีกเลย
หากต่อไปนางไม่ได้กินอีกเล่าจะทำเช่นไร!
เมื่อคิดถึงอาหารที่ครัวของสำนัก แววตาของดรุณีน้อยก็เผยความเอือมระอาออกมาอย่างไม่ปิดบัง ไม่ใช่ว่านางใส่ร้าย แต่มันไม่อร่อยจริง ๆ!
เสียวจิ่ว?
มู่เทียนเซี่ยหรี่ตาลงพลางมองหญิงสาวปริศนาทันที สตรีภายใต้ผ้าคาดใบหน้าสีดำผู้นี้ เหตุใดนางถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด!
แววตาของสตรีชุดแดงผู้นี้ ทำให้นางรู้สึกเกลียดอย่างไร้เหตุผล!
และสิ่งที่ทำให้นางไม่พอใจมากที่สุดก็คือ สตรีผู้นี้ยังมีนามว่า ‘เสียวจิ่ว’
เหตุนี้ยิ่งทำให้นางคิดถึงนางสารเลวมู่เชียนจิ่วขึ้นมา!
เป็นเพราะนางสารเลวนั่น ก่อนตายนอกจากไม่ยอมมอบป้ายชิงอวิ๋นให้นางแล้ว ที่น่าแค้นใจยิ่งกว่าก็คือนางกลับมอบป้ายชิงอวิ๋นนั้นให้ผู้อื่น ไม่อย่างนั้นตอนนี้นางคงได้เป็นศิษย์ของท่านเจ้าสำนักชิงอวิ๋นไปแล้ว!
ยิ่งคิดมู่เทียนเซี่ยก็ยิ่งแค้น จึงถลึงตาใส่มู่เชียนจิ่วโดยไม่รู้ตัว
“เจ้ามองข้าเช่นนี้เพราะเหตุใดกัน?” มู่เชียนจิ่วเห็นสายตาเคียดแค้นของน้องสาวนอกไส้ก็จ้องกลับไปตรง ๆ ท่าทางดุดันอย่างไม่ปิดบัง
มู่เทียนเซี่ยร่างสั่นเทาเล็กน้อย และหลบสายตาของมู่เชียนจิ่วทันที
“ข้า...ข้าเพียงรู้สึกว่าท่านดูคุ้นตาน่ะเจ้าค่ะ”
“คุ้นตา?” มู่เชียนจิ่วขยับตัวเล็กน้อย เพียงพริบตาก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าของมู่เทียนเซี่ย
“เจ้าเคยพบข้าที่ใดอย่างนั้นหรือ?”
มือข้างหนึ่งของมู่เทียนเซี่ยกำแน่น ท่าทางข่มขู่ของอีกฝ่ายทำให้นางรู้สึกไม่ดีอย่างมาก!
แต่นางสามารถสัมผัสได้ว่าไอพลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่านางมาก นางไม่สามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นสุภาพบุรุษขี่ม้าขาวเซียวฉีก็มาบังหน้าสตรีใจดวงใจของเขาเอาไว้ “แม่นาง แม่นางมู่แค่มองเจ้าเท่านั้น เจ้าทำเช่นนี้เกรงว่าจะเกินไปแล้วกระมัง!”
“ไสหัวไป!” มู่เชียนจิ่วมีท่าทีแข็งกร้าว ราวกับว่าหากพูดไม่เข้าหูนางอีกเพียงคำเดียว นางก็พร้อมจะลงมือทันที
“ศิษย์พี่เซียว” มู่เทียนเซี่ยหลบอยู่ทางด้านหลังของชายหนุ่ม ในใจก็ลอบด่ามู่เชียนจิ่วไปด้วย
นางแค่ถลึงตาใส่สตรีผู้นี้เพียงครู่เดียว แต่สตรีผู้นี้กลับเป็นบ้าอะไรกัน
“แม่นาง หากเมื่อครู่แม่นางมู่ล่วงเกินเจ้าไป ข้าต้องขออภัยแทนนางด้วย” แม้ภายในใจของเซียวฉีจะรู้สึกไม่พอใจ ทว่าต้องอดกลั้นเอาไว้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเซียวฉีไม่อยากลงมือกับสตรี เพราะการที่เขาสามารถเอาชนะได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจอะไร
มู่เชียนจิ่วแค่นเสียงเย็นออกมา ไม่ได้ถือสาบุรุษหนุ่มตรงหน้าแต่อย่างใด
นางเพียงแค่วางท่าก็เท่านั้น แค่วางท่า คงไม่ได้ผิดกฎอะไรกระมัง?
ต่อให้นางต้องการสังหารมู่เทียนเซี่ย ก็ต้องรอให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้จากไปเสียก่อน
‘นางผู้หญิงสารเลว’ มู่เทียนเซี่ยได้แต่ลอบก่นด่าในใจ ทว่าใบหน้างดงามกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง แค่ทักษะการแสดงนี้ มู่เชียนจิ่วให้คะแนนน้องสาวนอกไส้ไปเลยเก้าสิบห้าคะแนน!
“พี่เสียวจิ่ว ข้าคิดดีแล้ว ข้าจะไปกับท่านด้วยเจ้าค่ะ!” จู่ ๆ จงหลิงก็ดึงแขนเสื้อของมู่เชียนจิ่วเอาไว้ด้วยท่าทางแน่วแน่
“???”
มู่เชียนจิ่วมีท่าทีงุนงง
นางต้องหาโอกาสจัดการน้องสาวนอกไส้ให้ได้ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาตะลอนไปทั่วกับเด็กคนนี้กัน?
ไม่ทันที่มู่เชียนจิ่วจะเอ่ยปฏิเสธ เซียวฉีก็ตะคอกออกมาเสียก่อน “เหลวไหล!”
จงหลิงตกใจอย่างมาก “ท่านกล้าขึ้นเสียงใส่ข้าอย่างนั้นหรือ หากข้าเอาเรื่องที่ท่านทิ้งข้าไปรายงานท่านเจ้าสำนักกับท่านพ่อละก็ ท่านจบเห่แน่!”
“เอ่อ...” สีหน้าเซียวฉีแข็งค้างไปทันที
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ต่างก็โปรดปรานศิษย์น้องเล็กผู้นี้ยิ่งกว่าสิ่งใด หากพวกเขารู้ว่าตนทิ้งนางเอาไว้และไปกับสตรีอื่น คาดว่าโดนถลกหนังก็คงจะน้อยไป
อีกทั้งก่อนที่พวกเขาออกเดินทาง ผู้อาวุโสรองก็ยังกำชับเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าให้เขาดูแลจงหลิงให้ดี
“หึ!” จงหลิงทำหน้าถมึงทึงใส่ศิษย์พี่ไม่ได้เรื่องของตน จากนั้นก็แกว่งแขนของมู่เชียนจิ่วไปมา
“พี่เสียวจิ่ว รับปากข้าเถอะนะเจ้าคะ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำตัวเป็นภาระของท่านแน่นอน”
“ไม่ได้ ที่ที่ข้าจะไปหลังจากนี้อันตรายมาก” มู่เชียนจิ่วปั้นน้ำเป็นตัว
“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน รอข้าจัดการเรื่องของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปหาเจ้าที่สำนักกระบี่เองดีหรือไม่?”
จงหลิงดวงตาเป็นประกาย “จริงหรือเจ้าคะ ท่านห้ามหลอกข้านะเจ้าคะ!”
“อืม คำไหนคำนั้น!” มู่เชียนจิ่วรับปากอย่างเร็วรี่ อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วนางต้องไปเยือนสำนักกระบี่อยู่แล้ว อีกอย่าง มีจงหลิงพานางเข้าไปในสำนักกระบี่ ยามนั้นคงช่วยลดความยุ่งยากให้นางได้มากทีเดียว
“เช่นนั้นก็ดีเลยเจ้าค่ะ!” จงหลิงคลี่ยิ้มหวาน พลางหันไปมองทางเซียวฉี
“ศิษย์พี่ ท่านจะช่วยคุ้มกันให้แม่นางมู่ผู้นี้ต่อ หรือจะกลับสำนักกับข้า?”
เมื่อเห็นสายตาแกมข่มขู่ เซียวฉีก็ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา “เอาละ อย่างไรเสียภารกิจของเราก็สำเร็จแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็กลับสำนักกันเถอะ”
มู่เทียนเซี่ยมีสีหน้าย่ำแย่ลงในบัดดล ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อได้ยินว่าเซียวฉีจะไปแล้ว นางกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ราวกับว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นหลังจากนี้อย่างไรอย่างนั้น
“ศิษย์พี่เซียว...”
ไม่รอให้มู่เทียนเซี่ยเอ่ยจบ เซียวฉีก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน “แม่นางมู่ ในเมื่อศิษย์ร่วมสำนักของเจ้าอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ต้องขอตัวลาก่อน”
“เอ่อ...เจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยตอบรับอย่างจนปัญญา ลางสังหรณ์ไม่ดีในใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
จงหลิงหันหลังให้กับมู่เทียนเซี่ยและเซียวฉี และแอบขยิบตาให้มู่เชียนจิ่ว
มู่เชียนจิ่วรับรู้ได้ถึงสัญญาณของอีกฝ่าย พลันนั้นจึงรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก
…ที่แท้เด็กคนนี้ก็ต้องการช่วยตน จึงตั้งใจแยกศิษย์พี่ของนางออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้ตนได้แก้แค้นนี่เอง
“ศิษย์พี่ พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ” จงหลิงเอ่ยจบก็โบกมือลาผู้มีพระคุณแรง ๆ อีกครั้ง
“พี่เสียวจิ่ว อย่าลืมไปหาข้านะเจ้าคะ!”
“แม่นางมู่ ลาก่อน” เซียวฉีมองมู่เทียนเซี่ยด้วยแววตาลึกซึ้ง จากนั้นก็หมุนกายจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เมื่อเห็นคนคุ้มกันหายลับไปจากสายตาแล้ว มู่เทียนเซี่ยก็รู้สึกเสียใจ นางรู้ว่าหากตนแค่เอ่ยปาก เซียวฉีต้องอยู่ต่ออย่างแน่นอน
มู่เชียนจิ่วมองหน้าน้องสาวนอกไส้พร้อมกับดวงตากลมโตโค้งลงเพราะยิ้มกว้าง
ดวงคนเราช่างหมุนเปลี่ยนไปได้ทุกเวลาจริง ๆ ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมถูกมู่เทียนเซี่ยบีบบังคับจนตาย ทั้งยังถูกชิงรากปราณไปและทำลายโฉมหน้า
ความแค้นเหล่านี้ นางล้วนจดจำแทนเจ้าของร่างเดิมได้ดี!
บวกกับมู่เทียนเซี่ยต้องการจะทำร้ายตนครั้งแล้วครั้งเล่า ความแค้นทั้งเก่าและใหม่ ต่อให้นำมู่เทียนเซี่ยมาสับเป็นชิ้น ๆ ก็ถือว่าสาสมแล้ว!
มู่เทียนเซี่ยราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของสตรีชุดแดง ในใจก็เย็นวาบโดนพลัน นางจึงหมุนกายเตรียมจะเข้าไปในป่า
“เจ้าจะไปไหน?” มู่เชียนจิ่วเอ่ยขึ้น ก่อนจะหายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่ แล้วปรากฏกายขึ้นอีกครั้งตรงหน้ามู่เทียนเซี่ย
“เจ้า...เจ้าคิดจะทำอะไร!” มู่เทียนเซี่ยเบิกตาโพลง ในที่สุดนางก็ตระหนักได้แล้วว่าเหตุใดถึงรู้สึกใจหวิว ๆ เช่นนี้!
แต่นางจำไม่ได้ว่าเคยเลยล่วงเกินสตรีตรงหน้าผู้นี้
หรือแค่เพราะเมื่อครู่นางจ้องหน้าสตรีผู้นี้เข้า?
ทว่าเพียงเท่านี้ก็จะลงมือแล้วอย่างนั้นหรือ?
“น้องสาวสุดที่รัก” มู่เชียนจิ่วยกมือขึ้น ปลดผ้าคาดหน้าสีดำลง พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างออกมา
“เจ้าคิดถึงพี่หรือไม่?”
.
.
.