ค่ำลงในเขตช่างเก่า
แสงสุดท้ายของวันสะท้อนผนังหินที่แตกร้าวเป็นแนวยาว
เงาอาคารทอดทับถนนหินเหมือนกรงที่ยังไม่ปิดสนิท
ลู่เฉินเดินผ่านลานที่เพิ่งเกิดการปะทะเมื่อบ่าย
พื้นหินสะอาดเกินไป
ไม่มีคราบเลือดค้าง
ไม่มีเศษอาวุธ
ไม่มีศพที่ควรจะนอนอยู่ตรงนี้
มีเพียงรอยตัด
รอยลาก
และรอยเท้าที่เว้นระยะเท่ากันอย่างแม่นยำ
รอยพวกนั้นไม่ใช่ของคนแตกตื่น
ไม่ใช่ของคนหนีตาย
แต่เป็นของคนที่รู้ว่าจะเหยียบตรงไหน
และรู้ว่าจะไม่ทิ้งอะไรไว้
ลู่เฉินหยุด
ก้มมองรอยหนึ่งใกล้เท้า
รอยรองเท้าลึก
ขอบคม
น้ำหนักลงตรงกลางฝ่าเท้า
ไม่เอียงแม้แต่น้อย
เขาเหยียบลงเบา ๆ
เทียบแรง
เทียบมุม
“ไม่ใช่พวกลองของ…”
ชีพอสูรในอกขยับ
ไม่กระชาก
ไม่ปะทุ
แต่ตึงขึ้นช้า ๆ เหมือนเชือกที่ถูกดึงจากปลายอีกด้าน
เขาเดินต่อ
มุ่งหน้าไปยังโกดังเปิดโล่งด้านในเขต
หลังคาพังครึ่งหนึ่ง
เสาเหล็กยังตั้งคา
พื้นเต็มไปด้วยเศษหินและแผ่นโลหะเก่าที่บิดงอ
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น
ไม่ใช่เสียงพลาด
ไม่ใช่เสียงเผลอ
เป็นเสียงของคนที่ “ตั้งตำแหน่ง”
ลู่เฉินหยุดอยู่ตรงปากโกดัง
ชายสามคนปรากฏตัว
หนึ่งยืนบนซากผนังสูง
อีกหนึ่งยืนชิดทางออกด้านข้าง
คนสุดท้ายยืนกลางพื้นที่โล่ง
ห่างจากเขาสี่ก้าวพอดี
ไม่มีใครพุ่ง
ไม่มีใครยกอาวุธทันที
ชายที่ยืนสูงพูดก่อน
เสียงดังลงมาตรง ๆ
“แขนขวายังใช้ไม่ได้”
ไม่ใช่คำถาม
ชายกลางยิ้มบาง ๆ
ในมือเขาคือดาบสั้น ใบหนา
คมไม่ยาว
ออกแบบมาสำหรับระยะประชิด
“เมื่อคืน เจ้าไม่ไล่คนหนี”
“วันนี้ เจ้าไม่ตามคนถอย”
เขาขยับปลายดาบ
ชี้ไปที่ขาซ้ายของลู่เฉิน
“ลงน้ำหนักข้างเดียวตลอด”
ลู่เฉินไม่ตอบ
แต่เท้าซ้ายขยับเล็กน้อย
เศษหินดังแกรก
ชายด้านข้างก้าวออก
ถือหอกสั้น ด้ามสั้นกว่าที่คนเมืองใช้
ปลายหอกเต็มไปด้วยรอยบาก
ไม่ใช่รอยสึก
เป็นรอยจากการใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เขาคุมพลังอยู่”
ชายคนนั้นพูด
“แต่ไม่ใช่เพราะกลัว”
เขาเงยหน้าขึ้น
สายตาคม
“เป็นเพราะถ้าปล่อย…จะคุมไม่กลับ”
ประโยคนั้นทำให้ชีพอสูรในอกกระตุกแรง
ลมหายใจของลู่เฉินสะดุดหนึ่งจังหวะ
ชายกลางถอนหายใจเบา ๆ
เหมือนประเมินเสร็จแล้ว
“เริ่มงาน”
ไม่มีสัญญาณ
ไม่มีเสียงตะโกน
ชายบนที่สูงเตะเศษโลหะลงมา
แผ่นเหล็กหนักกระแทกพื้น
ปิดทางถอยด้านหลังทันที
แทบจะพร้อมกัน
ชายถือหอกพุ่งเข้าจากด้านข้าง
ปลายแทงต่ำ
เล็งข้อเท้า
ลู่เฉินก้าวถอย
ส้นเท้าซ้ายครูดหิน
ปลายหอกเฉือนผ่าน
กางเกงขาดเป็นเส้น
ดาบสั้นพุ่งเข้าซ้อน
ฟันระดับซี่โครง
ลู่เฉินยกศอกซ้ายรับ
คมดาบกระแทกกระดูก
เสียงดังแกรก
แรงสะเทือนวิ่งขึ้นถึงหัวไหล่
เขาใช้แรงนั้นหมุนตัว
ศอกกระแทกข้อมือคนถือดาบ
ดาบหลุด
แต่ไม่ตก
ชายกลางปล่อยอาวุธทันที
ใช้มือเปล่าดันอก
แรงอัดแน่นเหมือนกระแทกผนัง
ลู่เฉินถอย
หลังชนเสาเหล็ก
ทันทีที่หลังแตะ
ชายบนที่สูงกระโดดลงมา
เข่ากระแทกจากด้านบน
พื้นทรุด
แรงอัดส่งเข้ากระดูกสันหลัง
ลู่เฉินทรุดเข่าหนึ่งข้าง
ลมหายใจขาด
เลือดพุ่งจากแผลเดิม
หอกแทงซ้ำ
เล็งสีข้าง
ลู่เฉินใช้ฝ่ามือซ้ายรับด้าม
เนื้อเปิด
เลือดไหลอุ่น
เขาดึง
หมุนสะโพก
ศอกซัดใส่ลำคอ
เสียงกระแทกดังทึบ
ชายหอกล้มกลิ้ง
แต่ยังไม่หมดสติ
ชายกลางเข้ามาแทน
หมัดซัดใส่หน้าอก
แรงหนัก
ไม่ใช่พลัง
เป็นกล้ามเนื้อที่ฝึกมาเพื่อฆ่า
ลู่เฉินถูกอัดจนถอย
ชีพอสูรในอกดันขึ้นทันที
แรงร้อนพุ่งจากกลางอก
ไหลลงขา
พื้นใต้เท้าแตกเป็นรอยลึก
เขายันตัว
พุ่งชน
ไหล่กระแทกหน้าอกอีกฝ่าย
เสียงกระดูกดังชัด
ชายกลางกระเด็น
กระแทกเสา
ไอเลือดออกมาเป็นฝอย
ชายบนที่สูงลงมาซ้อน
ท่อนเหล็กสั้นฟาดเข้าต้นขาซ้าย
แรงเต็ม
ไม่มีออม
ขาซ้ายทรุด
เสียงกระดูกลั่น
ลู่เฉินคำรามต่ำ
เสียงไม่เหมือนมนุษย์
ชีพอสูรดันขึ้นแรงกว่าเดิม
ไม่ระเบิด
แต่กดจากด้านใน
เหมือนแรงดันที่หาทางออกไม่ได้
เขาคว้าท่อนเหล็ก
ดึง
ศอกกระแทกคาง
ร่างนั้นล้มแน่นิ่ง
เหลือชายกลางเพียงคนเดียว
เขายันตัวลุก
เลือดเปื้อนปาก
แต่สายตายังนิ่ง
ไม่ถอย
ไม่เร่ง
“พอ”
เขาพูดชัด
เหมือนคนตัดสินใจแล้ว
ลู่เฉินยืนหอบ
เลือดหยดลงพื้น
มือซ้ายสั่น
ขาซ้ายแทบไม่รับน้ำหนัก
ชายกลางถอยหนึ่งก้าว
ไม่หันหลัง
“เจ้าคุ้มราคา”
“ครั้งหน้า…จะไม่ใช่สาม”
ทั้งสามถอยเข้าเงามืด
ไม่เก็บศพ
ไม่เก็บอาวุธ
ความเงียบกลับมา
ลู่เฉินยืนอยู่กลางโกดัง
ชีพอสูรยังตึง
ไม่ยอมคลาย
เขากำหมัด
เล็บจิกฝ่ามือจนเลือดซึม
ถ้ายังคุมแบบเดิม
ร่างกายจะพังก่อน
ถ้าปล่อย
สิ่งที่ออกมา
จะไม่ใช่แค่เขาอีกต่อไป
และตั้งแต่คืนนี้
เขารู้แล้วว่า
เขตเปิด
ไม่ใช่แค่สนามลองของ
มันคือ
ที่ล่าคนเป็นอาชีพ
และเขา
ไม่ใช่แค่เหยื่อ
แต่เป็น
เหยื่อที่เริ่มเรียนรู้
ว่าถ้าจะรอด
ต้องเลือก
ว่าจะ “ปล่อย” อะไรออกมา