“ขอเวลาสักห้านาทีสิบนาทีช่วยตอบคำถามเราหน่อยได้ไหมค่ะ” เด็กหญิงโน้มตัวไหว้อิสรา ดูมีมารยาทดีเธอแต่งตัวในชุดลำลองเสื้อเชิ้ตกางเกงแสลกขายาว อายุน่าจะสัก 12-13 ปี
“ขอโทษนะจ๊ะ แต่เรากำลังรีบ”ผมเห็นหายยิ้มให้เธอ แต่เป็นรอยยิ้มพิฆาต เด็กหญิงมุมปากตกอย่างผิดหวัง
“ท่านจะสัมภาษณ์เราเรื่องอะไรเหรอ”อิสราถาม
“หัวข้อเรื่อง ‘ตลาดนโยบายกับประเทศไทยใหม่’ค่ะ...เราจะเอาไปทำรายงาน” เด็กหญิงตอบ
“เออ...” อิสราเว้นจังหวะคงกำลังครุ่นคิดลังเล แต่สหายโพล่งขัดขึ้นมาก่อน
“ขอโทษนะ เรากำลังรีบจริง ๆมีงานที่ต้องทำส่งไม่เกินสี่โมงอยู่” สหายบอกเด็ก นักข่าวสาวมองหน้าเด็กหญิงสลับกับเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก่อนที่ชายหน้าหล่อจะเอามือป้องปากกระซิบข้างหูเธอ คงโน้มน้าวใจเธอด้วยคำพูดสวยหรูบางอย่าง
“ท่านลองถามคนอื่นแถวนี้ดูนะค่ะขอโทษจริง ๆ” อิสรายิ้มเจื่อน ปิดซ่อนความกังวลทางสีหน้าไว้ไม่มิดผมเชื่อว่าใจหนึ่งของเธอก็อยากช่วยเด็กหญิงแต่ก็คงสองจิตสองใจเพราะกลัวส่งงานไมตรีไม่ทันพอเจอมารกระซิบข้างหูก็คล้อยตามทันที
“เราให้สัมภาษณ์ได้นะ”ผมตะโกนไปที่เด็กหญิงหลังจากครุ่นคิดมาสักระยะ เธอหันมาด้วยแววตาที่มีความหวังแล้วตรงรี่เข้ามาหาผม อิสราเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเล็กน้อยมีท่าทีเหมือนจะก้าวเข้ามาแต่สหายดึงชายเสื้อของเธอกระตุกทีหนึ่งก่อนที่ทั้งคู่จะเดินจากไป ทิ้งให้ผมอยู่กับเด็กหญิงสองคนก่อนไปผมเห็นอิสราเหลียวหลังมาประสานสายตากับผมครั้งหนึ่ง ผมมั่นใจว่าการพยักหน้าพร้อมกับยิ้มของเธอหมายถึงการชื่นชม
เด็กหญิงหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้ามผมแทนที่ตำแหน่งของอิสราเดิมรอบโต๊ะเหลือเพียงเราสองคน
“พี่ชื่อประชานะ น้องชื่ออะไร” ผมชิงแนะนำตัวก่อนเริ่มปรับตัวกับค่านิยมใหม่ได้ แม้จะเกร็ง ๆ อยู่บ้างสีหน้าแปลกใจอีกฝ่ายอาจเป็นเรื่องที่ผมเลือกใช้สรรพนามที่ผิดแปลกไปจากคนยุคนี้ผมจงใจพูดเพื่อให้รู้สึกเป็นกันเองทั้งสองฝ่าย
“ชื่อ นิด ค่ะ” เด็กหญิงตอบท่าทางดูเกรงใจนิด ๆ
สาเหตุที่ผมยอมให้เด็กหญิงสัมภาษณ์ไม่ใช่เพื่อทำตัวเป็นคนดีโชว์ให้อิสราเห็นแต่ผมทนไม่ได้ที่เห็นความแล้งน้ำใจของคนยุคนี้ก่อนหน้านี้สักห้านาที ผมได้ยินเสียงนิดมาจากโต๊ะด้านหน้าผมเยื้องไปด้านหลังของสหาย เธอกำลังขอร้องชายคนหนึ่งซึ่งนั่งดื่มเบียร์รับลมชมวิวคนคนเดียวเสียงบทสนทนาของทั้งคู่ไม่ได้ดังมาก ที่พอได้ยินถ้าจดจ่อตอนนั้นอิสรากับสหายกำลังคุยกันเพลิดเพลินจึงไม่น่าจะสนใจฟังได้ส่วนผมมีสมาธิพอได้ยินทุกคำพูด
“ไม่เอาดีกว่า ท่านไปหาคนอื่นเถอะ”ชายคนนั้นปฏิเสธหลังจากที่เขาถามเด็กหญิงจนทราบว่าไม่มีค่าตอบแทนอะไร
“ขอโทษด้วยนะค่ะเรามีติดตัวแค่ค่าอาหารกับค่ารถ ไม่พอตอบแทนการสัมภาษณ์ของท่าน” เด็กหญิงไหว้อย่างนบน้อมแต่ชายคนนั้นแค่พยักหน้า แล้วยกแก้วเบียร์ดื่มต่อ
“ในเมื่อเป็นงานอาสาสมัครเราก็มีสิทธิปฏิเสธท่าน เราไม่ได้ต่อว่าท่านผิดหรอกนะแต่สิ่งที่ผิดก็คือโรงเรียนที่ท่านเรียนอยู่ ควรจะให้งบสนับสนุนมาต่างหากถ้ารู้ว่ามีโรงเรียนแบบนี้อยู่เราคงไม่ส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนแบบนี้หรอก”
เด็กหญิงพยายามพูดโน้มน้าวให้ชายผู้นี้ยอมสัมภาษณ์อีกครั้งแต่เขาก็ปฏิเสธเช่นเดิมแม้จะเจียดเวลาแค่ไม่กี่นาทีสำหนับคำถามสามสี่ข้อจะพอเห็นว่าไม่ได้ผลเด็กหญิงจึงโน้มตัวเป็นเชิงขอโทษที่รบกวนแล้วเดินมาขอร้องโต๊ะถัดไปซึ่งก็คือ โต๊ะของผมจากนั้นก็ประจันหน้ากับอิสราและสหายที่เพิ่งลุกยืนพอดี
“นิดต้องถามคนอีกกี่คนเหรอ”ผมถามเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายเป็นกันเองที่สุด
“สามคนค่ะ ท่านเป็นคนสุดท้ายกว่าจะเจอคนที่ยอมให้เค้นก็นานอยู่เหมือนกัน” เด็กหญิงตอบ ไม่ได้ใช้สรรพนามคล้อยตามผมอยู่ดี
ผมจ้องไปยังชายคนเดิมที่เพิ่งปฏิเสธเธอเมื่อครู่เขายังไม่ทำอะไรเลย เอาแต่นั่งเหม่อลอยจนมาถึงตอนนี้ คิดแล้วก็หงุดหงิดจนผมกำหมัดแน่นเรื่องง่าย ๆ อย่างการพูดแค่ห้านาที ทำไมถึงไม่มีใครยอมช่วยเหลือ ทำไมค่านิยมคนยุคนี้ต้องได้สิ่งตอบแทนเสมอไปการทำงานก็ต้องตามหน้าที่เป๊ะ ๆ ผมเห็นด้วยที่ไม่ควรใช้งานเกินเวลาจนเป็นนิจ ถ้ามีก็ควรได้เงินโอทีแต่บางครั้งควรยืดหยุ่นบ้างตามสถานการณ์ ไม่ใช่ต่อต้านการอุปถัมภ์เสียจนไม่มีใครเสียสละเลยหรือเอาแต่คิดว่าขาดทุน ถูกบริษัทเอาเปรียบ การทำงานเยอะ ๆเกินหน้าที่ในบริษัทอาจเป็นข้อได้เปรียบเสียอีก ที่ทำให้เราได้ฝึกฝนเรียนรู้พัฒนาตนเอง เพื่อให้เก่งขึ้น มีเงินเดือนสูงขึ้นในอนาคตผมคิดว่าเด็กรุ่นใหม่ในยุคนี้คงยิ่งอดทนน้อยลงไปอีก พอมีสวัสดิการการว่างงานหรือมียูบีไอทำงานไปได้นิดเดียวก็คงลาออก จึงไร้ประสบการณ์การแก้ปัญหากลายเป็นไม่เก่งจริงสักอย่าง ทุกวันนี้หลาย ๆ คืนผมก็ยังทำข่าวไปล่วงหน้าแม้ว่ากลายครั้งจะไม่ตรงกับเรื่องที่ไมตรีมอบหมายก็ตามแต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสการเรียนรู้สังคมของโลกยุคนี้
“น้องเริ่มได้เลยครับ” ผมบอกนิดแล้วดื่มน้ำจากน้ำแข็งที่ละลายเพื่อแก้คอแห้งเด็กหญิงวางมือถือบนขาตั้งซึ่งวางบนโต๊ะ แล้วเริ่มต้นการสัมภาษณ์ มารู้ทีหลังว่ากล้องวิดีโอที่พกมาด้วยถ่ายเพลินจนแบตเตอรี่หมดไปแล้ว เธอคงต้องเรียนรู้ความเป็นมืออาชีพอีกมาก
{ “ท่านคิดว่าทำไมประเทศไทยใหม่ถึงได้เลือกระบบทุนนิยมทั้งที่ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา พรรคส่วนใหญ่ที่ได้เป็นรัฐบาลจะเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์เศรษฐกิจค่อนไปทางสังคมนิยม”
ผมได้ยินคำถามแล้วเริ่มรู้สึกเอียนเพราะฟังเรื่องเกี่ยวกับการโต้เถียงกันทางอุดมการณ์เศรษฐกิจมาทั้งวัน เหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายยกมาสนับสนุนแนวคิดตนเองก็เป็นเรื่องเดิมวกไปวนมา ไม่มีใครถูกผิดขึ้นกับมุมมองแต่ในฐานะที่เป็นสื่อแผนกการเมืองผมก็ไม่ควรเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ไม่ว่าต้องถูกพูดถึงกี่ครั้งก็ตาม ถ้าคุณไม่มีแพสชัน[1]ก็ไม่ควรมาทำงานด้านนี้ตั้งแต่แรก
“เป็นคำถามที่ดีนะ... “ผมเกริ่น ขอยื้อเวลาเรียบเรียงความคิดชั่วครู่ “...ไม่ว่าจะทุนนิยมหรือสังคมนิยมก็มีข้อดีข้อเสีย ถ้าเป็นสังคมนิยมมากไปก็จะทำให้ความเจริญจำกัดแต่ถ้าทุนนิยมมากไปก็จะเหลื่อมล้ำ สุดท้ายก็ต้องออกมาแบบผสม นั่นคือเป็นทุนนิยมที่มีสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ”
ผมขยายความให้เธอเพิ่มเติมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนในรูปแบบต่างๆ การแทรกแซงของรัฐต่อระบบเศรษฐกิจมากไป อาจทำให้เอกชนขาดความมั่นใจในการลงทุน หลายครั้งรัฐก็ต้องพึ่งพาเอกชนในหลายรูปแบบเช่น การดึงคนที่มีความสามารถมาร่วมบริหาร หรือทำกิจการร่วมกับรัฐผ่านการสัมปทานยุคนี้มีความเสี่ยงต่อการตรวจสอบมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคผมแต่หากอยู่รอดก็นับว่าผลตอบแทนยังสูงพอจูงใจได้อยู่ เด็กหญิงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อพยักหน้าเป็นระยะ
“ท่านคิดว่า ที่ระบบทุนนิยมยังอยู่เกี่ยวข้องกับความโลภรึเปล่า” เด็กเปิดประเด็นใหม่
“แน่นอน ก็ต้องยอมรับว่าความอยากได้ฝังรากลึกเกินกว่าที่จะเอาออกจากสังคมได้ เป็นเหตุผลว่าทำไมนักธุรกิจจึงต้องขยายกิจการตนเองความอยากได้เงินสุดท้ายก็คือการอยากได้ความสุขนั่นแหละ”
ผมคิดถึงบางชนเผ่าในข่าวมีถูกนำเสนอว่ามีความสุขแม้ไม่มีเงินหรือของหรือมีของก็แบ่งกัน พอไม่แข่ง อาศัยอยู่ท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติ ผมไม่พูดถึงเรื่องนี้เพราะต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีวิถีชีวิตแบบนั้นแล้ว}
เด็กหญิงผงกศีรษะแล้วก้มอ่านกระดาษแผ่นเล็กที่พกมาด้วย น่าจะเป็นโพยคำถามที่เตรียมมา
“ท่านคิดยังไงกับคำว่าประชาธิปไตยคือตลาดนโยบาย“ เธอถาม โชคดีที่ผมเคยเจอคำคำนี้จากนักการเมืองสมมุติคนหนึ่งในเกมเดอะเมเยอร์ยังไม่เคยหาข้อมูลว่ามีนักวิชาการนำหลักการนี้ไปใช้ในโลกจริงหรือไม่
“ตามที่เข้าใจคำว่าตลาดหมายถึงการแข่งขัน ในกรณีนี้พรรคการเมืองก็คือผู้ผลิต และนโยบายหรือเคโอไอก็คือตัวสินค้าแข่งกันว่าผู้บริโภคซึ่งก็คือประชาชนจะเลือกซื้อนโยบายอะไร กลไกตลาดจะทำให้เกิดจุดสมดุลเมื่อระยะเวลาผ่านไป”
“ยังไงค่ะ เรายังไม่ค่อยเข้าใจ”เด็กหญิงถาม ผมไม่รู้ว่าเธอมีความรู้วิชาเศรษฐศาสตร์มากแค่ไหน เลยพยายามอธิบายง่ายๆ
“ประชาชนก็จะมีอุปสงค์คือความต้องการซื้อสินค้าซึ่งก็คือนโยบายที่จะทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นหากมีมากแสดงว่าสังคมมีปัญหาที่ต้องการแก้ไขมาก พรรคการเมืองก็จะมีอุปทานหรือความต้องการเสนอตัวมามีอำนาจเปลี่ยนสังคมไปมากน้อยแค่ไหน”ผมเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อ “ที่นี้ราคาสินค้าก็คือมูลค่าของสินค้า นั่นก็คือทรัพยากร งบประมาณที่ใช้ รวมทั้งเวลา และกำลังคนที่ใช้”
“แล้วราคาของสินค้านโยบายจะสัมพันธ์กับอุปสงค์-อุปทานอย่างไรค่ะ”เด็กหญิงถาม ผมรู้สึกเหมือนสอนหนังสือเด็กมากกว่า สัมภาษณ์ออกความเห็นคำถามของนิดสะกิดใจผม จึงคิดทบทวนในใจ ดูเหมือนว่าครูจะสับสนบางอย่างซะเอง
“เดี๋ยวนะ...พี่น่าจะอธิบายผิดไป”ผมพึมพำกับตัวเอง “ขอคิดใหม่...เรื่องราคามันซับซ้อนกว่านั้น จะเทียบตรงๆ ไม่ได้”หากเป็นการเมืองแบบเก่า ราคาสินค้ามันจะหมายถึงความเป็นไปได้ของนโยบายมากกว่า เพราะประชาชนจะเลือกซื้อของถูกมากกว่าของแพงนโยบายราคาถูกเกิดขึ้นเพราะผู้ผลิตมีเครดิตดี เคยทำสำเร็จมามากกว่ามีหลักการและเหตุผลรองรับมากกว่า ส่วนของราคาแพงก็คือนโยบายขายฝัน หรือเคยเป็นรัฐบาลทำแล้วไม่สำเร็จแต่สำหรับการเมืองในยุคนี้มีการผูกนโยบายเข้ากับเคโอไอ คำเรียกราคาสินค้าจึงกลับตาลปัตร
“สินค้าราคาถูกหมายถึงนโยบายยาก ๆ ที่พรรคการเมืองกล้าวาง มีอิมแพกต์ในการแก้ปัญหาสูง ในขณะที่สินค้าราคาแพงก็หมายความตรงข้ามเป็นนโยบายที่ทำง่าย ทว่าย่อมได้ผลตอบแทนน้อย ดังนั้นแทนที่จะเรียกถูกหรือแพงเรียกว่าพอใจหรือไม่พอใจจะมองภาพออกง่ายกว่า”
เด็กหญิงทำหน้างุนงงอยู่ผมจึงอธิบายต่อ กล้องจากโทรศัพท์ของเธอยังคงบันทึกวิดีโอบทสัมภาษณ์ต่อไป ผมรู้สึกว่ากลไกของตลาดนโยบายไม่ได้เหมือนกับกลไกตลาดในเศรษฐกิจเสรีสักทีเดียวแต่ก็พอจะมีจุดคล้ายที่เชื่อมโยงกันได้บ้าง
“หากอุปทานมากกว่าอุปสงค์ แปลว่ามีพรรคการเมืองเก่งๆ จำนวนมากแข่งขันนโยบายกัน ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องยอมเสียเปรียบเพื่อลดราคาสินค้าให้คนมาซื้อ ซึ่งหมายความว่าต้องวางเคโอไอซับซ้อนขึ้นสัญญาว่าจะแก้ปัญหาที่ยากขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากอุปสงค์สูงกว่าแสดงว่ามีผู้ผลิตจำนวนน้อยราย ก็จะมีสิทธิต่อรองเพิ่มราคาสินค้าทำให้พรรคการเมืองสามารถวางนโยบายที่ทำได้ง่ายขึ้น การันตีความปลอดภัยตนเองมากขึ้น”
“งั้น นิด ขอเปลี่ยนนิยามสินค้าจากนโยบาย ไปเป็น คำสัญญากับประชาชนแทนได้ไหมค่ะ” เด็กหญิงตอบ
“ใช่เลย” ผมดีดนิ้วเห็นด้วยเธอเลือกใช้คำได้ตรงใจผมมาก สะท้อนถึงคุณค่าประชาธิปไตย
ผมอธิบายต่อว่ายังมีปัจจัยอีกมากที่จำเป็นเพื่อให้กลไกตลาดนโยบายทำงานได้อย่างเช่นการแข่งขันต้องเป็นธรรม ผู้บริโภคต้องเลือกสินค้าได้อย่างเสรี นโยบายต้องไม่ถูกผูกขาดและต้นทุนของการทำนโยบายของพรรคการเมืองควรมีพอ ๆกัน รวมไปถึงประชาชนเองก็ต้องมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เพียงพอเพื่อเลือกซื้อสินค้าราคาถูกที่พวกเขาพอใจไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่น อย่างการหลงเชื่อการโฆษณา โดยไม่โยงถึงความเป็นไปได้หรือเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงด้วย
เด็กหญิงกล่าวขอบคุณผมการเค้นสัมภาษณ์จบลงแล้ว ผมยังฉงนตนเองที่สามารถประมวลผลสิ่งที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้ในชั่วอึดใจหรือว่าไฟนักกิจกรรมของผมได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
“นี่ค่ะ ค่าตอบแทน” เด็กหญิงกดปุ่มบนเอ็มการ์ดแล้วยื่นมาให้ผม ถ้าผมเอาอันของผมไปใกล้กันมันจะเป็นการโอนเงิน
“พี่ไม่เอาหรอก เดี๋ยวนิดกลับบ้านไม่ได้” ผมเล่าว่าได้ยินสิ่งที่เธอคุยกับชายโต๊ะข้าง ๆ ตอนนี้เขาลุกออกไปได้สักห้านาทีแล้ว
“นิด ขอสารภาพได้ไหมค่ะ”เด็กหญิงพูดอ้อแอ้ในลำคอเหมือนยังหวาด ๆ อยู่ ผมปลอบว่าไม่เป็นไรและสัญญาว่าจะไม่โกรธเธอจึงกล้าบอก
“ที่จริง...โรงเรียนให้ค่าตอบแทนมาแล้วกล้องนี่ก็ยืมโรงเรียนมา” นิดชี้ไปที่กล้องวิดีโอตัวที่แบตเตอรี่หมด “แต่ว่าเราผิดเองที่ไม่มีประสบการณ์ พอไปสัมภาษณ์คนก่อนหน้าท่าน เราถามไปถามมาจนมั่วไปหมด เพราะเขาตอบเร็วมากจนเราดูโพยไม่ทันเราลองเปิดคลิปดูแล้วมันใช้ไม่ได้ เลยต้องมาทำใหม่ เราก็ลองโทรไปขอเงินพ่อแม่แต่พวกเขาก็พูดแบบเดียวกับคน ๆ นี้เลยว่าไม่ใช่หน้าที่ของพ่อแม่แต่เป็นหน้าที่ของโรงเรียน”
ผมฟังจบแล้วเห็นใจมากกว่าตำหนิไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิดตอนผมอายุเท่าเธอก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการลองผิดลองถูกของตนเองคนที่ควรโดนต่อว่าคือพ่อแม่ของนิดต่างหาก แทนที่จะช่วยลูกก็โยนความรับผิดชอบให้โรงเรียนไม่ต่างจากชายเห็นแก่ตัวยกเว้นว่าเด็กหญิงจะโกหกซึ่งสัญชาตญาณของผมไม่คิดเช่นนั้น
“แต่พี่ไม่คิดอย่างนั้นหรอกมันเป็นการช่วยเหลือกันมากกว่า เอาไปสิ” ผมกดปุ่มโอนบนเอ็มการ์ดของตนเองแทน แล้วยื่นออกมาตรงหน้า“นิด จะได้ไปใช้จ้างคนอื่น ถ้าคำตอบพี่ไม่ดี”
เด็กยกมือไหว้ขอบคุณอย่างนอบน้อม ดูงดงามอ่อนช้อยจนหาได้ยากในยุคนี้ในขณะที่รับไหว้ รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นที่มุมปากผมโดยไม่รู้ตัว เธอใช้บัตรของตนเองจ่อใกล้ๆ บัตรของผม ตัวอักษรดิจิตอลบนบัตรเขียนว่าโอนเงินสำเร็จ
“ท่านอยากทำอาชีพอะไร” ผมถามรู้มาจากธรณีแล้วว่า คนยุคนี้จะเลือกเรียนตามอาชีพที่ตัวเองอยากเป็นตั้งแต่เด็ก
“นักข่าวค่ะ” นิดตอบ “เลยเรื่องมากหน่อยที่รู้สึกว่างานตัวเองไม่ดีเราอยากพัฒนาฝีมือ”
“น้องหัวแหลมจริง ๆโตขึ้นต้องเป็นนักข่าวที่เก่งแน่ ๆ” ผมกล่าวชม นึกถึงตอนที่เธอฟังผมเข้าใจและพูดว่าสินค้าของตลาดนโยบายคือคำสัญญากับประชาชนของผู้มีอำนาจ
“ด้วยความพยายามอย่างเธอโตมาต้องทำได้แน่ ๆ” ผมกล่าวปิดท้าย ก่อนจะมองตามร่างเล็กของนิดจนลับสายตาไป
[1]Passion ความหลงใหลหรือความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มที่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นแรงผลักดันภายในที่อยากทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด