หลังจากที่ฉันพาจินชิงกลับมาบ้านในสภาพที่เขากลายเป็เด็ก10ขวบอย่างสมบูรณ์ สิ่งแรกหลังจากที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาคือการมองหน้าฉันอย่างหวาดระแวงพร้อมกับถามฉันด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
“คุณเป็ใครเหรอครับ?”
“...”
ฉันเป็พ่อนาย
ถึงแม้ว่าใจจริงฉันอยากจะตอบแบบนั้นกลับไปแต่ฉันก็แยกแยะออกว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะแกล้งจินชิงเอ๊ะ หรือควรแกล้งดี
“ฉัน..ฉันคือพี่ของนาย”
“...”
เมื่อจบประโยคนั้นจินชิงก็ได้เผยสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกสรุปง่ายๆก็คือเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็ฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกันแต่ถามว่าฉันจะหยุดแกล้งเขาเพราะเื่แค่นี้ไหม ฉันขอตอบเลยว่าไม่
“แน่นอนว่าพวกเราไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ”
จินชิงได้มีใบหน้าที่สงสัยพร้อมกับถามฉันด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่แฝงความจริงจัง
“แล้วทำไมคุณถึงเป็พี่ของผมได้ล่ะครับ”
“นั่นก็เพราะว่าฉันเคยช่วยนายไว้เลยทำให้นายนับถือฉันเหมือนพี่ชายแล้วอีกอย่างพวกเราเคยเล่นหมากรุกด้วยกันซึ่งแน่นอนว่าฉันชนะทุกรอบ”
“....”
ฉันรู้ว่าคำตอบแค่นี้ไม่ได้ทำให้ความสงสัยในใจของเขาจางหายไปเพราะถึงแม้เขาจะกลายเป็เด็ก10ขวบแต่สเตตัสของเขาก็ยังเหมือนเดิมฉันจึงเลือกที่จะบอกเขาเกี่ยวกับโลกใบนี้และดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มเชื่อขึ้นมาบ้างแล้ว
“สรุปก็คือผมได้มาอยู่ต่างโลกฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆและได้คุณเข้ามาช่วยเหลือทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้นจนถึงขั้นมานอนค้างบ้านของผมได้?”
“ใช่แล้ว”
“และในระหว่างที่พวกเรากำลังทำภารกิจอยู่ผมก็บังเอิญพลาดท่าทำให้ร่างกายและความทรงจำย้อนกลับไปในตอนที่ผมอายุ10ขวบ?”
“ถูกต้องแล้ว”
“แล้วปกติผมเรียกคุณว่าอะไร?”
“พี่กียอง”
“พี่..กียอง?”
“ใช่ พี่กียอง”
ฉันยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้าอย่างเป็ธรรมชาติเพื่อยืนยันในสิ่งที่ฉันพูดออกมาพวกเราได้คุยกันเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งฉันได้ยินเสียงท้องร้องของจินชิงดังขึ้นมา
“นี่ก็เย็นแล้วเดี๋ยวฉันไปทำอาหารมาให้นะ”
“คุณทำอาหารเป็ด้วยเหรอครับ?”
“เป็สิ แต่ส่วนใหญ่จะเป็อาหารเกาหลีนะหรือถ้านายอยากกินอย่างอื่นก็บอกฉันได้นะ”
“ไม่เป็ไรครับอาหารเกาหลีก็ได้”
เมื่อได้รับคำตอบจากจินชิงฉันจึงเดินเข้าไปในครัวของเขาอย่างถือวิสาสะพร้อมกับเปิดตู้เย็นเสมือนเป็บ้านของฉันเองโชคยังดีที่ในตู้เย็นยังมีวัตถุดิบหลงเหลืออยู่
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังจะทำอาหารอยู่นั้นจินชิงที่รออยู่ในห้องรับแขกก็ได้เดินมาหาฉันโดยที่สีหน้าแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“หืม...มีอะไรรึเปล่า?”
“ไม่รู้ทำไมแต่สมองของผมกลับบอกว่าให้มาดูคุณเหมือนกับว่าอย่าให้คาดสายตาเป็อันขาด”
“....”
นี่นายกลัวว่าฉันจะสร้างปัญหาถึงขนาดจดจำไว้ในสมองของนายเลยเหรอ?
หลังจากที่ฉันทำอาหารเสร็จพวกเราก็นั่งทานอาหารด้วยกันซึ่งในระหว่างที่ฉันกำลังทานอาหารอยู่นั้นฉันก็ได้เหลือบไปเห็นจินชิงที่ตอนนี้กำลังทานอาหารด้วยสายตาที่เบิกกว้างเล็กน้อยพร้อมกับพึมพำขึ้นมาเบาๆแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังได้ยินอยู่ดีจนฉันแอบลอบยิ้มมุมปากไม่ได้
“อะ...อร่อย”
หึฉันเริ่มเข้าใจความรู้สึกของจินชิงในตอนที่เขาเห็นว่าฉันชอบชุดของเขาแล้วล่ะมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าดีใจที่ได้เห็นคนต่างชาติชอบกิมจิ
“เพิ่มได้นะ”
“คะ..ครับ”
ถึงแม้ว่าจินชิงจะกลายเป็เด็กแต่เขาก็ปากไม่ตรงกับใจแถมยังติดนิสัยขี้อายอยู่เหมือนเดิม
หลังจากที่พวกเรากินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยฉันก็พาจินชิงเข้านอนในตอนแรกหลังจากที่เขารู้ว่าฉันจะไปทำงานต่อเขาก็ดึงดันที่จะตามฉันมาให้ได้จนฉันต้องยื่นข้อเสนอไปว่าค่อยตามมาพรุ่งนี้เพราะวันนี้ควรนอนได้แล้ว
ในตอนแรกเขาก็ยังมีสีหน้าที่ไม่เห็นด้วยจนฉันต้องใช้สายตากดดันเหมือนกับเวลาที่แม่บังคับให้ลูกนอนเขาถึงยอมเข้าห้องไปแต่โดยดี
ฉันจึงกลับห้องของฉันได้อย่างสบายใจจนเมื่อฉันได้เห็นห้องของฉันที่ตกแต่งอย่างเรียบร้อยและภายในนั้นประดับไปด้วยวัตถุดิบในการเล่นแร่แปรธาตุจำนวนมาก
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้เลยว่าจินชิงจะต้องใช้ให้ลูกน้องของเขาซื้อวัตถุดิบมาทั้งหมดเพราะเขาไม่รู้ว่าฉันต้องใช้อะไรบ้างโชคดีที่ห้องนี้ใหญ่พอที่จะรองรับของทั้งหมดโดยที่ไม่เกะกะทางเดินทำให้ฉันไม่ต้องเสียเวลาในการจัดห้อง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ฉันสามารถจดจ่อกับการทดลองยาได้อย่างเต็มที่จนถึง่หนึ่งที่ฉันต้องรอปฏิกิริยาของยาอยู่ๆฉันก็รู้สึกง่วงขึ้นมาฉันจึงเลือกที่จะหลับบนเก้าอี้แทนเพราะในตอนนี้ฉันไม่มีแม้แต่แรงที่จะลุกขึ้นด้วยซ้ำ
พรุ่งนี้เช้าค่อยมาดูยาต่อละกัน
นั่นเป็สิ่งที่ฉันคิดก่อนที่ภาพจะดับไป
.
.
.
.
“พี่”
“...”
“พี่กียอง..”
“....”
“พี่กียองครับ!”
เฮือก!
ฉันได้สะดุ้งตื่นหลังจากที่ได้ยินเสียงะโของใครบางคนและเมื่อฉันได้มองหาที่มาของเสียงฉันก็เจอจินชิงในวัย10ขวบที่กำลังยืนเท้าเอวด้วยแววตาที่เรียบนิ่งตามฉบับของจินชิงชายแก่วัย30ปี
ถึงแม้ร่างกายเขาจะเป็เด็กแต่จิตใจเขายังเป็ชายแก่สินะ
“นายมาทำอะไรแต่เช้าเนี่ย?”
“นี่จะเที่ยงแล้วครับ”
“ห๊ะ-”
“ระวัง-”
ตึง
เนื่องจากฉันลุกขึ้นพรวดอย่างกะทันหันและขาของฉันที่ยังปรับตัวไม่ทันจึงทำให้ฉันล้มลงไปทับจินชิงอย่างแรงแต่ถึงอย่างนั้นเขากลับรับร่างครึ่งบนของฉันได้โดยที่เขาแทบจะไม่ต้องออกแรงสะด้วยซ้ำ
“อา...ขอโทษนะที่จู่ๆก็ล้มทับนายนายเจ็บมากไหม?”
“ไม่เป็ไรครับกลับกันผมแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย”
“...” ลืมไปเลยว่าสเตตัสของเขายังเหมือนเดิม
“พี่ลุกขึ้นไหวไหมครับ?”
“อา...ตอนนี้น่าจะไหวแล้วล่ะขอบคุณที่ช่วยนะ”
หลังจากที่ฉันมั่นใจแล้วว่าร่างกายของฉันหายดีแล้วฉันก็รีบลุกขึ้นเดินไปพร้อมกับจินชิงเพื่อไปทำมื้อเที่ยงให้เขาแต่เมื่อไปถึงห้องครัวฉันกลับโดนเขาห้ามเข้าไปในครัวพร้อมกับถูกกำชับให้นั่งรออยู่ในห้องรับแขกแทน
“นายจะไม่ให้ฉันเข้าไปช่วยจริงๆเหรอ?”
“เอาเวลาที่พี่จะมาช่วยผมไปพักผ่อนเถอะครับ”
นี่เขากำลังเป็ห่วงฉันใช่ไหม
ก๊อกๆ
ในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งคิดก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอกฉันจึงลุกขึ้นไปเปิดประตูพร้อมกับกำชับให้จินชิงอยู่เงียบๆและหลังจากที่ฉันได้เปิดประตูฉันก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็ลูกน้องของจินชิงกำลังขนเอกสารบางอย่างมาและเมื่อเธอได้เห็นหน้าของฉันเธอก็ได้มีสีหน้าที่ฉายแววประหลาดใจอย่างชัดเจน
“คุณ...บุตรแห่งแสง”
“ครับ?”
“เอ่อ...ขออภัยที่ฉันเสียมารยาทแต่คุณจินชิงอยู่ไหมคะ?”
“เขาออกไปข้างนอกครับมีอะไรรึเปล่าครับ?”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะฉันแค่นำเอกสารมาส่งเท่านั้นเอง”
“งั้นฝากไว้ที่ผมก่อนก็ได้นะครับเพราะผมไม่รู้ก็ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาตอนไหน”
“ค่ะขอบคุณมากเลยนะคะ”
“ครับ”
หลังจากที่ฉันพูดจบผู้หญิงคนนั้นก็รีบเดินกลับไปอย่างรวดเร็วไม่รู้เพราะอะไรในระหว่างที่คุยเธอถึงชอบมองที่เสื้อของฉันนักหรืออาจเป็เพราะว่าฉันใส่เสื้อของจินชิงที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าฉันนิดเดียวแต่ฉันมั่นใจว่ามันก็ไม่ได้ดูแย่ขนาดนั้นนะ
หรือว่ามันดูน่าเกลียดจริงๆ
“มากินข้าวได้แล้วครับ”
ไม่ทันที่ฉันจะได้คิดต่อก็ได้มีเสียงของจินชิงที่ดังขึ้นมาขัดความคิดของฉันแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอดคิดไม่ได้จึงเลือกที่จะถามจินชิงในระหว่างที่กำลังจะกินข้าวแทน
“นี่จินชิงฉันใส่ชุดนี้แล้วดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
จินชิงที่หันมาสบตาฉันด้วยความแปลกใจพร้อมกับทำหน้าว่าทำไมฉันถึงถามอย่างนั้นก่อนที่เขาจะหยุดวางมือพร้อมกับตอบคำถามของฉันด้วยใบหน้าที่จริงจัง
“ผมไม่รู้นะว่าทำไมคุณถึงถามแบบนั้นแต่ในสายตาของผมคุณใส่ชุดไหนก็ดูดีทั้งหมดนั่นแหละ”
หืม
หลังจากที่จินชิงพูดจบเขาก็กินข้าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็แอบเห็นใบหูที่แดงระเรื่อของเขา
น่ารักจัง
“นี่จินชิงช่วยพูดประโยคนั้นอีกรอบได้ไหม”
“ไม่”
“ไม่ให้ก็ไม่เป็ไร”
ถึงแม้ว่าฉันจะเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อัดเสียงไว้แต่แค่นี้ก็ถือว่าได้กำไรแล้วเพราะฉันมั่นใจเลยว่าถ้าเขาได้ความทรงจำกลับมาเขาจะไม่มีทางที่จะพูดประโยคนั้นอีกแน่เพราะอย่างนั้นจึงทำให้ฉันมีความสุขยิ่งขึ้นจนไม่รับรู้ถึงอันตรายที่จะตามมา
................................................................................
บทนี้จะเป็ตอนยาวหน่อยเพราะโครงเื่ที่วางไว้จะไปต่อกับอีกบทหนึ่ง
ปล.ตอนแรกกะว่าจะค่อยๆแต่งต่อตอนเช้าแต่เปลี่ยนใจเพราะค้างมาหลายวันแล้วก็เลยจะแต่งให้จบเอาตอนนี้เลย
ฝันดีนะทุกคน(ใครไหวก็อ่านก่อนเลยแต่ตอนนี้ไรท์ไม่ไหวแล้ว)