ไม่ถูกสิ การแต่งงานที่ดีเช่นนี้เดิมทีก็เหมือนก้อนเนื้อหล่นจากฟ้าอยู่แล้ว หรือว่าเ้าหนูนี่จงใจทำตัวหยิ่งผยองเมื่อครู่นี้เพื่อแกล้งถอยให้คนตาม!
เมื่อคิดเช่นนี้ สีหน้าที่เดิมทีค่อนข้างตื่นเต้นของเจิ้นกั๋วกงพลันกลับมาสงบเยือกเย็นทันที
"เพียงแต่ผู้น้อยมีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อ..."
เขายังมีหน้ามาตั้งเงื่อนไขอีกหรือ
เจิ้นกั๋วกงพยายามอดทนถาม "ลองว่ามาสิ"
หากอยากอาศัยจวนเจิ้นกั๋วกงเพื่อหาลู่ทางก้าวหน้าก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร เกิดมาเป็คน มีสักกี่คนที่ไม่หวังผลประโยชน์กันเล่า คว้าโอกาสเอาไว้ ขอเพียงไม่เกินไปนักก็ไม่มีอะไรให้ต้องตำหนิ
แต่หากพูดเงื่อนไขอะไรที่ไม่รู้จักกาลเทศะ หรือทำให้เจาเจาลำบากใจ ก็อย่าหาว่าเขาพลิกหน้าใส่ก็แล้วกัน
ทว่ากลับได้ยินเด็กหนุ่มกล่าวว่า "หากถึงวันที่ต้องส่งตัวคุณหนูจวนท่านกลับ ก็หวังว่าจะใช้ชื่อการหย่าร้างเพื่อจบกันด้วยดี ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาหน้าตาของทั้งสองตระกูลเอาไว้ด้วย"
คนในครอบครัวของเขารักษาหน้าตาเป็ที่สุด หากฝ่ายตรงข้าม้าจะหย่าสามีจริง ๆ เกรงว่าท่านปู่คงจะรับความะเืใจเช่นนั้นไม่ไหวแน่
เจิ้นกั๋วกงชะงักไป
อะไรกัน... หรือว่าได้ยินคำพูดเมื่อครู่นี้เข้าแล้ว
ถึงกระนั้นชายชราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม เมื่อคิดทบทวนดูให้ดีแล้วพยักหน้า
ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่เกินเลยอะไรนัก
เื่หย่าสามีอะไรนั่น ก็เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายตามตื๊อไม่เลิก ในเมื่อเด็กหนุ่มคนนี้ตกลงอย่างง่ายดาย ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องดึงดันจะหย่าขาดเขาให้ได้เสียหน่อย
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้ารับ "จบกันด้วยดี ย่อมประเสริฐที่สุด"
เด็กหนุ่มที่รู้สึกว่าในที่สุดก็หลุดพ้นจากเงามืดของการถูกหย่าสามีได้แล้วลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นก็กล่าวต่อ "เพียงแต่นี่เป็คำพูดของผู้น้อยฝ่ายเดียว ย่อมไม่อาจนับเป็ข้อสรุป เื่ที่เหลือยังจำเป็ต้องปรึกษากับคนในครอบครัวก่อน รอจนได้ข้อสรุปแล้ว จึงจะสามารถตอบรับจวนของท่านอย่างเป็ทางการได้"
ตอนแรกที่เขาไม่ยอมตกลง หนึ่งคือเกรงใจคนในครอบครัว สองคือไม่้านำเื่แต่งงานมาใช้ตอบแทนบุญคุณ เกรงว่าจะทำร้ายทั้งผู้อื่นและตนเอง
ทว่าที่เขาเริ่มลังเล ก็เป็เพราะชายชราตรงหน้ากล่าวว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็เพียงการทำตามธรรมเนียมเท่านั้น
"ย่อมเป็เช่นนั้น" เวลานี้อารมณ์ของเจิ้นกั๋วกงค่อนข้างดีทีเดียว
ถึงอย่างไรการตกลงกันได้ก็ยังเป็เื่น่าดีใจ การแต่งงานสะเดาะเคราะห์แก้เคล็ดนี่นา ก็ต้องทำอย่างปรองดองถึงจะเรียกได้ว่าเป็เื่มงคล— หากยังไม่ถึงคราวหมดหนทางจริง ๆ เขาเองก็ไม่อยากเอามีดไปจ่อคอบังคับใครให้เสียบรรยากาศมงคลหรอก
ส่วนเื่ที่ว่าครอบครัวของฝ่ายนั้นจะยอมตกลงหรือไม่น่ะหรือ
ยอมตกลงย่อมดีที่สุด
แต่หากไม่ยอมตกลงล่ะก็—
เขาเพิ่งจะชนะศึกกลับมา หากไปขอร้องฮ่องเต้ มีเื่อะไรบ้างที่จะไม่สำเร็จ
น้อยครั้งนักที่เขาจะเป็ฝ่ายไปขอร้องฮ่องเต้ ด้วยตำแหน่งหน้าที่เช่นนี้ ประกอบกับการชนะศึกมานับไม่ถ้วน ทั้งเงินทอง ที่ดิน และคฤหาสน์ฮ่องเต้ก็ล้วนพระราชทานมาให้หมดแล้ว แท้จริงจึงไม่มีอะไรให้พระราชทานอีก... การที่เขาเป็ฝ่ายเอ่ยปากขอร้องเอง กลับกลายเป็เื่ดีเสียอีก
"ฟังจากสำเนียงการพูดของเ้าก็เป็สำเนียงเมืองหลวง เป็คนเมืองหลวงหรือ"
เวลานี้เจิ้นกั๋วกงถึงเพิ่งจะเอ่ยถาม โดยไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าตนเองถามช้าเกินไป
การตกลงปลงใจแต่งงานด้วยวาจาทั้งที่ยังไม่ได้สืบประวัติครอบครัวให้แน่ชัดเสียก่อน ดูเหมือนจะหุนหันพลันแล่น แต่แท้จริงแล้วเป็เพราะชายชราไม่ได้ใส่ใจเื่พวกนี้เลยต่างหาก
แน่นอนว่า นั่นก็เป็เพราะเขามีอำนาจตัดสินใจมากพอที่จะกลับคำได้ทุกเมื่อเช่นกัน
คนเราน่ะนะ เมื่อมีความมั่นใจ ก็สามารถทำตามใจชอบได้เช่นนี้แหละ
"ผู้น้อยเป็คนเมืองหนิงหยาง เพียงแต่เคยมาเมืองหลวงหลายครั้งแล้ว"
"หนิงหยางหรือ"
เจิ้นกั๋วกงยกน้ำชาขึ้นจิบพลางกล่าว "ที่นั่นเป็สถานที่ที่ดีนะ มีตาเฒ่าติ้งหนานอ๋องคอยดูแลอยู่ ราษฎรนับว่ามั่งคั่งและอยู่เย็นเป็สุข..."
แม้เขาจะเจอหน้าอู๋จวิ้นคู่แค้นคนนั้นทีไรเป็ต้องทะเลาะกันทุกที แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าสกุลอู๋สร้างคุณงามความดีและปกป้องราษฎรในพื้นที่ได้หรอกนะ
อู๋ย่าง "..."
ตาเฒ่าหรือ...
เจิ้นกั๋วกงไม่ได้ใส่ใจสีหน้าของเด็กหนุ่ม จึงถามต่อไปเรื่อยเปื่อยว่า "ในครอบครัวมีใครรับราชการหรือไม่"
"ท่านพ่อของข้าบังเอิญรับราชการอยู่ในเมืองหลวงพอดี..."
ขณะที่เจิ้นกั๋วกงกำลังจะซักไซ้ลงลึกไปกว่านี้ ก็ได้ยินบ่าวรับใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูรายงานว่า "นายท่าน คุณหนูหลิ่วมาแล้วขอรับ"
เจิ้นกั๋วกงได้ยินดังนั้นก็มองออกไปด้านนอก
อู๋ย่างก็มองตามออกไปตามสัญชาตญาณเช่นกัน
เด็กสาวสวมกระโปรงสีชมพูอ่อน ในมือประคองถาดสีแดงชาด
ส่งอาหารยังตามมาถึงที่นี่เลยหรือ
คิดว่าถ้าไม่ใช่พวกชอบประจบสอพลอ ก็คงตั้งใจมาดูตัวเขาเป็แน่
หรือว่าคุณหนูจวนนี้เห็นว่าตัวเองมาดูเองไม่เหมาะ เลยใช้ให้คนอื่นมาแทน
เมื่อคิดเช่นนี้ อู๋ย่างก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หยัดกายลุกขึ้นทำความเคารพเจิ้นกั๋วกง แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องด้านใน
เขาทนรับสายตาที่เหมือนกำลังตรวจสอบสินค้าแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว
ส่วนเจิ้นกั๋วกงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปเช่นกัน
"นายท่านผู้เฒ่า"
หลิ่วอี๋ย่อตัวทำความเคารพ บนใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยนและว่าง่าย ราวกับว่าคนตรงหน้าคือผู้าุโที่นางสนิทสนมด้วยที่สุด "ได้ยินว่าท่านกลับมาแล้ว อี๋เอ๋อร์ยังไม่ทันได้ไปคารวะท่าน จึงไปต้มน้ำแกงดับร้อนที่ห้องครัว ตอนแรกได้ยินว่าท่านไปที่เรือนของเจาเจา แต่พอไปที่เรือนซีหยวนกลับไม่เห็นท่าน ถามบ่าวรับใช้ถึงได้ตามมาที่นี่เ้าค่ะ"
เจิ้นกั๋วกงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้ายังนับว่าอ่อนโยน "เ้ามีน้ำใจแล้ว"
ลุงโจวซึ่งเป็บ่าวชราที่อยู่ด้านข้างจึงรับถ้วยน้ำแกงมา
หลิ่วอี๋ยิ้มพลางกล่าวว่า "อี๋เอ๋อร์ไม่รบกวนเวลาทำงานของนายท่านผู้เฒ่าแล้ว รอให้ท่านว่างเมื่อใด อี๋เอ๋อร์ค่อยมาฟังท่านเล่าเื่สนุก ๆ ในสนามรบครั้งนี้นะเ้าคะ"
ลุงโจวแอบเบ้ปากอย่างเงียบ ๆ
หากกลัวว่าจะรบกวนเวลาทำงานของนายท่านผู้เฒ่าก็อย่ามาสิ!
อีกอย่าง เื่สนุก ๆ ในสนามรบที่นายท่านผู้เฒ่าเล่า ก็มีไว้เพื่อหลอกล่อให้คุณหนูอารมณ์ดีต่างหาก นางได้ยินมาสองสามครั้ง ถึงกับคิดว่าตั้งใจเล่าให้นางฟังเลยหรือ ตอนนี้คุณหนูของพวกเขากำลังป่วยอยู่ สรุปว่านายท่านผู้เฒ่าต้องปลีกเวลามาเล่าเื่สนุกให้นางฟังอีกหรืออย่างไร
และจะว่าไป บิดาบังเกิดเกล้าของนางก็ตายในสนามรบแท้ ๆ แต่ยังสามารถฟังเื่ราวในสนามรบเป็เื่สนุกได้ นี่ก็ช่างเป็คนใจกว้างเหลือเกิน
จะว่าไปแล้ว บิดาของคุณหนูหลิ่วผู้นี้ เดิมทีก็เป็เพียงทหารเลวใต้บังคับบัญชาของนายท่านผู้เฒ่าของพวกเขา บังเอิญมาตายต่อหน้านายท่านผู้เฒ่าพอดี ก่อนตายจึงได้ฝากฝังคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง ขอให้นายท่านผู้เฒ่าช่วยดูแลภรรยาและลูกสาว—
นายท่านผู้เฒ่าของพวกเขาเป็คนมีคุณธรรม ทั้งยังมีชื่อเสียงเื่ความเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา หลังจากกลับมายังเมืองหลวง นอกจากเงินชดเชยที่ราชสำนักมอบให้แล้ว จวนเจิ้นกั๋วกงก็ยังคอยจุนเจือสองแม่ลูกคู่นี้อยู่อีกมาก
ต่อมาในฤดูร้อนที่อากาศแห้งแล้ง กลางดึกจุดโคมไฟไม่ระวัง บ้านของครอบครัวนี้พลันเกิดไฟไหม้ ห้องหับหลายห้องถูกเผาจนวอดวาย โชคดีที่สองแม่ลูกรอดชีวิตมาได้
หญิงผู้นั้นร้องไห้มาขอความช่วยเหลือจากจวนเจิ้นกั๋วกง ขอนายท่านผู้เฒ่าของพวกเขาเห็นแก่สามีที่ตายในสนามรบ รับพวกนางไว้สักสองสามวัน
นายท่านผู้เฒ่าย่อมตอบตกลง
ทว่าการมาพักของสองแม่ลูกในครั้งนี้ กลับไม่ได้หยุดอยู่แค่สองสามวันเท่านั้น หญิงผู้นั้นมีฝีมือการทำอาหารยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก จนเ้านายเอ่ยชมไม่หยุดปาก
ส่วนตอนนั้นคุณหนูของพวกเขาก็อายุเพียงห้าหกขวบ ในจวนไม่มีเพื่อนเล่นเลย คุณหนูหลิ่วผู้นี้อายุมากกว่าคุณหนูหนึ่งปีครึ่ง รู้วิธีเอาอกเอาใจคุณหนูของพวกเขาเป็อย่างดี ทั้งยังหลอกล่อคุณหนูที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเขียนหนังสือในวัยเด็กให้ว่านอนสอนง่ายขึ้นมาได้บ้าง ไป ๆ มา ๆ จึงกลายเป็ว่าอาศัยอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วกงเป็การถาวรเสียเลย
จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อน หญิงผู้นั้นแต่งงานใหม่จึงย้ายออกไป
จะว่าไปแล้ว แรกเริ่มเดิมทีเขาก็เห็นว่าหญิงผู้นั้นตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ไม่รู้ คิดจะมาเกาะแกะนายใหญ่ของเขา เพียงแต่ไม่อาจเข้าตานายใหญ่ได้ ถึงได้ยอมเลิกราไป
คนเป็แม่แต่งงานใหม่ แต่ลูกสาวกลับไม่ยอมตามไป เอาแต่บอกว่าต่อให้ต้องเป็สาวใช้ในจวนเจิ้นกั๋วกงไปตลอดชีวิต นางก็เต็มใจ
แต่จะว่าก็ว่าเถอะ การเป็สาวใช้นั้นย่อมเป็ไปไม่ได้ อย่างมากนางก็ทำได้เพียงทำขนม ต้มน้ำแกงให้เ้านายเป็ครั้งคราว เพื่อแสดงความขยันขันแข็งก็เท่านั้น
ถึงอย่างไรั้แ่ยังเล็ก แม่คนนี้ก็อาศัยความรู้จักดูสีหน้า ว่านอนสอนง่าย และสนิทสนมกับคุณหนู สิบกว่าปีมานี้ ถึงกับทำให้คนในจวนมองนางเป็เ้านายครึ่งคนไปแล้ว
ตอนแรกเขาที่เป็แค่บ่าวรับใช้ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ยังไงเสียจวนเจิ้นกั๋วกงก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง อีกทั้งยังเป็ตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ กฎระเบียบก็ไม่ได้เข้มงวดนัก จึงไม่ได้ใส่ใจกับการต้องเลี้ยงดูเด็กสาวที่น่าสงสารเพิ่มอีกสักคน
แต่คงเป็เพราะเขาว่างเกินไปกระมัง พอสังเกตมากขึ้น ก็มักจะรู้สึกว่ามันทะแม่ง ๆ
แต่จะบอกว่าตรงไหนที่ไม่ถูก ก็พูดไม่ออกนัก
หากพูดออกไป ก็เหมือนเขากำลังกลั่นแกล้งเด็กสาว ดูใจแคบและจู้จี้จุกจิกเกินไป หากไม่พูด ก็มักจะรู้สึกขัดหูขัดตาอยู่เสมอ ดังนั้นจึงทำได้เพียงแอบบ่นในใจเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น
ทางด้านเจิ้นกั๋วกงยิ้มรับและพยักหน้า หลิ่วอี๋จึงทำความเคารพเตรียมจะถอยไป
ทว่าเวลานี้เอง ภายใต้การนำทางของบ่าวรับใช้ ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดคลุมสีเขียวหินอ่อนก็เดินตรงมาทางนี้
หลิ่วอี๋ได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันไปมอง รอยยิ้มในแววตาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทันที