สวะผู้นี้จะครองสวรรค์

    ตอนที่ 14(1) เลือดล้างลานตระกูลฉิน

    แสงตะวันยามเช้าค่อย ๆ ส่องพ้นแนวหลังคาจวนตระกูลฉิน ทว่าบรรยากาศภายในลานประชุมกลับมิได้อบอุ่นขึ้นตามแสงแห่งวันใหม่แม้แต่น้อย

    สมาชิกตระกูลฉินหลายร้อยคนยืนล้อมอยู่โดยรอบ ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดังหลังจากได้ยินคำสารภาพของฉินกังกับหูตนเอง

    ผู้ที่วางยาพิษหัวหน้าตระกูล ผู้ที่ว่าจ้างหอเงาโลหิต ผู้ที่หมายเอาชีวิตคุณชายสายตรง และผู้ที่คิดใช้การประลองคัดเลือกของสำนักเมฆาฟ้าเป็นสถานที่สังหารคน กลับเป็นฉินซวนเฮ่อ ผู้ดำรงฐานะน้องชายแท้ ๆ ของหัวหน้าตระกูล

    หากเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าทุกคน คงไม่มีผู้ใดยอมเชื่อง่าย ๆ

    ฉินเทียนหยางยืนอยู่ตรงทางเข้าลาน ใบหน้าซึ่งยังซีดจากพิษดูแก่ลงหลายปีภายในเวลาเพียงครู่เดียว

    เขามองน้องชายที่เติบโตมาด้วยกันมาเนิ่นนาน ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่มีความโกรธเกรี้ยว หากกลับหนักหน่วงยิ่งกว่าการตวาดเสียอีก

    “ซวนเฮ่อ ข้าต้องการฟังจากปากเจ้าเอง”

    ฉินซวนเฮ่อมีสีหน้าแปรเปลี่ยนอยู่หลายครั้ง

    สายตาของเขากวาดผ่านฉินกัง ผ่านหลักฐานบนโต๊ะ แล้วหยุดอยู่ที่กลุ่มองครักษ์จากจวนเจ้าเมืองซึ่งยืนเฝ้าอยู่ทางด้านหลัง

    เหตุการณ์เดินมาถึงขั้นนี้เร็วกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก

    เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น

    คนส่งยาถูกพบ

    นักฆ่าของหอเงาโลหิตถูกฆ่า

    ฉินโม่เฉิงถูกพบเป็นศพ

    ฉินกังถูกจับทั้งเป็น

    เหรียญสองส่วนซึ่งใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนกลับประกบเข้าหากันได้อย่างพอดี

    ยิ่งไปกว่านั้น จวนเจ้าเมืองยังส่งคนเข้ามาร่วมเป็นพยาน

    เส้นทางหลบหนีแทบทั้งหมดถูกปิดลงแล้ว

    แต่ฉินซวนเฮ่อยังไม่คิดยอมรับ

    เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปหาพี่ชาย

    “พี่ใหญ่ ท่านอย่าเพิ่งเชื่อคำของคนทรยศเพียงคนเดียว ฉินกังถูกเฟิงเอ๋อร์จับมา ใครจะรู้ว่าเขาถูกบังคับให้กล่าวสิ่งใดบ้าง”

    ฉินกังหน้าซีดลงทันที

    “ท่านซวนเฮ่อ ข้าไม่ได้ถูกบังคับ ข้าพูดตามความจริงทุกอย่าง!”

    “หุบปาก!”

    ฉินซวนเฮ่อหันไปตวาด

    “เจ้ารับเงินจากคนนอก แล้วกลับมาใส่ร้ายข้า ยังมีหน้าพูดว่าตนพูดความจริงอีกหรือ”

    ฉินกังตัวสั่น แต่เมื่อคิดถึงฉินโม่เฉิงที่ถูกฆ่าปิดปาก และนักฆ่าที่พยายามยิงลูกดอกใส่ตนเมื่อคืน ความหวาดกลัวที่มีต่อฉินซวนเฮ่อก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความสิ้นหวัง

    หากยังช่วยปิดบัง เขาอาจไม่มีโอกาสมีชีวิตรอดจริง ๆ

    ฉินกังจึงตะโกนออกมา

    “ข้ามีหลักฐานอีก!”

    ทั้งลานเงียบลงทันที

    ฉินซวนเฮ่อมีสีหน้าเปลี่ยนเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจน

    ฉินเฟิงยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาจับอยู่ที่ฉินกัง

    “หลักฐานอะไร”

    ฉินกังหายใจแรง ก่อนกล่าว

    “บัญชีเงินของท่านโม่เฉิง”

    ฉินซวนเฮ่อก้าวออกมาครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

    ฉินเฟิงมองเห็นการเคลื่อนไหวนั้น แต่ยังคงกล่าวอย่างสงบ

    “อยู่ที่ใด”

    “ห้องลับใต้คลังสมุนไพรเก่า”

    ฉินกังตอบรวดเร็ว

    “ท่านโม่เฉิงเป็นคนจัดการเงินให้ท่านซวนเฮ่อมาหลายปี เงินที่ใช้จ้างหอเงาโลหิตไม่ได้ถอนจากคลังตระกูลโดยตรง เพราะจะตรวจพบง่าย แต่ถูกนำมาจากร้านค้าเล็กหลายแห่งที่อยู่ในชื่อคนอื่น”

    เสียงพูดคุยดังขึ้นรอบลาน

    ผู้อาวุโสสามซึ่งรับผิดชอบบัญชีตระกูลถึงกับขมวดคิ้ว

    “คลังสมุนไพรเก่าถูกปิดมาสามปีแล้ว”

    ฉินกังรีบกล่าว

    “เพราะเช่นนั้นจึงใช้ซ่อนของได้ขอรับ ข้าเคยเข้าไปกับท่านโม่เฉิงสองครั้ง มีประตูลับอยู่หลังชั้นเก็บรากวายุแห้ง”

    ฉินเฟิงหันไปหาชายวัยกลางคนในเกราะเงินจากจวนเจ้าเมือง

    “ท่านแม่ทัพหลัว ข้าขอให้คนของจวนเจ้าเมืองไปพร้อมผู้อาวุโสตระกูลฉินเพื่อค้นสถานที่ดังกล่าว จะได้ไม่มีผู้ใดกล่าวภายหลังว่าหลักฐานถูกสร้างขึ้นใหม่”

    แม่ทัพหลัวมองฉินเฟิงอย่างชื่นชมเล็กน้อย

    เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เพียงโกรธแล้วรีบสังหารศัตรูตรงหน้า แต่รู้จักทำให้หลักฐานทุกอย่างชัดเจนก่อนลงมือ

    “ได้”

    เขาหันไปสั่งองครักษ์สี่คน

    “ไปกับผู้อาวุโสของตระกูลฉิน ตรวจทุกอย่างต่อหน้า หากพบสิ่งใดห้ามแตะต้องโดยไม่มีพยาน”

    ผู้อาวุโสสามพยักหน้าแล้วนำคนออกไปทันที

    ฉินซวนเฮ่อมองคนกลุ่มนั้นจากไป ใบหน้าค่อย ๆ แข็งขึ้น

    ฉินเทียนหยางยังคงมองน้องชาย

    “ซวนเฮ่อ หากเรื่องทั้งหมดเป็นการใส่ร้ายจริง เจ้าก็ไม่ต้องกลัวการตรวจสอบ”

    ฉินซวนเฮ่อฝืนยิ้ม

    “ข้าไม่ได้กลัว เพียงแต่เรื่องนี้เกิดเร็วเกินไป ข้าเกรงว่าพี่ใหญ่กับผู้อาวุโสจะตัดสินโดยอารมณ์”

    ฉินเฟิงกล่าวขึ้น

    “เช่นนั้นระหว่างรอผลค้น ข้ามีอีกเรื่องให้ตรวจ”

    เขาหันไปมองฉินเหว่ย

    ชายหนุ่มผู้เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองบัดนี้มีสีหน้าซีดลงอย่างชัดเจน

    ฉินเฟิงกล่าว

    “ฉินเหว่ย เมื่อคืนมีคนพูดถึงโอสถเดือดโลหิตซึ่งเตรียมไว้ให้เจ้าใช้ก่อนการประลองอีกสามวัน”

    “ข้าไม่ได้พูด!”

    ฉินเหว่ยรีบตอบทันที

    “ข้าไม่รู้เรื่องวางยาท่านลุงใหญ่ และไม่รู้เรื่องหอเงาโลหิต!”

    “ข้าไม่ได้ถามเรื่องนั้น”

    ฉินเฟิงกล่าวช้า ๆ

    “ข้าถามเรื่องโอสถ”

    ฉินเหว่ยชะงัก

    สายตาเหลือบไปหาบิดาโดยไม่ตั้งใจ

    เพียงการเคลื่อนไหวนี้ก็ทำให้คนรอบข้างเริ่มเข้าใจบางส่วนแล้ว

    ฉินเทียนหยางถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

    “เหว่ยเอ๋อร์ เจ้ารู้เรื่องโอสถจริงหรือ”

    ฉินเหว่ยกำหมัดแน่น

    เขาอาจหยิ่ง อาจริษยาฉินเฟิง และเคยคิดอยากเอาชนะอีกฝ่ายต่อหน้าคนทั้งเมือง แต่การถูกถามต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งหมดทำให้ความมั่นใจหายไปมาก

    สุดท้ายเขาจึงตอบ

    “ข้ารู้ว่าท่านพ่อเตรียมโอสถให้ข้า แต่ข้าไม่รู้ว่ามันมีผลร้ายแรงเพียงใด”

    ฉินซวนเฮ่อหันไปทันที

    “เหว่ยเอ๋อร์ เจ้าอย่าพูดตามความกลัว!”

    ฉินเหว่ยตัวสั่น

    “ท่านพ่อ ท่านบอกเองว่าเพียงทำให้ข้าทะลวงพลังชั่วคราว และถ้าเจอฉินเฟิงบนเวทีให้ใช้พลังเต็มที่ ไม่ต้องยั้งมือ”

    เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกระลอก

    ฉินซวนเฮ่อหน้าเปลี่ยน

    “ข้าพูดเพราะการประลองจริงย่อมมีบาดเจ็บ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการฆ่า!”

    ฉินเฟิงมองฉินเหว่ย

    “โอสถอยู่ที่ใด”

    “ในห้องข้า”

    ฉินเหว่ยตอบเบาลง

    ฉินเฟิงหันหาผู้อาวุโสอีกคน

    “รบกวนท่านส่งคนไปนำมา โดยให้คนของจวนเจ้าเมืองไปด้วยเช่นเดิม”

    ไม่นาน คนสองกลุ่มก็แยกออกจากลาน

    ฉินซวนเฮ่อยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าเย็นเยียบลงเรื่อย ๆ

    ระหว่างรอ ฉินเฟิงกลับไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม

    เขาเดินไปหาบิดาแล้วประคองให้นั่งลงบนเก้าอี้ใหญ่

    “ท่านพ่อ ร่างกายของท่านยังไม่ฟื้นดี อย่ายืนนานเลยขอรับ”

    ฉินเทียนหยางมองบุตรชาย ก่อนพยักหน้าอย่างอ่อนแรง

    “เฟิงเอ๋อร์”

    “ขอรับ”

    “หากเรื่องนี้เป็นความจริงทั้งหมด”

    ชายวัยกลางคนหยุดไปครู่หนึ่ง

    แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

    “เจ้าคิดจะทำอย่างไร”

    ฉินเฟิงเข้าใจสิ่งที่บิดาต้องการถาม

    ฉินซวนเฮ่อคือศัตรู

    แต่สำหรับฉินเทียนหยาง เขาก็ยังเป็นน้องชายแท้ ๆ

    ความเจ็บปวดจึงไม่ใช่เพียงเรื่องถูกทรยศ หากเป็นการต้องยอมรับว่าคนในครอบครัวซึ่งร่วมเติบโตมาด้วยกันถึงขั้นต้องการเอาชีวิตตน

    ฉินเฟิงไม่ตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

    เขากล่าวอย่างสุภาพและตรงไปตรงมา

    “หากเพียงแย่งอำนาจหรือทรัพย์สิน ลูกอาจยังให้ผู้อาวุโสตัดสินตามกฎตระกูลได้ขอรับ”

    “แต่เขาวางยาท่านพ่อ จ้างนักฆ่า และเตรียมสังหารลูก”

    “เมื่อคนหนึ่งตั้งใจฆ่าพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากปล่อยไว้เพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือด คนที่ต้องชดใช้ในภายหน้าอาจเป็นท่านพ่อ หรือคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง”

    ฉินเทียนหยางหลับตา

    ผ่านไปหลายลมหายใจจึงเอ่ย

    “พ่อเข้าใจ”

    ฉินเฟิงไม่ได้กล่าวเพิ่มเติม

    บางเรื่องไม่มีคำพูดใดช่วยลดความเจ็บปวดได้

    ครึ่งชั่วยามต่อมา คนที่ไปค้นคลังสมุนไพรเก่าก็กลับมา

    ผู้อาวุโสสามถือกล่องไม้สีดำอยู่ในมือ สีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง

    ด้านหลัง องครักษ์จวนเจ้าเมืองสองคนหอบสมุดบัญชีหลายเล่มตามมา

    เมื่อฉินซวนเฮ่อเห็นกล่องไม้ สีหน้าก็ซีดลงทันที

    ผู้อาวุโสสามวางของทั้งหมดบนโต๊ะ

    “พบห้องลับจริง”

    เขาเปิดกล่อง

    ด้านในมีถุงเหรียญทอง ตราร้านค้าหลายแห่ง จดหมายที่ถูกเผาไปบางส่วน และสมุดบัญชีซึ่งบันทึกตัวเลขอย่างละเอียด

    “ร้านค้าหกแห่งไม่ได้อยู่ในบัญชีตระกูล แต่เงินถูกส่งเข้าคลังลับทุกเดือน”

    ผู้อาวุโสสามเปิดหน้าหนึ่ง

    “เมื่อสิบสองวันก่อน มีการถอนเงินสามหมื่นเหรียญทอง”

    สายตาหลายคู่หันไปยังจดหมายค่าหัวของหอเงาโลหิตซึ่งระบุจำนวนสามหมื่นเหรียญทองพอดี

    แม่ทัพหลัวหยิบสมุดมาตรวจ

    “ตรงนี้มีสัญลักษณ์ยืนยันการจ่ายเงิน”

    เขาชี้ตราประทับเล็ก

    เป็นตัวอักษรสองตัว

    ซวนเฮ่อ

    ฉินซวนเฮ่อคำรามทันที

    “ตราปลอม!”

    ผู้อาวุโสสามมองเขาอย่างผิดหวัง

    “ตราชนิดนี้เป็นตราประจำตัวที่ผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลได้รับเมื่อยี่สิบปีก่อน มีลายพลังซ่อนอยู่ภายใน การเลียนแบบไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปทำได้”

    ฉินซวนเฮ่อสวนกลับ

    “ก็อาจมีคนขโมยตราข้าไป!”

    “เช่นนั้นตรวจตราของเจ้าตอนนี้”

    แม่ทัพหลัวกล่าว

    “ถ้าอยู่กับตัวและเป็นชิ้นเดียวกัน เรื่องก็ชัดขึ้นอีก”

    ฉินซวนเฮ่อไม่ขยับ

    ความเงียบของเขากลับเป็นคำตอบ

    ในเวลานั้น คนที่ไปค้นห้องของฉินเหว่ยก็กลับมา

    กล่องหยกสีแดงถูกนำมาวางบนโต๊ะ

    ภายในมีโอสถหนึ่งเม็ด

    ฉินเฟิงเพียงสูดกลิ่นจากระยะใกล้ สีหน้าก็เปลี่ยนเล็กน้อย

    เขาหยิบเข็มเงินแตะผิวโอสถ แล้วใช้พลังวิญญาณตรวจ

    “นี่ไม่ใช่เพียงโอสถเดือดโลหิตธรรมดา”

    ผู้อาวุโสสองถาม

    “หมายความว่าอย่างไร”

    “มีผงหญ้าบ้าคลั่งปะปน”

    ฉินเฟิงตอบ

    “เมื่อกินเข้าไป ผู้ใช้จะเพิ่มพลังชั่วคราวประมาณสามถึงสี่ขั้น แต่หลังพลังพุ่งขึ้น การควบคุมอารมณ์จะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะหากกำลังโกรธหรือมีความเกลียดชังอยู่ก่อน ผู้ใช้สามารถลงมือจนอีกฝ่ายเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว”

    ฉินเหว่ยหน้าเสีย

    “ข้าไม่รู้เรื่องนี้!”

    ฉินเฟิงหันมอง

    “ข้าเชื่อว่าเจ้าอาจไม่รู้ส่วนผสม”

    ฉินเหว่ยเหมือนได้รับทางรอด รีบกล่าว

    “ใช่ ข้าไม่รู้จริง ๆ!”

    ฉินเฟิงกลับพูดต่อ

    “แต่เจ้ารู้ว่าบิดาเตรียมโอสถเพื่อให้เจ้าเพิ่มพลังผิดปกติก่อนการประลอง และยังยอมรับว่าจะใช้มัน”

    สีหน้าฉินเหว่ยแข็งค้าง

    “ดังนั้นเจ้ามีความผิดของเจ้าเอง แต่ยังไม่เท่ากับคนที่วางแผนทั้งหมด”

    คำพูดนี้ทำให้ฉินเหว่ยมองฉินเฟิงอย่างประหลาดใจ

    เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะใช้โอกาสนี้โยนความผิดทั้งหมดมาให้ตน

    แต่ฉินเฟิงกลับแยกเรื่องอย่างชัดเจน

    คนใดผิดเท่าใด ก็รับผิดเท่านั้น

    ทว่าคนที่หมายเอาชีวิตโดยตรง ฉินเฟิงจะไม่มีวันปล่อยง่าย ๆ

    แม่ทัพหลัวเดินมาด้านหน้า

    “ตอนนี้มีทั้งพยาน บัญชีการเงิน หลักฐานว่าจ้างนักฆ่า และโอสถสำหรับการประลอง”

    เขามองฉินซวนเฮ่อ

    “หากเจ้ายังกล่าวว่าเป็นการใส่ร้าย ก็ต้องไปอธิบายต่อเจ้าเมือง”

    ฉินซวนเฮ่อหัวเราะเบา ๆ

    ตอนแรกเป็นเพียงเสียงหัวเราะสั้น แต่ไม่นานกลับดังขึ้นเรื่อย ๆ

    ผู้คนรอบลานมองอย่างระวัง

    ฉินเทียนหยางกล่าว

    “ซวนเฮ่อ เจ้าหัวเราะอะไร”

    ฉินซวนเฮ่อเงยหน้า

    รอยยิ้มที่เคยฝืนรักษาไว้หายไปแล้ว

    เหลือเพียงความขุ่นแค้นซึ่งสะสมมานาน

    “ข้าหัวเราะพี่ใหญ่”

    “หัวเราะข้า?”

    “ใช่!”

    ฉินซวนเฮ่อชี้ไปที่ตำแหน่งประธาน

    “ตั้งแต่เด็ก ท่านได้ทุกอย่างก่อนข้า!”

    “พรสวรรค์ของท่านดีกว่า ข้ายอมรับ”

    “บิดามอบวิชาหลักให้ท่านก่อน ข้ายอมรับ”

    “ท่านได้ตำแหน่งหัวหน้าตระกูล ข้ายังยอมรับ!”

    เสียงของเขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    “แต่เมื่อท่านบาดเจ็บ พลังถดถอย และแม้แต่บุตรชายของท่านก็กลายเป็นคนไร้ค่าที่ฝึกปราณไม่ได้ เหตุใดตำแหน่งหัวหน้าตระกูลยังต้องเป็นของท่าน!”

    ผู้อาวุโสบางคนขมวดคิ้ว

    ฉินซวนเฮ่อไม่สนใจ

    “ข้าบริหารกิจการแทนหลายอย่างมาหลายปี ร้านค้าในเมืองครึ่งหนึ่งดำเนินต่อได้เพราะข้า ผู้อาวุโสจำนวนมากมาหาข้าเวลามีปัญหา แต่สุดท้ายทุกคนยังเรียกข้าว่า ‘น้องชายหัวหน้าตระกูล’”

    เขามองฉินเทียนหยางด้วยแววตาซึ่งไม่มีความเป็นพี่น้องเหลืออยู่

    “หากท่านตาย ตำแหน่งนี้ควรเป็นของข้า!”

    ฉินเทียนหยางหลับตาลงช้า ๆ

    “เพียงเพราะตำแหน่งหัวหน้าตระกูล เจ้าจึงคิดฆ่าข้า?”

    “ไม่ใช่เพียงตำแหน่ง!”

    ฉินซวนเฮ่อชี้มาทางฉินเฟิง

    “หากเจ้าสวะผู้นี้ยังไร้ค่าเหมือนเดิม ทุกอย่างคงง่ายกว่านี้!”

    “แต่จู่ ๆ มันกลับฝึกได้”

    “จากคนไร้พลังกลายเป็นขั้นรับปราณขั้นเจ็ดในเวลาไม่กี่วัน”

    “สมาคมโอสถยอมรับมัน”

    “สำนักเมฆาฟ้าสนใจมัน”

    “แม้แต่องค์หญิงยังมอบป้ายส่วนตัวให้!”

    ความริษยาในน้ำเสียงรุนแรงขึ้นทุกคำ

    “หากปล่อยให้มันเติบโต ต่อให้ท่านตายในภายหลัง ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลก็ยังตกไปอยู่ในมือมัน!”

    ฉินเฟิงฟังจนจบโดยไม่กล่าวแทรก

    จากนั้นจึงถาม

    “เพราะเช่นนั้นท่านจึงจ้างหอเงาโลหิตฆ่าข้ากับท่านพ่อ?”

    ฉินซวนเฮ่อมองเขา

    “ถ้าเจ้าตายตอนยังเป็นสวะ ทุกอย่างก็จบตั้งนานแล้ว!”

    ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา หลักฐานทุกอย่างก็ไม่จำเป็นต้องโต้แย้งต่ออีก

    นี่เท่ากับยอมรับด้วยปากตนเอง

    ฉินเหว่ยมองบิดาอย่างตกตะลึง

    “ท่านพ่อ ท่านคิดฆ่าท่านลุงใหญ่จริง ๆ?”

    ฉินซวนเฮ่อหันไปมองลูกชาย

    “ข้าทำทั้งหมดเพื่อเจ้า!”

    “เพื่อข้า?”

    ฉินเหว่ยถอยหนึ่งก้าว

    “ข้าไม่เคยขอให้ท่านฆ่าใคร!”

    “เจ้าโง่!”

    ฉินซวนเฮ่อตวาด

    “ถ้าข้าไม่ทำ เจ้าจะเอาอะไรไปสู้กับฉินเฟิงในอนาคต!”

    “ตำแหน่งหัวหน้าตระกูล ทรัพยากร คลังสมบัติ ทุกอย่างจะเป็นของมัน!”

    ฉินเหว่ยพูดไม่ออก

    ฉินเฟิงมองสองพ่อลูกอย่างสงบ

    เดิมเขาเคยสงสัยว่าฉินเหว่ยรู้เรื่องทั้งหมดหรือไม่

    ตอนนี้ชัดแล้ว

    ฉินเหว่ยมีความริษยาและยอมใช้โอสถผิดปกติเพื่อชนะ แต่เรื่องวางยาพิษและว่าจ้างนักฆ่า เจ้าตัวไม่ได้รู้ทั้งหมด

    ฉินเฟิงจึงไม่คิดฆ่าอีกฝ่ายในวันนี้

    แต่โทษย่อมต้องมี

    ส่วนฉินซวนเฮ่อไม่เหมือนกัน

    คนผู้นี้ไม่มีเหตุผลให้ปล่อยไว้

    ผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งเงียบมาตลอดลุกขึ้น

    เขาเป็นชายชราอายุมากกว่าเจ็ดสิบปี หนวดขาวยาวถึงอก และเป็นผู้มีอาวุโสสูงที่สุดในตระกูลรองจากบรรพชนที่ปลีกตัวฝึกตน

    “ฉินซวนเฮ่อ”

    เสียงของเขาหนักแน่น

    “วางยาหัวหน้าตระกูล จ้างนักฆ่าสังหารสายตรง ยักยอกเงินตระกูล และฆ่าพวกเดียวกันปิดปาก”

    “ตามกฎตระกูล โทษสูงสุดคือประหาร”

    ทุกคนเงียบสนิท

    ฉินซวนเฮ่อกลับหัวเราะ

    “ประหารข้า?”

    ทันใดนั้นพลังปราณทั่วร่างของเขาพลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง

    เสื้อคลุมสั่นสะบัด

    พื้นหินใต้เท้าเกิดรอยแตกเป็นวง

    สมาชิกตระกูลรุ่นเยาว์หลายคนถอยด้วยความตกใจ

    ฉินเฟิงหรี่ตา

    ระดับที่แผ่ออกมาไม่ใช่ขั้นเปิดชีพจร

    สูงกว่านั้นอีกหนึ่งขอบเขต!

    ผู้อาวุโสใหญ่มีสีหน้าเปลี่ยน

    “เจ้าทะลวงเข้าสู่ขั้นรวมปราณแล้ว?”

    ฉินซวนเฮ่อหัวเราะ

    “พวกเจ้าคิดว่าหลายปีมานี้ข้าเอาแต่บริหารร้านค้าหรือ!”

    แรงอำนาจระดับ ขั้นรวมปราณขั้นหนึ่ง แผ่กระจายทั่วลาน

    ฉินเทียนหยางซึ่งร่างยังอ่อนแอถูกคนข้างกายประคองทันที

    แม่ทัพหลัวชักดาบ

    แต่ฉินซวนเฮ่อกลับถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว

    เขาไม่ได้คิดสู้กับคนทั้งหมด

    เป้าหมายคือหนี!

    “เปิดทาง!”

    ฉินซวนเฮ่อซัดฝ่ามือใส่สมาชิกตระกูลที่ขวางอยู่

    ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน

    คนกลุ่มนั้นมีผู้เยาว์ขั้นรับปราณเพียงสองสามคน

    หากรับฝ่ามือของขั้นรวมปราณ ย่อมมีคนตาย

    “พยัคฆ์!”

    แสงดำสว่างขึ้นทันที

    พยัคฆ์รัตติกาลสามเขาปรากฏกลางลานแล้วกระโจนเข้าขวาง

    โฮก!

    กรงเล็บปะทะฝ่ามือ

    ตูม!

    พยัคฆ์ถูกกระแทกถอยไปหลายก้าว

    แต่ช่วยให้ผู้เยาว์ด้านหลังรอดพ้นจากการโจมตี

    ฉินซวนเฮ่อเองชะงักไปหนึ่งลมหายใจ

    “สัตว์ระดับสองขั้นสูง?”

    ฉินเฟิงไม่ปล่อยช่วงเวลานั้นเสียไป

    “ทุกคนถอยออกจากลาน! ผู้ที่ต่ำกว่าขั้นเปิดชีพจรอย่าเข้าใกล้!”

    สมาชิกตระกูลรีบแยกออก

    แม่ทัพหลัวกับผู้อาวุโสใหญ่พุ่งเข้าหาฉินซวนเฮ่อพร้อมกัน

    พลังของแม่ทัพหลัวอยู่ขั้นรวมปราณขั้นสอง

    ผู้อาวุโสใหญ่อยู่ขั้นรวมปราณขั้นหนึ่ง

    หากสู้ตรง ฉินซวนเฮ่อไม่มีทางชนะ

    เขาจึงโยนลูกกลมสีเทาลงพื้น

    ปัง!

    หมอกสีดำระเบิดขึ้น

    กลิ่นฉุนแพร่ทั่วลาน

    ฉินเฟิงตะโกนทันที

    “อย่าสูดเข้าไป มีพิษ!”

    ทุกคนกลั้นหายใจ

    ฉินซวนเฮ่อใช้หมอกบดบังสายตาแล้วพุ่งขึ้นหลังคา

    “ตามมัน!”

    แม่ทัพหลัวพุ่งตาม

    แต่พริบตาต่อมา เสียงฉินเทียนหยางกลับดังขึ้น

    “ระวัง!”



    คล้ายกับเรื่องสวะผู้นี้จะครองสวรรค์ ที่คุณอ่าน