ตอนที่ 52 ตัวข้าผู้สง่างามและจิตใจดี รีบร้อนมาส่งมอบไมตรี
บริเวณหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลินตกอยู่ในความเงียบสงัด
แม้แต่เหล่าสมาชิกตระกูลหลินเองก็ยังนิ่งอึ้ง มิอาจเอ่ยคำใดออกมา
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทุกคนที่อยู่บริเวณหน้าคฤหาสน์มิทันได้ตั้งตัว
สรรพชีวิตหนุ่มผู้มีปีกกลางหลัง ถูกบดขยี้กลายเป็นละอองโลหิตในพริบตา ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในที่นั้นล้วนตกตะลึงจนตัวสั่น
ผู้ติดตามชราของเขายิ่งเผยสีหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยความตื่นกลัว
ฝ่ามือเมื่อครู่นั้นทั้งรวดเร็วและทรงพลังเกินกว่าที่เขาจะหยุดยั้งได้ และยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาต้องการจะหยุดมันก็ยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะสามารถทำได้
ฝ่ามือที่ฟาดลงมาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจในระดับจอมราชัน!
ในขณะที่เขาที่เป็นเพียงผู้บรรลุขั้นครึ่งทางของระดับเจ้าครองแคว้นนั้น จะมีคุณสมบัติใดไปขัดขวางต่อต้านได้เล่า
“นายท่าน...” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บปวดสุดซึ้ง แต่ก็มิกล้าแสดงออกถึงความโกรธเคืองอันใด จึงได้เพียงแต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังเย่หลิวหลีเท่านั้น
ทว่าแม้แต่เย่หลิวหลีเองก็กลับเผยสีหน้าซีดขาวออกมา ราวกับตกตะลึงจนยากที่จะควบคุมตนเองได้
เมื่อครู่สรรพชีวิตผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ในพริบตาเดียวก็กลับถูกบดขยี้จนดับสิ้นไปต่อหน้านาง
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่นางมิเคยพบเห็นมาก่อน
ในท้ายที่สุด นางก็ยังเป็นเพียงหญิงสาววัยสิบแปดปี ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่แต่ในเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลเพื่อฝึกฝนวิชา อีกทั้งยังมิเคยเผชิญหน้ากับภาพอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน
ทว่านางกลับรวบรวมสติได้อย่างรวดเร็ว สูดลมหายใจลึกเพื่อตั้งสมาธิ ก่อนที่สีหน้าของจะกลับมานิ่งสงบเยือกเย็นดังเดิม
ด้วยจิตใจที่มั่นคงเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตในวัยเดียวกัน นางจึงสามารถสงบใจได้ในเวลาอันสั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของนางก็ยังมีท่านป้าเสวี่ยคอยเป็นกำลังหนุน
“พวกเราเข้าไปกันเถิด”
เย่หลิวหลีกล่าว ก่อนจะก้าวเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลหลินโดยมิลังเล เหล่าสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลที่ติดตามนางมา ต่างก็เดินตามเข้าไปโดยพร้อมเพรียง
เมื่อเทียบกับความหยิ่งทะนงและโอหังในตอนแรก พวกเขาในตอนนี้กลับดูสงบลงมาก ท่าทีที่เคยฮึกเหิมก็หายไปมิน้อย เพราะความหวาดกลัวได้แทรกซึมขึ้นมาในจิตใจ
ท่าทีของอีกฝ่ายนั้นแข็งกร้าวและดุดันยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้
การลงมือสังหารหนึ่งในพวกเขาอย่างมิลังเล แสดงให้เห็นถึงอำนาจและความไร้ปรานี
ชายหนุ่มจากแดนสวรรค์เบื้องบนผู้นี้ อาจมิธรรมดาดังที่พวกเขาคาดคิดไว้ในตอนแรก
ในขณะเดียวกัน สตรีวัยกลางคนที่ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่าก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้ว ใบหน้าเผยแววครุ่นคิดออกมา
ก่อนหน้านี้ นางตั้งใจจะลงมือช่วยเหลือสรรพชีวิตหนุ่มผู้นั้น แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงผู้ติดตามของคุณหนู แต่ก็ถือว่าเป็นคนฝั่งเดียวกัน
ทว่านางกลับรู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งที่คอยจับจ้องมาที่นาง
และพลังนั้นก็มิได้ด้อยไปกว่านางเลยแม้แต่น้อย!
พลังดังกล่าวย่อมต้องเป็นของบรรพชนตระกูลหลิน ผู้ซึ่งถูกเล่าลือว่าเป็นเฒ่ารับใช้ของเขาโดยแน่แท้!
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
ในช่วงที่สามารถปลดปล่อยพลังได้อย่างเต็มเปี่ยม พลังของนางนั้นมีระดับถึงขั้นเทวะสวรรค์ ซึ่งผู้บรรลุทะลวงถึงขั้นนี้นั้นล้วนมีสถานะอำนาจสูงส่ง และแม้แต่ผู้มีพลังระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องก้มกราบบูชาเคารพนาง!
ทว่าบรรพชนของตระกูลหลินผู้นี้ กลับมีพลังที่แท้จริงเหนือกว่าระดับขั้นเทวะสวรรค์ และอาจจะอยู่ในระดับราชันเทวะก็เป็นไปได้
นางเริ่มตระหนักว่าสถานการณ์ครั้งนี้มิค่อยสู้ดีนัก
ผู้รับใช้ผู้หนึ่งกลับมีพลังสูงส่งถึงระดับราชันเทวะอย่างเต็มขั้น
เรื่องราวครั้งนี้ย่อมมิง่ายดายอย่างที่คุณหนูของนางคาดคิดเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ามือที่ปรากฏเมื่อครู่นั้น นางรู้สึกได้ลางๆ ว่าเป็นทักษะล้ำลึกจากสำนักอมตะนิรันดร์ในแดนสวรรค์เบื้องบน และพลังที่แฝงอยู่นั้นก็คล้ายกับว่าอยูในระดับขั้นจอมราชัน
แม้นางจะมิอาจยืนยันได้อย่างแน่นอน แต่ความคล้ายคลึงนั้นก็ทำให้นางมิอาจมองข้ามไปได้
‘ชายหนุ่มวัยเยาว์ผู้หนึ่งกลับมีพลังถึงเพียงนี้ได้ เกรงว่าเขาย่อมต้องเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่างแน่นอน’
‘ผู้เยาวน์แซ่กู้งั้นหรือ ผู้ใช้แซ่กู้ในแดนสวรรค์เบื้องบนนั้นนับว่ามีอยู่มิกี่ตระกูลเท่านั้น หรืออาจเป็นไปได้ว่าเขาจะเป็นคนจากตระกูลนั้น’
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ผู้อาวุโสเสวี่ยยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ท้ายที่สุดแล้ว แซ่กู้ในแดนสวรรค์มีอยู่เพียงมิกี่ตระกูลเท่านั้น ซึ่งแซ่นี้หาใช่แซ่สกุลสามัญธรรมดาไม่
และสำหรับตระกูลกู้ที่นางรู้จัก ก็มีพลังรากฐานที่มิได้อ่อนด้อยไปกว่าตระกูลเซียนโบราณที่หนุนหลังคุณหนูอยู่เลยแม้แต่น้อย!
‘หากเขาเป็นคนของตระกูลนั้นจริง นี่ก็อาจนับว่าเป็นโอกาสครั้งใหญ่ สำหรับคุณหนูแล้ว เย่เฉินผู้นั้นก็แทบมิมีค่าอันใดพอจะให้กล่าวถึง…’
‘แม้ว่าคุณหนูจะเป็นบุตรสาวที่ผู้นำตระกูลรักใคร่ที่สุด แต่นางก็มิได้เป็นบุตรเพียงคนเดียวของตระกูล หากเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ก็อาจกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญของคุณหนูได้’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ดวงตาของผู้อาวุโสเสวี่ยก็เปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมาอยู่บ้าง
ทันใดนั้น ร่างของนางก็ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าโดยมิลังเล ซึ่งนับว่าน้อยครั้งนักที่ผู้อาวุโสเสวี่ยจะกระทำเรื่องเช่นนี้ออกมา
นางก้าวเดินตามหลังเย่หลิวหลี พร้อมกับเตรียมอธิบายสถานการณ์ให้นางเข้าใจ
“ท่านป้าเสวี่ย…” เย่หลิวหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ เพราะโดยปกติแล้วท่านป้าเสวี่ยจะมิปรากฏตัวเช่นนี้ออกมา
“คุณหนู เรื่องนี้บางทีอาจเป็นเพียงความเข้าใจผิดกันได้…”
คำกล่าวนี้ทำให้เย่หลิวหลีเผยสีหน้าแข็งทื่อไปในทันที
‘เกิดอันใดขึ้น เหตุใดแม่นางผู้นี้จึงดูราวกับเหมือนตั้งใจจะส่งสัญญาณขอเป็นพันธมิตรให้กับข้า’
ผู้อาวุโสหมิงได้แต่เผยสีหน้าแฝงความสงสัยออกมาในห้วงมิติ
หากเมื่อครู่ ชสตรีวัยกลางคนผู้นั้นกล้าลงมือ นางจะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอันรุนแรงไร้ปรานีจากเขาอย่างมิต้องสงสัย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าสตรีวัยกลางคนผู้นั้นจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา และเลือกที่จะสื่อถึงไมตรีจิตแทนที่จะเผชิญหน้า
เรื่องนี้สร้างความฉงนให้เขาไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์นี้มิได้เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของคุณชาย เขาก็มิคิดที่จะเข้าไปแทรกแซง หรือกระทำการใดโดยพลการ
…
“เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลที่เคยยโสโอหังกลับกลายเป็นลดท่าทีและยอมอ่อนข้อให้ ชายหนุ่มผู้นี้ช่างแข็งแกร่งเกินไป เพียงฝ่ามือเดียวก็สังหารศัตรูได้ในทันที”
“พลังเช่นนี้ เห็นทีว่าจะเหนือกว่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับเจ้าครองแคว้นไปมากแล้ว คาดมิถึงจริงๆ นี่มันยากจะทำใจเชื่อได้ว่าผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลังถึงเพียงนี้จะเป็นเพียงบุรุษหนุ่มรุ่นเยาว์เพียงเท่านั้น ช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว…”
“บุรุษหนุ่มจากแดนสวรรค์ผู้นี้ ช่างลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึงได้…”
ภายนอกคฤหาสน์ตระกูลหลิน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มุงดูต่างหวาดหวั่นและตื่นตระหนกยิ่งนัก
ภาพที่ได้เห็นในวันนี้ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นระรัวด้วยความหวั่นเกรง
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นบุรุษหนุ่มผู้ลึกลับผู้นั้นลงมือ และการสังหารศัตรูในวันนี้ของเขาก็ได้ทิ้งความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ในจิตใจของพวกเขาตลอดกาล
เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลนั้น สำหรับแผ่นดินจงโจวแล้วก็เปรียบได้ดั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า ที่มิมีผู้ใดกล้าอาจหาญล่วงเกินได้!
ในอดีตมีทั้งขุมกำลังอำนาจและสายสืบทอดมากมายที่ต่างต้องพบกับจุดจบ เพราะไปบังอาจล่วงเกินเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลเข้า
ความน่าสะพรึงกลัวของที่แห่งนั้น มิจำเป็นต้องกล่าวอธิบายให้มากความ
แต่สิ่งที่ปรากฏได้อย่างชัดเจนก็คือ บุรุษหนุ่มลึกลับผู้นั้นกลับมีที่มาที่น่าครั่นคร้ามยิ่งกว่าเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลเสียอีก!
พวกเขาจึงยิ่งหวาดกลัวและเคารพยำเกรงกู้ฉางเกอมากกว่าที่เคยเป็น!
…
ภายในมหาวิหาร
กู้ฉางเกอนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด ร่างในอาภรณ์ยาวสีดำสนิทเต็มไปด้วยความสง่างามและทรงอำนาจ ขณะที่ซูชิงเกอคอยรับใช้เขาอยู่ข้างกาย
เขาค่อยๆ ลดฝ่ามือที่เพิ่งยื่นออกไปลง แววตาเผยให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงความเย้ยหยันเล็กน้อย เสียงจากภายนอกคฤหาสน์ย่อมมิอาจรอดพ้นจากการรับรู้ของเขาได้
ญาติผู้น้องของเย่เฉินน่ะหรือ
สายเลือดโบราณ ถูกส่งมาเลี้ยงดูในโลกเบื้องล่าง มีความผูกพันลึกซึ้ง…
เส้นเรื่องเช่นนี้ช่างเป็นสูตรสำเร็จที่ทั้งคุ้นเคยและคาดเดาได้ง่ายเสียจริง!
แน่นอนว่า เขาเคยคาดการณ์ถึงเหตุการณ์เช่นนี้ไว้ก่อนหน้าแล้ว เพียงแต่มิคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
ผู้แต่งในชาติก่อนนับว่าใจกว้างและมิทำให้เขาผิดหวังจริงๆ!
“ท่านคิดจะลงมือสังหารพวกเขาหรือไม่” ซูชิงเกอเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ย่อมมิเป็นเช่นนั้น ผู้ที่สง่างามและจิตใจดีเช่นข้าจะสังหารคนอย่างไร้เหตุผลได้อย่างไร นั่นนับว่าเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป”
“รีบร้อนมามอบไมตรีให้ข้าถึงที่แห่งนี้ ช่างทำให้ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจเสียจริง…”
กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มอันเยือกเย็น ขณะเดินออกจากมหาวิหารด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย และในจังหวะนั้นเอง เขาก็พบกับเย่หลิวหลีและผู้ติดตามที่นำโดยจ้าวตระกูลหลินเข้ามา
เพียงชั่วพริบตา
เย่หลิวหลีก็สัมผัสได้ทันทีว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าผู้นี้คือผู้ทรงอำนาจจากแดนสวรรค์เบื้องบนผู้นั้น
ถึงแม้ว่านางจะมิเคยพบเขามาก่อน
แต่ความสง่าผ่าเผยและท่าทางที่แฝงด้วยอำนาจนี้ มิอาจซ่อนเร้นสถานะของเขาได้
‘นี่จึงจะนับว่าเป็นท่าทีที่ผู้เป็นยอดอัจฉริยะแห่งแดนสวรรค์เบื้องบนพึงมี…’
ผู้อาวุโสเสวี่ยถึงกับดวงตาเปล่งประกาย พร้อมกับกล่าวชื่นชมในใจ