ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่มู่หรงเซียวยังนึกโมโหอยู่ในใจ นางไม่ควรรู้สึกอะไรกับเขาเลยด้วยซ้ำแต่เวลานี้ทั้งโกรธและผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับเสียอย่างนั้นจนหัวใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันใด
ดวงตาสีทับทิมเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่างพลันััได้ถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย แม้เพิ่งมาอยู่จวนสกุลหยางได้ไม่ถึงเดือนแต่นางกลับรู้สึกว่าเคยนั่งอยู่ริมหน้าต่างบานนี้มานับร้อยนับพันครั้ง
เพียงแค่คิดว่าวันข้างหน้าจะมีต้นอวี้หลานตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางสวนตรงนั้น มู่หรงเซียวก็เศร้าสร้อยเสียจนเมิ่งเซียงเอ่ยทักก่อนจะพากันออกไปเดินเล่นในตลาดหาความสนุกสนานบ้าง
“เฟิงเกอ เมืองต้าหลินมีอะไรคืบหน้าบ้างหรือไม่” เมื่อเห็นหน้าเซี่ยหลานเฟิงก็รีบถามไถ่ทันทีเพราะได้ข่าวมาว่าสถานการณ์ชายแดนติดกับเทือกเขาใหญ่มีกองกำลังฝ่ายตรงข้ามซ่องสุม
“นายท่านส่งคนไปตรวจตราทางหนีแล้ววางกำลังตรึงแนวป่าฝั่งต้าหลินเรียบร้อยแล้ว เวลานี้ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงเพราะต่างฝ่ายต่างดูท่าทีกัน หากใครฝ่าฝืนเข้ามาสามารถจัดการได้ทันทีเพียงแต่สิ่งสำคัญคือตามหาผู้อยู่เื้ัขอรับ” หัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินรายงานสถานการณ์ให้บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ได้รู้
“ข้าเสียดายที่ไปต้าหลินด้วยไม่ได้” มู่หรงเซียวอุตส่าห์วาดฝันว่าจะได้เข้าร่วมกองทัพของบิดา แผนการทุกอย่างกลับชะงักเพราะพระราชโองการเสียอย่างนั้น
“คุณหนูอย่ากังวลไปเลยขอรับ วันข้างหน้าอาจมีโอกาสดีรออยู่ก็เป็ได้” เ้าตัวปลอบใจคนที่เหมือนน้องสาว
“เฟิงเกอ เมิ่งเซียง รีบไปยิงธนูกันดีกว่า ไม่รู้ว่าอาเหลียงเตรียมของไปที่นัดพบหรือยัง” หญิงสาวอยากพักผ่อนคลายความรู้สึกอึดอัดในใจจึงเร่งฝีเท้าไปยังป่าใกล้ค่ายแม่ทัพใหญ่ไม่รีรอ
ระหว่างทางเห็นหยางเสวี่ยเฟยกับเสิ่นอวี้หลานยืนอยู่ในสวนดอกไม้ที่ลับตาคนด้วยกันสองต่อสอง
“หลบเร็วเข้า” มู่หรงเซียวบอกสองคนข้างกายให้หลบหลังเสาต้นใหญ่ ยืนโผล่หน้าเรียงกันเหมือนขั้นบันได สายตาจ้องมองไปที่ภาพเบื้องหน้าพลันฉากหนึ่งในนิยายปรากฏชัดในความทรงจำ
รองแม่ทัพหยางกอดร่างบางไว้แแ่ มือหนาลูบเรือนผมและแผ่นหลังของนางราวกับกำลังพรอดรักกันเพียงแต่พวกเขายืนอยู่ไกลนักจึงไม่ได้ยินว่าพูดคุยอะไรกันบ้าง
“คุณหนู อย่าดูเลยเ้าค่ะ” เมิ่งเซียงรีบห้ามกลัวว่าเ้านายจะปวดใจที่ได้เห็นคนเคยรักทำเช่นนั้น
“คุณหนู ข้าสั่งสอนเ้านั่นให้ดีหรือไม่ ทั้งที่แต่งงานกับคุณหนูแล้วแต่ก็ยังใกล้ชิดหญิงสาวผู้อื่น” เซี่ยหลานเฟิงเดือดดาลเพราะนึกถึงตอนที่เขาอุ้มมู่หรงเซียวมาส่งที่จวน อีกฝ่ายทำราวกับเขาเป็ชู้รักของหญิงสาวแต่เวลานี้ตัวเองกลับไม่น้อยหน้าใกล้ชิดคนที่ไม่ใช่ภรรยา
“ช่างเถอะ” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ถอนหายใจที่รู้ว่าเนื้อเื่ไม่มีทางเปลี่ยนไป
หยางเสวี่ยเฟยอิงแอบแนบชิดเสิ่นอวี้หลานถึงเพียงนั้น หากนางได้ยินคำตอบที่ถามเขาเมื่อตอนเช้าคงไม่พ้นคำว่า ข้าไม่ได้รักเ้า อย่างแน่นอน
จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าน้ำตารื้นโดยไม่รู้ตัว หยดน้ำตาร่วงหล่นเปียกศีรษะเมิ่งเซียงที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้างหน้า
“คุณหนู ร้องไห้ทำไมเ้าคะ” หญิงสาวรีบลุกขึ้นแล้วเช็ดน้ำตาให้ในขณะที่เซี่ยหลานเฟิงทำตัวไม่ถูก ส่วนมู่หรงเซียวรู้ว่าน้ำตาเป็ส่วนหนึ่งของฉากที่บรรยายไว้ว่าหญิงสาวเห็นภาพเบื้องหน้า น้ำตาไหลพรากไม่อาจกลั้น อิจฉาเสิ่นอวี้หลานยิ่งนักที่ได้รับความรักของหยางเสวี่ยเฟย
“ลมพัดเข้าตาข้า” นางกล่าวสั้น ๆ เพราะไม่อยากให้พวกเขาเป็ห่วงพลางเอ่ยชวนไปยิงธนูอย่างที่ได้นัดเสิ่นจื้อเหลียงเอาไว้ก่อนหน้านี้
เมิ่งเซียงมองหน้าเซี่ยหลานเฟิงแล้วส่ายหัวไม่รู้จะปลอบใจเ้านายอย่างไรเพราะนางบอกเองว่าไม่ได้รักแต่กลับร้องไห้เพราะเห็นเขาอยู่กับคนอื่น
วันนั้นทั้งวัน พวกเขาจึงคอยดูแลบุตรสาวแม่ทัพใหญ่เป็พิเศษ ตามใจนางทุกอย่างเพราะอยากให้ลืมเื่ที่เห็น ครั้นรอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้างามก็รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
คืนนั้น มู่หรงเซียวเข้านอนเร็วกว่าปกติเพราะฝึกธนูทั้งวันจนเมื่อยล้า ไม่สนใจว่าคนที่เคยนอนข้างกายจะกลับมาเมื่อใดราวกับต่างคนต่างอยู่
ครั้นอีกฝ่ายขยับเข้ามานอนใกล้ ๆ นางก็ขยับหนีจนท้ายที่สุดอิงแอบแนบชิดกันจนติดผนังด้านใน ลำแขนแข็งแกร่งยกพาดเอวเกาะหมับขยับใกล้แทบไม่เหลือช่องว่าง
ใบหน้านิ่วหันขวับมองคนด้านหลัง สายตาสบประสานกันเหมือนอย่างเคย “ข้าบอกว่าอย่าแตะต้องตัวข้า”
“ทำไมข้าจะทำไม่ได้” สีหน้าของเขาดูยียวน ยิ่งทำให้ไฟในใจมู่หรงเซียวเดือดพล่าน
“เฮอะ…” นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้อารมณ์เย็นลง “เ้าเคยจำคำพูดของตัวเองได้หรือไม่ เ้าบอกว่าไม่อยากแตะต้องตัวข้าแต่ที่ผ่านมามีคืนไหนบ้างที่เ้าทำอย่างที่พูด หยางเสวี่ยเฟยเป็ถึงรองแม่ทัพแต่กลับละเลยสิ่งที่เคยเอ่ยออกมาอย่างนั้นหรือ”
หยางเสวี่ยเฟยไม่ตอบอันใดแต่พลิกร่างบางนอนหงายแล้วเขาเป็ฝ่ายคร่อมเอาไว้ มือสองข้างจับขึงเหนือศีรษะ ใบหน้าโน้มลงมาห่างกันเพียงคืบจนลมหายใจร้อนผ่าวรดแก้มนวลพลันเสียงกระซิบเอ่ยว่า “ข้าอยากทำสิ่งใดย่อมได้”
“หยางเสวี่ยเฟย หัวเ้ามีปัญหาหรืออย่างไรจึงแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร” นางทำหน้ามุ่ย คิ้วขมวดไม่เข้าใจคนตรงหน้าอย่างยิ่ง
รอยยิ้มมีเลศนัยปรากฏบนใบหน้าชายหนุ่ม ริมฝีปากจรดหน้าผาก หากแต่มู่หรงเซียวเบือนหน้าหนี กระนั้นอีกฝ่ายก็ไล่ตามไม่ลดละ จุมพิตทั่วใบหน้าหญิงสาวจนกว่าจะได้ััริมฝีปากคนใต้ร่าง ยิ่งนางหันหนี เขายิ่งรุกเร้าหนักหน่วงไม่ยอมแพ้เช่นกัน
สายตาหญิงสาวโกรธเคืองที่โต้กลับไม่ได้ จะเช็ดใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยจูบก็ทำไม่ได้เช่นกันเพราะมือสองข้างถูกรั้งเอาไว้
“หยางเสวี่ยเฟย หากเ้าทำลงไปเพราะพระราชโองการก็อย่าล้ำเส้นให้มากนัก” นางเตือนคนตรงหน้า ไม่ชอบทุกอย่างที่เขาแสดงออกเพราะสิ่งเ่าั้ทำให้นางสับสนในใจราวกับรอคอยที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับเขามาเนิ่นนานแล้ว
พลันคิดในใจว่าความรู้สึกที่กำลังก่อตัวในใจของนางคือผลกระทบที่มาอยู่ในร่างของมู่หรงเซียว หญิงสาวที่รอคอยความรักจากหยางเสวี่ยเฟย
หากวันหนึ่งนางรู้สึกเหมือนอย่างที่มู่หรงเซียวรู้สึก ตัวนางเองจะเป็คนที่เสียใจไม่แพ้กัน เศร้าสร้อยผิดหวังอยู่ร่ำไปเพราะรู้อยู่ดีว่าท้ายที่สุดแล้วในใจของเขามีเพียงเสิ่นอวี้หลาน
ดวงตาสีทับทิมมีน้ำตาอีกครั้ง แววตาสั่นระริก เบือนหน้าหนีจากอีกฝ่าย
“ฮูหยิน เหตุใดจึงร้องไห้” เขาเอ่ยถามทันควัน “ข้าทำให้เ้าร้องไห้หรือ”
“ยังจะถามอีกหรือ หากไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ผู้ใด” มู่หรงเซียวเหลือบตามอง ทำหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์อยากเช็ดน้ำตาที่ไหลริน ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจึงอารมณ์อ่อนไหวปานนี้
“เ้าเพียงเสแสร้งใช่หรือไม่” สีหน้าเขาเหมือนไม่เชื่อเพราะไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
“…” หญิงสาวไม่ตอบ พยายามดิ้นให้หลุดพ้นแต่มือของเขาจับแขนสองข้างของนางไว้แน่นจนรู้สึกยอมแพ้จึงหลับตาครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “อยากทำอันใดก็เื่ของเ้า”
มู่หรงเซียวคิดในใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป อย่าได้ถามหาสิ่งใดจากคนตรงหน้าอีกเลย เขาก็เป็เพียงตัวละครในนิยายที่ไร้ลมหายใจ ดำเนินชีวิตไปตามบทบาทที่ถูกเขียนไว้ โชคดีนักที่ชีวิตนางร้ายลำดับที่สามของนางยังพอได้เจอความสงบสุขบ้าง แม้ว่าต้องอาภัพรักตลอดชีวิตก็ตาม
นับจากนี้ไม่อยากฝืนอะไรอีกแล้ว ปล่อยให้เื่ราวดำเนินต่อไป คอยบอกตัวเองไว้เสมอว่าอย่าได้หลงใหลในสิ่งที่เกิดขึ้น หากทำเช่นนั้นได้ท้ายที่สุดก็จะไม่เ็ป
“ฮูหยิน” เสียงคุ้นเคยเอ่ยเรียก มือสองข้างได้รับอิสระพลันปลายนิ้วเรียวอีกฝ่ายเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน “คำถามที่เ้าถามข้าเมื่อเช้า”
หญิงสาวมองอย่างไม่คาดหวังเพราะคิดว่าเขาลืมไปแล้ว แต่กลับได้ยินสิ่งที่แปลกประหลาดนัก หยางเสวี่ยเฟยผู้นี้ยิ้มกว้างแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ข้ารักเ้า”
“…” มู่หรงเซียวไม่พูดอันใดเพราะคิดว่าหูแว่ว ไม่เคยคาดคิดด้วยว่าหยางเสวี่ยเฟยจะพูดคำนี้กับนาง ความเป็ไปได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินราวกับตะวันขึ้นทางทิศตะวันตกยังเป็ไปได้มากกว่า
“เ้าอยากได้ยินไม่ใช่หรือ ข้าบอกว่า...ข้ารักเ้า” ชายหนุ่มเอ่ยย้ำอีกครั้ง
“น่าขันจริง ๆ” มู่หรงเซียวยิ้มบางไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด “ตอนได้รับพระราชโองการเ้ายังปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่อยากแต่งงานกับข้า เวลาเพิ่งผ่านไปได้ไม่ทันไรเ้ากลับเปลี่ยนคำพูดเป็สิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง หยางเสวี่ยเฟย ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าหากทำตามหน้าที่ ไม่ต้องแสดงให้สมบทบาทนักก็ได้”
“…”
“คืนนี้ก็ต้องทำใช่หรือไม่ เ้าบอกเองว่าต้องทำทุกวันจนกว่าข้าจะตั้งท้องลูกของเ้า” สายตาของนางราวกับปลงในชีวิต วันข้างหน้ามีเื่ราวอีกสามสี่อย่างที่จะต้องข้องเกี่ยวกับเขา ครั้นวันใดที่เขาเกลียดชังนางจนสุดหัวใจ วันนั้นหยางเสวี่ยเฟยจะเป็คนถอยห่างจากนางเอง
“ฮูหยินไม่สบายหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม “ใบหน้าเ้าร้อนผ่าว ดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอ หากอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเถิด” น้ำเสียงของเขาดูห่วงใยจนทำให้ใจนางสั่นไหวไปด้วย คิดในใจว่าเวลานี้อยากทำอะไรตามใจจะได้หรือไม่
มู่หรงเซียวหันหน้าหนี สะอื้นไห้แต่แล้วอ้อมแขนแข็งแกร่งกลับโอบกอดนางเอาไว้ ใบหน้างามซบหน้าอกหนาร้องไห้อย่างที่้า
“ข้าทำให้เ้าเสียใจถึงเพียงนั้นเลยหรือฮูหยิน” เขาถามไถ่ด้วยความอยากรู้เพราะไม่เคยเห็นนางร้องไห้ต่อหน้ามาก่อน
“เ้าบอกว่ารักข้าแต่ว่าเมื่อตอนกลางวันข้าเห็นเ้าอยู่กับนาง” หญิงสาวไม่คิดเก็บเื่เหล่านี้ไว้กับตัวเพราะรู้สึกหนักหน่วงในใจ ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมหัวใจของนางจึงเ็ปที่เห็นเขาทำเช่นนั้นและไม่อยากให้หยางเสวี่ยเฟยรักใครนอกจากตัวเอง
“ข้ากับผู้ใด”
“เ้ากับเสิ่นอวี้หลานกอดกันอยู่ในสวน”
“เ้าเห็นเช่นนั้นจึงร้องไห้เสียใจหรือ” หยางเสวี่ยเฟยโอบกอดคนในอ้อมแขนแน่นขึ้น “ฮูหยินเข้าใจว่าอย่างไรกัน”
มู่หรงเซียวเงยหน้ามองเขา ทำหน้ามุ่ย “เข้าใจว่าเ้ารักนางแล้วก็ไม่เข้าใจว่าเ้าจะมาบอกรักข้าทำไม เ้าวางแผนอันใดอยู่หรือ โกรธแค้นสิ่งใดหรือว่าเป็หน้าที่ที่ต้องทำ”
“หน้าที่ที่ต้องทำก็ใช่ ข้ารักนางก็ใช่…”
“หากเ้าไม่ได้หลอกลวงโป้ปดว่ารักข้า” นางเอ่ยสะอึกสะอื้น “ไม่ยักรู้ว่าเ้าเป็คนหลายใจ” หญิงสาวดันร่างอีกฝ่ายออกแต่กลับทำไม่ได้เพราะเขาไม่ยอมให้นางหลบหนี
“ข้ามีใจเดียว ข้าบอกว่ารักนางเหมือนน้องสาวต่างหาก บิดาของนางมีบุญคุณกับสกุลหยางยิ่งนัก ข้าจึงรับปากเขาว่าจะดูแลนางให้ดีเหมือนน้องสาวของข้า” หยางเสวี่ยเฟยไม่เข้าใจว่าทำไมเวลานี้จึงกล้าเอ่ยปากเล่าเื่ตัวเองให้คนอื่นฟัง ความรู้สึกในใจเหมือนได้ระบายออกไปเสียอย่างนั้น
“…” มู่หรงเซียวเศร้ากว่าเดิมเพราะจำไม่ได้เลยว่าครั้งหนึ่งชีวิตของหญิงสาวได้ยินคำพูดเช่นนี้ของเขา
หากเื่ราวดำเนินไปด้วยความรักแล้วเหตุใดบั้นปลายชีวิตของมู่หรงเซียวจึงน่าเศร้านัก นางทำได้เพียงมองชายที่ตัวเองรักจากที่ไกล ๆ สิ้นลมหายใจไปพร้อมความเกลียดชังของเขา
สุดท้ายแล้วคืนนั้นก็ผ่านพ้นไปด้วยดีเพราะหยางเสวี่ยเฟยโอบกอดนางเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ปลอบใจอยู่พักหนึ่งจนนางผล็อยหลับไปจึงค่อย ๆ เช็ดคราบน้ำตาอย่างแ่เบาแล้วห่มผ้าให้ก่อนจะจุมพิตหน้าผากเหมือนทุกคืน