หนึ่งรัตติกาล

    หนึ่งรัตติกาล ตอนที่ 50 : กระบี่น้ำแข็งออกโรง

    เหล่าชายหญิงต่างมองยังใบหน้าหล่อเหลาของหานลี่ ทั้งยังทำสีหน้าแบบงุนงง


    " พี่หาน ท่านพูดราวกับว่า เต๋าฝึกฝนได้ง่ายดายขนาดนั้น " เถียนป๋อเอ่ยออกมา


    " เสี่ยวป๋อไร้มารยาท " เถียนจ้าเอ่ยเสียงเข้ม 


    " มิเป็นไร " หานลี่โบกมือไปมา 


    " ข้าเพิ่งหยั่งรู้เต๋าได้เพียงยี่สิบวัน ข้ากลับสามารถหยั่งรู้เต๋าขั้นต้นระดับสองได้ เจ้าว่าง่ายรึไม่ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " อืม " เถียนป๋อพยักหน้าช้าๆ


    เขาเองใช้เวลานานหลายปีกว่าที่จะหยั่งรู้เต๋าขั้นต้นระดับหนึ่งได้ สำหรับเขาแล้วนี่คือความยากชนิดที่การเดินข้ามกองไฟยังง่ายกว่า 


    " เช่นแล้ว พี่หาน ท่านช่วยแสดงเต๋าให้ข้าดูทีเผื่อข้าจะข้ามกำแพงใหญ่ได้เช่นท่าน " เถียนป๋อเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา


    " ได้สิ " หานลี่พยักหน้า 


    ชายหนุ่มปรับเปลี่ยนท่านั่งเป็นขัดสมาธิ แลยืดหลังตั้งตรง " จะเริ่มแล้วนะ "


    " อึ้ม " ชายหนุ่มแลหญิงสาวที่อยู่บนรถม้าต่างเร่งนั่งขัดสมาธิในทันใด 


    " เต๋าคือสิ่งใด " หานลี่เอ่ยออกมา 


    " ข้ารู้อยู่แล้ว " เถียนป๋อเอ่ยออกมาในทันใดเมื่อได้ยิน


    " เต๋าก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือเต๋า " หานลี่เอ่ยออกมา


    " แม้นหากเราเข้าใกล้กับเต๋าได้มากเท่าใด เราก็จะสัมผัสกับธรรมชาติได้มากเท่านั้น " หานลี่เอ่ย


    " ทุกสิ่งที่อยู่รอบกายของเราที่ก่อกำเนิดจากธรรชาตินั้น ล้วนแล้วแต่คือเต๋า " หานลี่เอ่ย


    ชายหนุ่มยกฝ่ามือขึ้น พลางวาดโบกไปมา " วู๊มม " พลันปรากฎลามวายุพัดพาอย่างบ้าคลั่ง 


    " อา " เถียนป๋อร้องครางออกมาในทันใด ทั่วร่างของเขาพลันแข็งทื่อ 


    มิเว้นแม้นแต่เถียนจ้านที่แข็งทื่อ เขาเองก็สัมผัสเต๋าขั้นกลางได้แล้ว แต่เขาเองกลับมิสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้มากมายขนาดนี้ 


    " องค์ความรู้ที่ข้ามีนั้น หาได้เทียบเคียงเจ้าไม่ " เถียนจ้านพูดในใจ 


    " สัมผัสสิ หลับตาแลครุ่นคิดถึงสายลม สายลมก่อกำเนิดมาจากที่ใด สัมผัสมันให้ได้ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " อืม " เถียนจ้านพยักหน้าช้าๆ พลางครุ่นคิดถึงต้นกำเนิดของสายลม 


    " มิว่าจะเป็นขุนเขา สายน้ำ ทะเลทรายอันแห้งแล้ง ทุกที่นั้นล้วนแล้วมีสายลม " หานลี่เอ่ยออกมา


    หานลี่มองยังเถียนจ้าน ที่หลับตาทำหน้านิ่ว ทั้งสองหมัดยังกำแน่น


    " ปล่อยใจให้สบาย อย่าเคร่งเครียด " หานลี่เอ่ยออกมา


    " อืม " เถียนจ้านพยักหน้า พลางผ่อนคลายร่างกาย 


    " นายน้อยเราถึงสำนักบัณฑิตแล้วขอรับ " คนขับรถม้าเอ่ยออกมา


    " ฮื่อห์ " เถียนจ้านถอนหายใจออกมาอย่างแรง เขาเปิดเปลือกตาขึ้น 


    สองตามองจ้องยังหานลี่ " เจ้าหยั่งรู้ได้เช่นใด " เถียนจ้าเอ่ยออกมา


    " เสมือนข้าคล้ายจะสัมผัสได้ แต่กลับมิได้ เสมือนใกล้ แต่แท้จริงแล้วกลับไกลห่าง " เถียนจ้านเอ่ยออกมา


    " เจ้ายังนิ่งมิพอ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " เพราะเมื่อครู่เร่งรีบเกิน จึงมิอาจที่จะถลำลงลึกไปมากกว่านั้น " หานลี่เอ่ยออกมา


    " เห็นจะจริงอย่างที่เจ้าว่า " เถียนจ้านเอ่ยออกมา 


    " ไปกันเถิด " เถียนจ้านเอ่ยออกมา


    " อืม " หานลี่พยักหน้า แลหยัดกายลุกยืน 


    " เจ้าลงไปก่อนเลย " เถียนจ้าเอ่ยออกมา 


    " อืม " หานลี่พยักหน้าแลก้าวเดินไปยังทางเข้า มือหนึ่งยื่นเหยียดออกไปเปิดผ้าม่าน 


    เขาก้าวเดินลงจากรถม้า สองตากวาดมองทั่ว พลางพยักหน้า 


    สำนักบัณฑิตอันโด่งดัง ตั้งเด่นอยู่บนยอดภูเขาใหญ่ มีบันไดสามพันขั้นเปรียบเสมือสามพันสรรคาใช้เดินขึ้นไปยังสำนักบัณฑิต 


    อาณาเขตของสำนักบัณฑิตนั้นกว้างใหญ่ กลืนกินพื้นที่ไปหลายหมื่นแสนลี้ 


    ภูเขาน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายทั่วอาณา ยอดภูเขาแต่ละยอดปรากฎมีตำหนักหลังใหญ่ ตามไหล่ลาดเชิงเขาปรากฎตำหนักเล็กอยู่ทั่ว


    " สหายข้า ต้องเดินไต่สามพันบันไดไปยังยอดภูเขาให้ได้ นี่คือการทดสอบบทแรก " เถียนจ้านเอ่ยออกมา


    " อืม " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " ข้าส่งพวกเจ้าได้เพียงแค่นี้ ที่เหลือขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเจ้า " เถียนจ้านเอ่ยออกมา


    " ขอรับ " เถียนป๋อพยักหน้าช้าๆ 


    " ไปเถิด " หานลี่เอ่ยออกมาแลผินกายเดินฝ่าผู้คนมากมาย เข้าไปยังซุ้มประตูใหญ่ที่กว้างราวห้าสิบจ้าง 


    หน้าประตูพบพานศิษย์ของสำนักบัณฑิตหลายคน ยืนตรวจสอบคุณสมบัติของผู้คน


    ร่างสูงยืนสงบนิ่งรอเวลาเรียก สองตาของเขาชำเลืองมองยังเหล่าคุณหนูคุณชายทั้งหลายที่แต่งตัวงดงาม ผ้าแพรไหมป่านชั้นดีถักทอขึ้นรูปงดงามตระการตา


    ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างอย่างแผ่วเบา พลางส่ายหน้าช้าๆ 


    " พี่หาน พวกข้าคงมิอาจร่วมทางทดสอบกับท่านได้แล้ว " เถียนป๋อเอ่ยออกมา 


    หานลี่ผินกายกลับ มองยังเถียนป๋อ 


    " เหตุใดรึ " หานลี่เอ่ยถาม


    " เอ่อ " เถียนป๋อก้มหน้ามองต่ำ พลางชำเลืองหางตาออกด้านข้าง 


    เห็นเช่นนั้น หานลี่จึงผินกายมองตาม " ตระกูลหมงรึ " หานลี่พึมพำ 


    " พวกเจ้าไปเถิด " หานลี่เอ่ยออกมา 


    " ขอรับ " เถียนป๋อพยักหน้าแลเร่งทะยานร่างจากไปอย่างรวดเร็ว


    " หึ " หานลี่มองยังตระกูลหมงพลางแสยะยิ้ม เขาผินกายกลับแลมองไปยังซุ้มประตู 


    " คนต่อไป " เสียงหนึ่งร้องดังลั่น 


    หานลี่เดินเข้าหาศิษย์ผู้นั้น พลางใช้สองมือยื่นหนังสือแนะนำตัวออกไป 


    ศิษย์ผู้นั้นรับหนังสือแนะนำตัวพลางเปิดอ่าน " เจ้าคือหานลี่ " ศิษย์ผู้นั้นเอ่ย


    " เป็นข้า " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " อืม " ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าช้าๆ 


    " หลอมรวมวิญญาณระดับหก อายุห้าสิบ " ศิษย์ผู้นั้นร้องตะโกนสุดเสียง 


    " ฮ่า ฮ่า ฮ่า " พลันปรากฎเสีงหัวเราะดังสนั่นทั่ว หมู่ชนมากมายต่างส่งเสียงพูดคุยทั้งยังชักสีหน้าใส่ 


    " มันตลกอันใด " หานลี่พึมพำ


    " ข้าจะบอกให้ ต้วเจ้าสำหรับสำนักแล้ว ถือว่าไร้ค่า " ศิษย์ผู้นั้นเอ่ยออกมา


    " หากมิมีหนังสือแนะนำตัวจากตระกูลเถียน ข้าจะตะเพิดเจ้ากลับไปแล้ว " ศิษย์ผู้นั้นเอ่ย


    " สวะ " ศิษย์ผู้นั้นร้องตะโกนออกสุดเสียง


    " ฮื่อห์ " หานลี่ถอนหายใจออกมาอย่างแรง สองหมัดของเขากำแน่น สองตามองจ้องยังศิษย์ผู้นั้น


    " ข้าเข้าไปได้รึยัง " หานลี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดุดัน


    " เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด " ศิษย์ผู้นั้นเอ่ยออกมา 


    " อยู่ที่ข้า ข้าจะให้เจ้าเข้าไปรึไม่ มันอยู่ที่ข้า " ศิษย์ผู้นั้นเอ่ยออกมา 


    ท่าทางที่หยิ่งยโสอวดดีปรากฎอยู่ทั่วร่างของศิษย์ผู้นั้น มันยืดอกเชิดหน้าอย่างมาดมั่น 


    สองตาของมันเหยียดมองอย่างดูแคลนต่อผู้ที่ต่ำต้อยกว่า แต่กลับก้มหน้ามองต่ำกับผู้ที่เหนือก่า


    " เจ้ารออยู่ที่นี่ จนกว่าข้าจะพอใจแลปล่อยเจ้าไป " ศิษย์ผู้นั้นเอ่ยออกมา


    " คนต่อไป " ศิษย์ผู้นั้นร้องตะโกนสุดเสียง


    " ยังมิทันได้เข้าสำนักก็ต้องพบกับเรื่องราวเช่นนี้แล้ว หากฝีนเข้าไปมีหวังมิตกตายก่อน คงกลายเป็นทาสรับใช้ของใครสักคน " 


    " อายุมากถึงห้าสิบแล้ว แต่กลับมีขั้นฝึกเพียงหลอมรวมวิญญาณระดับหก ถามจริงๆเถอะว่าฝึกเช่นใดใยจึงช้านัก "


    เสียงผู้คนมากมายต่างพูดคุยกัน บางครู้สึกสงสาร บางคนเหยียดหยาม 


    " รอก่อนเถิด " หานลี่พูดในใจ


    " รึว่า เพราะตระกูลหมง " หานลี่พึมพำ


    หานลี่ผินกายกลับ มองจ้องยังกลุ่มคนตระกูลหมงทั้งสิบ ที่นั่งดื่มสุราอย่างสบายอารมณ์


    " ทั้งหมดเพียงขั้นหลอมรวมฟ้าดินระดับสามแลสี่ " หานลี่พึมพำ 


    " จะสังหารพวกมันเช่นใด จึงจะมิมีผู้ใดพบเห็น " หานลี่พึมพำ 


    " ใช่ กระบี่น้ำแข็ง " หานลี่พึมพำ 


    หานลี่ยืนกอดอก พลางเพ่งสมาธิ " วู๊มมม " พลันปรากฎกระบี่น้ำแข็งบางใส บางใสเสียจนมิอาจตรวสอบสัมผัสได้ ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ 


    " ไป " หานลี่ตวัดสองนิ้วที่กอดอกอยู่ 


    " ฟิ้ว " กระบี่น้ำแข็งพุ่งทะยานเข้าหาคนตระกูลหมงอย่างรวดเร็ว 


    " ฉึก " กระบี่น้ำแข็งเจาะทะลวงกลางหว่างคิ้วของคนตระกูลหมง ทะลวงออกหลังศีรษะแลพุ่งทะยานเข้าเจาะกลางหว่างคิ้วของตนถัดไป ถัดไปจนหมดสิ้น


    กระบี่น้ำแข็งรวดเร็วเสียจนมิอาจมองได้ทัน สิบกระบวนท่าสังหารของกระบี่น้ำแข็งใช้เวลาเพียงกระพริบตา


    " กรี๊ดดดด " เสียงหญิงสาวกรีดร้องดังลั่น