หลังจากทำลายเสื้อของอวี้กงแล้ว นางมารปิงโหย่วโน้มหน้าลงมาเพื่อจะช่วงชิงรสสัมผัสริมฝีปากอวี้กง หากแต่อีกฝ่ายนั้นหันหน้าหนี
“ฮิฮิ ท่านอวี้กงน่ารักจริง ๆ เหมาะสมที่จะเป็นคู่ฝึกยุทธ์กับฉัน เหยื่อของฉันส่วนมากมักจะหันหน้าหนีแล้วมองฉันด้วยสายตารังเกียจ บางคนก็ตะโกนด่าฉัน แต่ท่านไม่ทำแบบนั้น ช่างเป็นชายที่เหมาะสมกับฉันจริง ๆ หน้าตาหล่อเหลาราวเทพเซียน รูปร่างก็ชวนให้สตรีทั้งหลายอยากพลีกายให้ ฉันคิดว่าหากได้ท่านเป็นคู่ครอง ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับชายใดอีก เพราะไม่มีใครยอมรับในตัวฉันได้มากเท่าท่านอีกแล้ว” นางมารปิงโหย่วกล่าวจบก็จับที่หน้าอวี้กงให้หันมาหาเธอ เธอพยายามประกบริมฝีปากบางของเธอเข้ากับอีกฝ่าย แต่อวี้กงกลับปิดปากแน่น จนเธอหงุดหงิด
“ดื้อเงียบเหรอคะท่านอวี้กง ถ้าอย่างนั้นคงต้องทำให้ใช้แรงจนหมด จะได้ไม่มีแรงขัดขืน ฮิฮิ” กล่าวจบนางมารปิงโหย่วก็ประทับริมฝีปากของเธอเข้าที่ซอกคอของอวี้กง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ ดังนั้นเธอจึงกระตุ้นด้วยการไล้ริมฝีปากลงมายังยอดอกของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ได้รับกลับยังคงเป็นความเงียบ ทำให้ความอดทนของนางมารปิงโหย่วหมดลง
“ฮึ่ย สุดท้ายท่านก็เหมือนพวกผู้ชายคนอื่นที่รังเกียจฉันสินะ ถ้าอย่างนั้นมาลองดูกันว่าฉันจะทำให้ท่านมีอารมณ์ร่วมได้ไหม” นางมารปิงโหย่วที่เริ่มอารมณ์เสีย เธอใช้มือคว้าเข้าที่ส่วนสงวนที่อยู่ภายใต้กางเกงวอร์มของอีกฝ่ายทันที พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เพราะเธอเริ่มเห็นปฏิกิริยาบนใบหน้าของอีกฝ่ายที่เริ่มขึ้นสีเล็กน้อย
“ดูเหมือนว่าตรงนั้นของท่านจะซื่อสัตย์มากกว่าตัวท่านซะอีกนะคะ ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ ฉันขอดูสีหน้าตอนฉันใส่สิ่งนี้ของท่านเข้าไปในร่างกายของฉันหน่อยนะคะ” กล่าวจบนางมารปิงโหย่วก็ถอดกระโปรงกับกางเกงในของเธอออก
จากนั้นดึงกางเกงวอร์มของอวี้กงลง จนเผยให้เห็นสิ่งที่เธอสัมผัสได้เมื่อครู่ ดูเหมือนสิ่งนั้นจะพร้อมใช้งานแล้ว
“อา ดูเหมือนท่านอวี้กงจะพร้อมแล้ว ถ้าอย่างนั้น ฉันกินเลยนะคะ” นางมารปิงโหย่วจับแท่งหยางของอีกฝ่ายให้แทรกเข้าไปในตัวเธอ แต่อยู่ ๆ เธอก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดบริเวณตันเถียน เธอจึงก้มลงมองไปที่ท้องน้อยของตัวเอง
สิ่งที่นางมารปิงโหย่วเห็นคือกระบี่สีดำสนิท ใบกระบี่มีประกายแสงเล็ก ๆ เต็มไปหมดราวกับดวงดาว ซึ่งมันเป็นกระบี่ระดับราชันย์ทรราช ที่กำลังแทงเข้าไปที่ตันเถียงของเธอ โดยจุดที่กระบี่เล่มนี้ออกมาคือบริเวณกล้ามหน้าท้องของอวี้กง ซึ่งมีการบิดเบี้ยวของอากาศ แสดงให้เห็นว่ามันถูกเรียกออกมาจากมิติที่ไว้ใช้เก็บของ
“อึ๊ก อะไรกันขยับตัวไม่ได้” นางมารปิงโหย่วตกใจมาก เมื่อกี้เธอพยายามขยับตัวออกห่างจากอวี้กง แต่ก็พบว่าร่างกายของเธอไม่ฟังคำสั่งของเธอเลย
“เจ้าต้องชดใช้กับสิ่งที่ได้กระทำลงไป กระบี่นั่นชื่อกระบี่กลืนดารา เป็นของคนน่ารังเกียจที่ชื่อเหยียนเฉิน หลังจากข้าสังหารมันได้ กระบี่นี้ถูกข้านำมาเก็บไว้เพราะกลัวจะถูกคนชั่วนำไปใช้ ไม่คิดว่าจะมีประโยชน์ตอนนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยให้ประชิดตัวได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ ข้าแค่ต้องการให้เจ้าเข้าใกล้ให้มากพอที่จะปลดปล่อยกระบี่นี้ในระยะประชิดไปที่ตันเถียนของเจ้าต่างหาก แต่ดูเหมือนเจ้าจะยังระวังตัวอยู่โดยแทบไม่ได้ลดพลังปราณที่คุ้มกายลงเลย มีเพียงช่วงจังหวะเมื่อครู่ที่เจ้ากำลังจะสูบปราณจากข้าเท่านั้นทีเจ้ายกเลิกปราณคุ้มกายของตัวเอง จึงเป็นโอกาสเหมาะให้ข้าสามารถใช้กระบี่นี้ได้ แม้จะใช้ได้เพียงเสี้ยววินาที แต่ก็พอที่จะทำลายตันเถียนของเจ้าได้ ตอนนี้พลังปราณของเจ้ากำลังไหลออกมา แต่กระบี่กลืนดารานี้สามารถดูดซับพลังปราณเหล่านั้นได้ ดังนั้นข้าจะขอเรียกสิ่งนี้ว่าสิ่งที่ต้องจ่ายเมื่อคิดจะเล่นงานข้า” อวี้กงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ หากช้ากว่านี้อีกนิด เขาคงจะเสียครั้งแรกให้นางมารปิงโหย่วไปแล้ว
นางมารปิงโหย่วพยายามจะขยับร่างกายออก แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เมื่อเธอมองดูก็พบว่าทั้งตัวของเธอเต็มไปด้วยอักขระที่เธอไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง
“นี่มันอะไรกัน” นางมารปิงโหย่วมองที่ร่างของตัวเอง แล้วมองไปที่อวี้กง
“มันคืออักขระลมปราณ ที่เจ้าทำเมื่อกี้มันก็ลำบากข้าในการตั้งสมาธิเพื่อเขียนมันพอสมควร จากการใช้ค่ายกลทำให้ข้ารู้ว่าถ้าจะตรึงเจ้าไว้ คงต้องใช้อักขระชุดใหญ่ถึงจะตรึงเจ้าเอาไว้ได้นานหน่อย และข้าต้องอดทนรอจนถึงเมื่อครู่” ไป่ฉีพูดพร้อมกับกระตุกกำไลน้ำแข็งที่ข้อมือจนแตก ตามด้วยทำลายห่วงตรงข้อขาของเขา
เขาค่อย ๆ ขยับร่างออกมาและใส่กางเกงให้เรียบร้อย ก่อนจะยืนขึ้น
'บัดซบ ข้าเกือบโดนนางกินไปแล้ว' ไป่ฉีสบถในใจ
“ทั้งหมดนั่นวางแผนไว้งั้นเหรอ” นางมารปิงโหย่วตื่นตระหนกทันที เรื่องที่ทำลายค่ายกลนั่นเป็นแผนที่อวี้กงเตรียมไว้งั้นเหรอ
“ใช่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าการยั่วของเจ้าได้ผลทีเดียว แต่อย่าหวังว่าข้าจะเอามันสอดเข้าไปในตัวเจ้าเลย ข้ารังเกียจ” ไป่ฉีพูดย้ำอีกครั้ง เขาเกลียดคนประเภทนี้มากที่สุด เพราะคนแบบนี้ทำให้พี่บุญธรรมของเขาต้อง…...
“อย่าได้ใจไปหน่อยเลย” นางมารปิงโหย่วพยายามโคจรปราณอีกครั้ง ทำให้อักขระลมปราณเริ่มสั่นราวกับพวกมันกำลังจะถูกทำลาย
“กลืนดาราเอ๋ย ได้เวลาทำหน้าที่ของเจ้าแล้ว” ไป่ฉีส่งปราณไปกระตุ้นอักขระลมปราณบนตัวนางมารปิงโหย่ว ส่งผลให้พลังปราณของเธอถูกถ่ายโอนเข้าไปในใบกระบี่กลืนดารา
“ไม่นะ ท่านจะชิงปราณของฉันไปแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ยุติธรรม ปากบอกเป็นฝ่ายธรรมะแต่กลับทำเรื่องแบบนี้ ท่านมันก็เป็นมารเหมือนกับฉันนั่นแหละ” นางมารปิงโหย่วพยายามหาเหตุผล เพื่อให้อวี้กงหยุดการดูดกลืนพลังปราณของตน เธอต้องทุ่มเทแรงกายในการสูบพลังมามาก กว่าจะสามารถบรรลุมาถึงขั้นนี้ได้
“ข้าจะให้เจ้าชดใช้สิ่งที่เจ้าทำกับผู้อื่น จะให้ปล่อยไปโดยไม่ให้จ่ายค่าเสียหายคงจะไม่ได้ซะด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“หนอย พลังของเรากำลังลดลงเรื่อย ๆ กระบี่นี่ดูดพลังปราณเร็วเกินไปแล้ว” นางมารปิงโหย่วพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อให้หลุดออกจากอักขระลมปราณ
ใช้เวลาไม่นาน พลังปราณของนางมารปิงโหย่วก็ถูกดูดเข้าไปในกระบี่กลืนดาราจนหมด ไป่ฉีเดินเข้าไปดึงกระบี่ออกมา นางมารปิงโหย่วมองเขากลับมาด้วยสายตาเคียดแค้น
“ทีนี้รู้ความรู้สึกของคนที่ถูกชิงลมปราณรึยังล่ะ พวกเขาต่างฝึกฝนกันอย่างยากลำบาก แต่วิชาของเจ้ากลับช่วงชิงช่วงเวลาอันยากลำบากไปจากพวกเขา ข้าจึงใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันกับเจ้า จากนี้กลับไปใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปซะ แล้วเจ้าจะรู้ว่าการอยู่ไม่สู้ตายมันเป็นยังไง” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับนำมือไปวางบนศรีษะของนางมารปิงโหย่ว ก่อนจะส่งพลังปราณไปทำลายเส้นชีพจรลมปราณของเธอทั้งหมด จรทำให้เธอกระอักก้อนเลือดคำโตออกมา
“อ็อก อวี้กง ไอ้สารเลว โอ๊ก ฉันจะไม่ลืมความแค้นนี้แน่” นางมารปิงโหย่วมองหน้าของอวี้กง เธอไม่เคยแค้นใครเท่านี้มาก่อน คนที่ทำให้เธอต้องสูญเสียอำนาจที่เพิ่งได้มาภายในพริบตา
“จากนี้ก็จงไปสำนึกผิดในเจดีย์สำนึกตนเสียเถอะนางมารปิงโหย่ว” เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น ทำให้สายตาของนางมารปิงโหย่วและไป่ฉี หันไปมองยังต้นเสียง
กลุ่มคนที่มาถึงที่เกิดเหตุ มี 2 คนที่ถือธงอยู่ ไป่ฉีจำได้ว่าเป็นธงของเส้าหลินกับธงของตำหนักเทพมังกรคราม ที่จริงก่อนที่เขาจะมา เขาได้ทำการเปิดประตูมิติเพื่อนำกองกำลังของทั้ง 2 มาที่นี่แล้ว เพียงแต่ให้คนเหล่านี้ซ่อนตัวเอาไว้ก่อน เพราะเขามีแผนที่จะทำลายวรยุทธ์ของนางมารปิงโหย่ว เพื่อให้ง่ายต่อการคุมตัว และป้องกันไม่ให้สามารถหลบหนีได้
“คุมตัวไปได้เลย ตอนนี้เธอบาดเจ็บสาหัสอยู่ คงฝึกยุทธ์ไม่ได้อีกตลอดชีวิต หากไม่มีหมอเทวะที่สามารถปรุงโอสถ ลมปราณคืนชีพ ซึ่งเป็นโอสถชั้นสูงมาให้ เธอก็จะไม่สามารถทำร้ายใครได้อีก” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านเสี่ยงมากเลยนะท่านอวี้กง หากท่านถูกสูบพลังไป คงไม่มีใครต้านทานนางมารได้แน่” หลงเทียนหมิงที่เป็นคนนำกองกำลังของตำหนักเทพมังกรครามมากล่าวขึ้น
“จากนี้เป็นหน้าที่ของท่านกับไต้ซือที่จะต้องเค้นเอาตำแหน่งที่ตั้งของสมาคมการค้าตะวันดับจากนาง ที่จริงมีโอสถอยู่ตัวหนึ่งที่สามารถทำได้ เพียงแต่ไม่สามารถหาวัตถุดิบได้แม้แต่อย่างเดียว คงต้องให้นางอยู่ในเจดีย์สำนึกตนไปก่อน” ไป่ฉีกล่าว เขาไม่สามารถใช้วิชาอ่านความทรงจำได้ในตอนนี้ เพราะเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บภายในเหมือนกัน
“ขอบคุณท่านมาก พวกอาตมาขอตัวก่อน” ไต้ซือกล่าวลาพร้อมกับเดินเข้าประตูมิติที่อวี้กงเปิดไว้ให้
“ตำหนักเทพมังกรคราม ถือว่าติดหนี้ท่านแล้ว หากมีสิ่งใดที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ ทางเรายินดีช่วยเหลือเต็มที่” หลงเทียนหมิงกล่าว พร้อมกับเดินตามไต้ซือและกลุ่มของสำนักเส้าหลินไป
ไป่ฉีมองจนกลุ่มทั้ง 2 เข้าไปยังประตูมิติจนหมด ก่อนจะทำการปิดประตูมิติ แล้วรีบวิ่งไปหาคนของตระกูลไป๋ จากเท่าที่ดู ไป๋กุ้ยอิงบาดเจ็บสาหัสที่สุด เขาจึงรีบประคองเธอขึ้นมาจากนั้นก็เริ่มใช้พลังปราณกระตุ้นการฟื้นตัว ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที บาดแผลภายนอกก็หายสนิท
“แคก ๆ” ไป๋กุ้ยอิงสำลักเลือดเสียออกมาคำโต
“พอจะนั่งได้ไหมพี่กุ้ยอิง เดี๋ยวผมจะ….อุ๊บ” ไป่ฉีเบิกตากว้าง เมื่อเขาถูกสตรีในอ้อมแขนโน้มคอเขาเข้าไปจูบ แต่เขาก็รีบดันไป๋กุ้ยอิงออกทันที
“อา ขอโทษนะครับพี่กุ้ยอิง ผมรู้ความรู้สึกของพี่ แต่ไม่สามารถที่จะตอบรับมันได้ เพราะผมได้มอบหัวใจของผมให้กับคนคนหนึ่งไปแล้ว” ไป่ฉีมองไป๋กุ้ยอิงด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“ถ้าไม่เกิตเหตุการณ์นี้ขึ้น ฉันคงไม่คิดที่จะบอกความรู้สึกนี้ออกไป แต่ฉันขอถามหน่อยได้ไหม ถ้านายเจอฉันก่อนเธอคนนั้น นายจะรักฉันรึเปล่า” ไป๋กุ้ยอิงจ้องตาของไป่ฉี เพื่อรอคำตอบ
“เธอคนนั้นเป็นรักแรกพบของผม ผมตอบไม่ได้ว่าหากผมพบพี่ก่อน ผมจะรักพี่เหมือนกับที่รักเธอคนนั้นรึเปล่า ตอนนี้พี่นั่งก่อนเถอะ ผมต้องฝังเข็มเพื่อขับเลือดเสียในตัวพี่ออกให้หมด” ไป่ฉีตัดบททันที
ไป๋กุ้ยอิงนั่งหันหลังให้กับไป่ฉี ร่างกายของเธอสั่นเพราะพยายามกลั้นความเสียใจเอาไว้ ไป่ฉีคือชายคนแรกที่เธอรัก และเป็นคนแรกที่หักอกเธอ ความรู้สึกสูญเสียนี้ทำให้เธอยากที่จะอดกลั้นได้อีกต่อไป เธอร้องไห้ออกมา ท่ามกลางสายตาของไป๋ชินหลงและเหล่าผู้อาวุโสของตระกูล
วันนี้ทั้งวันไป่ฉีทำการรักษาไป๋ชินหลงและผู้อาวุโสในตระกูล พร้อมจัดเทียบยาสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บภายในไว้ให้ ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับ โดยได้กำชับไป๋กุ้ยอิงไว้ว่าห้ามใช้พลังปราณหรือฝึกพลังปราณในช่วงนี้ เพราะเส้นชีพจรลมปราณบาดเจ็บอยู่ หากมีการใช้งานอาจทำให้เส้นชีพจรลมปราณบาดเจ็บจนอาจพิการได้
หลังกลับมาที่ห้อง ไป่ฉีทำการกินโอสถคืนร่าง แล้วนั่งลงคิดถึงเหตุการณ์วันนี้ เขาเกือบถูกขืนใจ แถมยังถูกขโมยจูบอีก
'อ๊าก ทำไมมันถึงวุ่นวายเยี่ยงนี้ ตอนข้าอยู่ที่โลกนู้นไม่เห็นมีสตรีใดรุกข้าหนักขนาดนี้สักคน เพราะแบบนี้ข้าถึงทำใจลำบากที่จะต้องปฏิเสธนาง(ไป๋กุ้ยอิง) แต่ข้าก็ไม่ชอบการมีภรรยาหลายคนอยู่แล้ว คงเพราะท่านอาจารย์ฟางเซียนที่พูดกรอกหูตั้งแต่เล็กเป็นแน่ หวังว่าไป๋กุ้ยอิงจะสามารถเจอชายที่ทำให้นางยอมรับได้นะ อ๊ะ จะว่าไปก็มีคนหนึ่งนี่นา หึหึ น่าสนใจจริง ๆ ลองวางแผนให้ทั้ง 2 คนเจอกันหน่อยดีกว่า' ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นเขาก็เริ่มร่างแผนการในหัวทันที
___________________________
มาเสิร์ฟแล้วครับ ^^ ไปพูดคุยกันในแฟนเพจได้นะครับ
