จารึกที่ 483 : ท้าทายอักขระมรณะ : แขกผู้เยือนยามราตรี
แสงดาวที่สาดส่องเหนือนครการค้าแสงดารา ไม่เคยหลับใหล ทว่าบรรยากาศบนยอดเขาหมึกจางกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบประดุจสุสานโบราณ ตำหนักศิลาสีดำสนิทตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางหมอกควันสีเทาที่ลอยอวลปกคลุมทั่วทั้งภูเขา
บันไดศิลาขั้นแรกที่เชื่อมต่อกับเชิงเขา มีอักขระ 'ตาย' (死) สีหมึกจางๆ สลักไว้อย่างเรียบง่าย ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมา กลับทำให้ผู้ฝึกตนที่มาดักซุ่มสังเกตการณ์อยู่ตีนเขา ต้องถอยร่นออกไปเป็นระยะทางนับร้อยจั้ง ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวล่วงล้ำเขตแดนแห่งนี้มาหลายวันแล้ว นับตั้งแต่ข่าวของ 'ปิ่นสะบั้นดารา' แพร่สะพัด
ภายในลานฝึกยุทธ์ของสำนัก เฟิงอวี้หรานกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนกำแพงศิลา มือข้างหนึ่งโยนไหสุราขึ้นรับอย่างเบื่อหน่าย "เหอะ! ข้านึกว่าพวกตระกูลใหญ่ในจักรวาลชั้นในจะใจกล้ากว่านี้เสียอีก ผ่านมาหลายวันแล้ว ยังไม่มีแมวตัวไหนกล้าเหยียบบันไดขึ้นมาทักทายพวกเราเลย"
ฉินมู่หลางที่กำลังขัดเงากระบี่ทัณฑ์สูญตาอยู่ใต้ร่มพฤกษาเซียน เอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้า "การไม่ผลีผลาม คือวิสัยของผู้มีปัญญา... อักขระที่อาเจียเขียนไว้ แฝงเจตจำนงแห่งการลบล้างของ 'อู๋' ผู้ใดที่จิตวิญญาณไม่แข็งแกร่งพอ หากฝืนก้าวเข้าไป เส้นชีพจรจะถูกความเสื่อมสลายกัดกินจนสิ้น... พวกเขากำลังประเมินกำลังของเราอยู่"
"การประเมินที่ยาวนานเกินไป ย่อมกลายเป็นความหวาดกลัว" อาเจียก้าวเดินออกมาจากหอคัมภีร์บรรพกาล ชุดคลุมสีครามพัดพลิ้วเบาๆ นัยน์ตาสูญตาทอดมองลงไปยังเชิงเขา "ทว่า คืนนี้... ความหวาดกลัวของบางคน คงพ่ายแพ้ต่อความกระหายใคร่รู้แล้ว"
สิ้นคำกล่าวของอาเจีย บรรยากาศรอบยอดเขาก็พลันหนักอึ้งขึ้นมาฉับพลัน!
หมอกควันสีเทาที่ลอยอยู่รอบบันไดศิลา เกิดการบิดเบี้ยวประดุจถูกมือที่มองไม่เห็นแหวกออก เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะ ดังก้องกังวานขึ้นมาจากเชิงเขา ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นศิลา ล้วนแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่หนักหน่วงประดุจขุนเขา
"มีคนมา!" เฟิงอวี้หรานกระโดดลงจากกำแพง เปลวเพลิงสีทองลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือ
"หนึ่งก้าว สองก้าว..." องค์หญิงน้อยที่ลอยอยู่ข้างอาเจีย เริ่มนับเสียงฝีเท้า "เจ้านาย คนผู้นี้ก้าวข้ามอักขระ 'ตาย' ของท่านมาแล้วเจ้าค่ะ! เจตจำนงแห่งการลบล้างของพี่อู๋ ไม่อาจเจาะทะลุการป้องกันของเขาได้"
"ผู้กล้าหาญ ย่อมมีของดีติดตัว" อาเจียมิได้ตื่นตระหนก เขาก้าวเดินไปรอรับแขกที่หน้าลานกว้าง
จากม่านหมอกเบื้องหน้า ปรากฏร่างของบุรุษชราผู้หนึ่งก้าวเดินขึ้นมาอย่างช้าๆ ชายชราผู้นี้สวมชุดเกราะอ่อนที่ถักทอจากเกล็ดสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างสูงใหญ่และกำยำผิดกับวัย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นประดับด้วยรอยแผลเป็นทางยาว ทว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุด คือ 'เขา' สีเงินผลึกที่งอกอยู่บนหน้าผาก บ่งบอกชัดเจนว่าเขามิใช่มนุษย์
"เผ่ามังกรดาราจักร..." ฉินมู่หลางหรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเดียวกับฝูงมังกรที่พวกเขาเคยปะทะในเขตแดนรกร้าง ทว่าชายชราผู้นี้ มีกลิ่นอายที่ลึกล้ำและเก่าแก่กว่าหลายสิบเท่า
ชายชราหยุดยืนห่างจากอาเจียสิบก้าว นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องชายหนุ่มชุดครามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งระแวดระวัง เลื่อมใส และหยิ่งทะนง
"ข้าน้อย 'อ๋าวซาง' ผู้นำเผ่ามังกรดาราจักรสาขาย่อยแห่งทิศอุดร... ขอคารวะท่านราชันหมื่นอักขระ" ชายชราประสานมือค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ทว่ายังคงรักษาความสง่างามของผู้นำเผ่าพันธุ์เอาไว้
"ท่านผู้นำอ๋าว มีเจตจำนงที่แข็งแกร่งยิ่งนัก จึงสามารถฝ่าอักขระต้อนรับของข้าขึ้นมาได้" อาเจียผายมือเชิญ "เชิญนั่งที่ศาลาศิลาเถิด การเดินทางขึ้นเขาคงทำให้ท่านเหนื่อยล้าไม่น้อย"
อ๋าวซางพยักหน้ารับ เดินตามอาเจียไปนั่งที่ศาลา เฟิงหลิงเออร์รินชาพฤกษาเซียนที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นให้แก่แขกผู้มาเยือน ชายชราจิบชาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางจอกลง
"ท่านราชัน... ข้ามิใช่คนชอบอ้อมค้อม ข้าขอพูดตามตรง" อ๋าวซางทอดสายตามองอาเจียอย่างจริงจัง "ลูกหลานของข้าในเขตแดนรกร้าง ส่งข่าวมาว่า... มีผู้ฝ่าพายุแม่เหล็กวิญญาณ โดยใช้ 'แก่นผลึกดารา' ของเผ่ามังกรเรา เป็นค่ายกลนำทาง... และเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าก็ได้เห็น 'ปิ่นสะบั้นดารา' ที่ท่านมอบให้ตระกูลลั่ว..."
อ๋าวซางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ในปิ่นเล่มนั้น... ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'วิหคกลืนภพ' ศัตรูคู่อาฆาตของเผ่ามังกรดาราจักรเรา! ท่านสามารถผสานเจตจำนงแห่งการตัดมิติ เข้ากับการกลืนกินของพวกมันได้อย่างไร?"
อาเจียระบายรอยยิ้มบางๆ ชายหนุ่มมิได้ประหลาดใจที่ผู้นำมังกรดาราจักรสัมผัสความลับของปิ่นเล่มนั้นได้ "ในวิถีแห่งความว่างเปล่า... สัจธรรมทุกแขนง ล้วนเป็นเพียงวัสดุที่สามารถนำมาประกอบกันใหม่ได้ ข้าเพียงแต่ยืมเจตจำนงของวิหคกลืนภพที่บังอาจมาขวางทางข้า มาหลอมรวมเข้ากับปิ่นเล่มนั้น เพื่อให้มันเป็น 'เหยื่อล่อ' ที่สมบูรณ์แบบ"
"เหยื่อล่องั้นหรือ..." อ๋าวซางเบิกตากว้าง "ท่านจงใจสร้างศัสตราที่แฝงกลิ่นอายของวิหคกลืนภพ เพื่อดึงดูดความสนใจของสมาพันธ์การค้า และขั้วอำนาจอื่น... ท่านกำลังจะประกาศสงครามกับพวกมันหรือ?"
"ข้ามิได้ประกาศสงคราม ทว่าข้ากำลัง 'จัดระเบียบ' กระดานหมากใหม่" อาเจียรินชาให้ตนเองอย่างเชื่องช้า "ท่านผู้นำอ๋าว เผ่ามังกรดาราจักรของท่าน เป็นสัตว์เทวะที่ทรงพลัง ทว่ากลับต้องหลบลี้อยู่ในเขตแดนรกร้าง หรือต้องพึ่งพาสมาพันธ์การค้าเพื่อความอยู่รอด... ท่านพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่เช่นนี้จริงหรือ?"
อ๋าวซางถอนหายใจยาว แววตาของผู้นำเผ่าพันธุ์ฉายแววขมขื่น "วิหารศักดิ์สิทธิ์ผูกขาดกฎเกณฑ์แห่งการเลื่อนขั้น สมาพันธ์การค้าผูกขาดทรัพยากร เผ่าพันธุ์โบราณอย่างพวกเรา หากไม่ยอมก้มหัวเป็นบริวาร ก็ถูกไล่ต้อนให้ไปอยู่ในเขตแดนที่แร้นแค้น... ปิ่นสะบั้นดาราของท่าน ทำให้ข้าเห็น 'ความหวัง' ว่ายังมีพลังอำนาจที่สามารถท้าทายกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้"
"หากท่านมาเพื่อขอซื้อศัสตรา... ข้าคงต้องปฏิเสธ" อาเจียวางจอกชาลง "ทว่า หากท่านมาเพื่อทวงถาม 'ความเป็นธรรม' ให้แก่เผ่าพันธุ์ของท่าน... สำนักหมื่นอักขระ ยินดีต้อนรับสหายเสมอ"
อ๋าวซางลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่กำยำสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นที่ถูกสะกดกลั้นมานาน เขามองลึกเข้าไปในนัยน์ตาสูญตาของชายหนุ่มชุดคราม พยายามค้นหาความสับปลับ ทว่าพบเพียงความจริงจังที่หนักแน่นดั่งขุนเขา
"เผ่ามังกรดาราจักรสาขาอุดร... ยินดีเป็น 'หูตา' ให้แก่สำนักหมื่นอักขระ ในนครการค้าแสงดาราแห่งนี้" อ๋าวซางประกาศกร้าว "พวกสมาพันธ์การค้า และตัวแทนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ กำลังเตรียมการใหญ่ในงานชุมนุมประมูล พวกมันมิได้มาเพื่อซื้อปิ่นของท่าน ทว่าพวกมันมาเพื่อ 'บีบบังคับ' ให้ท่านส่งมอบวิธีสร้างศัสตราให้แก่พวกมัน!"
"บีบบังคับข้า?" อาเจียเลิกคิ้ว รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนมุมปาก "ช่างเป็นพวกที่ยึดติดกับความยิ่งใหญ่จอมปลอมเสียจริง... ข้าอยากจะรู้ยิ่งนัก ว่าพวกมันจะใช้สิ่งใดมาบีบบังคับข้า"
"งานชุมนุมแสงดารา จะเริ่มขึ้นเมื่อดวงดาวสีชาดโคจรมาบรรจบกับจันทร์เสี้ยว" อ๋าวซางกล่าวเตือน "ท่านราชัน โปรดระวังตัวด้วย วิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ส่ง 'ผู้อาวุโสสถิตธรรม' ลงมาควบคุมงานนี้ด้วยตนเอง พวกมันอาจไม่ได้มาเพื่อเจรจา ทว่ามาเพื่อทำลาย!"
"ขอบใจท่านผู้นำอ๋าว สำหรับข่าวสารนี้" อาเจียประสานมือรับ "เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็จะไปร่วมงานประมูลเช่นกัน... เพื่อดูว่า พวกมันจะตีราคา 'สัจธรรม' ของข้าไว้ที่เท่าใด"
อ๋าวซางคารวะอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินลงจากยอดเขาไปอย่างเงียบเชียบ ประดุจเงาที่กลืนหายไปกับสายหมอก
เฟิงอวี้หรานเดินเข้ามายืนข้างอาเจีย "ดูเหมือนงานประมูลครั้งนี้ จะกลายเป็นลานประลองฝีปาก... หรืออาจจะประลองกำลังเสียแล้ว"
"ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด เราก็พร้อมเสมอ" ฉินมู่หลางลูบด้ามกระบี่ "ข้าอยากจะลองทดสอบวิถีกระบี่ของข้า กับพวกผู้อาวุโสแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ดูสักครา"
อาเจียหันหลังกลับ ทอดสายตามองตำหนักหมึกบรรพกาล "ปิงอวิ๋น ซิงเสวี่ย หลิงเออร์... เร่งเตรียมการให้พร้อม เราจะไปเยือนงานชุมนุมแสงดาราอย่างสมเกียรติแห่งสำนักหมื่นอักขระ!"
กงล้อแห่งโชคชะตาในจักรวาลชั้นใน ได้เริ่มหมุนวนอย่างแท้จริง การปรากฏตัวของอาเจียในงานประมูล จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะสั่นคลอนรากฐานของขั้วอำนาจโบราณทั้งมวล!