เมิ่งฝานสยบความตื่นเต้นในหัวใจแล้วก้าวเข้าไปยังเขตพื้นที่ของเมืองเฮยเฉิงที่เบื้องหน้ามันต่างไปจากด้านนอกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เพราะภายในนั้นคึกคักไม่น้อย
โดยรอบมีผู้คนสัญจรไปมาบนถนนไม่ขาดสาย ร้านค้าข้างถนนก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
แต่ไม่ว่าเมิ่งฝานจะมองไปที่ใดก็พบว่าผู้คนทั้งหลายนั้นล้วนแต่มีท่าทีที่คล้ายดั่งกำลังระวังภัยทั้งสิ้น
แม้จะกำลังย่างก้าวไปบนถนนก็ยังเคลื่อนพลังปราณออกมาพร้อมกับเกร็งไปทั้งร่างเพราะถึงอย่างไรแล้วสถานที่แห่งนี้ก็คือศูนย์รวมของความโกลาหลและคนชั่ว
หากไม่ระวังทุกสิ่งที่อยู่บนร่างอาจถูกปล้นไปจนหมดสิ้นถึงขั้นที่แม้แต่ชีวิตก็คงไม่อาจนำออกไปจากเมืองแห่งนี้ได้ฉะนั้นแล้วจึงต้องระแวดระวังให้ดีอย่างที่สุด
เมิ่งฝานเดินไปตามถนนของเมือง จากนั้นไม่นานก็เข้าไปในร้านค้าเพื่อเลือกซื้อของที่ตนเองต้องการเพราะของบำรุงที่เขาซื้อครั้งก่อนได้ถูกใช้ไปจนหมดตามกาลเวลาแล้ว
แต่ของในเมืองเฮยเฉิงแห่งนี้กลับมีราคาสูงจนน่าตกใจ เพราะมันแพงกว่าที่อื่นราวสามเท่าตัวจึงทำให้เมิ่งฝานรู้สึกเจ็บเข้ากระดูกดำ
ทว่าสิ่งที่เปิดโลกทัศน์ของเมิ่งฝานคือแม้ว่าสิ่งของในเมืองแห่งนี้จะมีราคาสูงแต่ก็มีหลายอย่างที่ไม่อาจตามหาข้างนอกได้โดยง่ายและมีชายฉกรรจ์ที่แข็งแกร่งไม่น้อยคอยดูแลจนนับได้ว่าเป็นตลาดมืดที่ไม่ธรรมดา!
เมิ่งฝานเดินไปโดยรอบถือเป็นการออกสำรวจ เสื้อคลุมสีดำบนร่างเขาดูธรรมดาไม่ผิดแปลกแต่การที่มีนกกระจอกแดงขนยาวเดินตามหลังกลับเป็นสิ่งที่ทำให้สายตาของผู้คนมากมายมองมาด้วยความประหลาดใจ
รูปลักษณ์เช่นนี้ เหตุใดจึงมีสัตว์อสูรที่อัปลักษณ์เช่นนี้ได้!
เมื่อนกกระจอกแดงขนยาวตัวนั้นมองไปยังเจ้าของสายตาประหลาดใจทั้งหลายมันก็ไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่งพลันตวาดเสียงดังอย่างเดือดดาล “มองสิ่งใดกัน พวกเจ้าไม่เคยพบเจอผู้ที่หล่อเหลาเช่นเหล่าฟูหรือไร!”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นมาก็สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้คนทั้งหลายบนถนน พวกเขารู้ดีว่าการที่สัตว์อสูรสามารถพูดภาษามนุษย์ได้นั้นหมายความว่าอย่างไรนั่นจึงทำให้ในเวลาต่อมาผู้คนทั้งหลายที่มองนกกระจอกแดงขนยาวต่างพากันก้มหน้าลงและไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาอีก
สัตว์ในขั้นราชาสัตว์อสูรนั้นถือเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนมากมายต้องตกตะลึงใช่ว่าทุกคนจะมีความกล้าไปเดินอยู่ข้างกายสัตว์อสูรเหล่านั้นเช่นเมิ่งฝานในยามนี้
เจ้าตัวนี้ เก่งที่จะทำให้ผู้คนตกใจเสียจริง
เมืองฝานลอบยิ้มแล้วเดินตรงไปยังจุดสิ้นสุดของตลาดมืดแห่งนี้แม้ว่าสิ่งของภายในตลาดมืดแห่งนี้จะมีอยู่มากมายแต่สิ่งที่เข้าตาเมิ่งฝานกลับมีน้อยนัก
ถึงอย่างไรแล้วเมื่อผ่านประสบการณ์การต่อสู้มานานถึงหนึ่งปีกว่าเมิ่งฝานก็มีโลกทัศน์ที่กว้างใหญ่ไม่น้อยสิ่งของธรรมดาทั้งหลายนั้นเขาเพียงแค่ปรายตามองแล้วข้ามผ่านไปเท่านั้น
เขาย่างก้าวต่อไป แล้วพบว่าก่อนจะถึงจุดสิ้นสุดของตลาดมืดนั้นมีกลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่
ที่หน้าประตูมีจอมยุทธ์สวมชุดเกราะยืนอยู่จำนวนหนึ่ง พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ยืนล้อมอยู่ด้านนอกเพื่ออารักขาสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ด้านหลัง
มันเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ตรงทำเลทองของตลาดมืด บ่งบอกว่าต้องเป็นผู้ที่ร่ำรวยอย่างยิ่งจึงจะมาอยู่ณ สถานที่แห่งนี้ได้ เมิ่งฝานช้อนสายตาขึ้นมองตามความสูงของมัน จากนั้นไม่นานพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ที่นี่คือจุดซื้อขายของล้ำค่าที่สุดของตลาดมืด เจ้ายังไม่คู่ควรไสหัวไปเสีย!”
เจ้าของเสียงนั้นคือชายฉกรรจ์ที่มุทะลุหากไม่พอใจผู้ใดก็จะพาตัวออกไปทันที เมิ่งฝานมองภาพเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาอยากรู้อยากเห็นเพราะนึกไม่ถึงว่าจะมีผู้ใดกล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้!
“หึหึ พวกเจ้ามีอันใดดีกัน ไม่ใช่เพียงเพราะมีพรรคจันทราเหมันต์คอยหนุนหลังหรอกหรือ!”
“นั่นสิ เอาเถอะ เหล่าจื่อไม่เข้าไปขายก็ได้!”
เสียงสนทนาเหล่านั้นดังเข้ามาในหูของเมิ่งฝาน และนั่นก็ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในเมื่อมันเป็นดั่งใจกลางของตลาดมืดแห่งเมืองเฮยเฉิงเขาก็อยากจะเข้าไปดูเสียหน่อย
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานจึงย่าวก้าวไปยังจุดหมาย
โดยรอบนั้นมีทหารองครักษ์อยู่จำนวนไม่น้อย ท่าทีอันดุร้ายของพวกเขาทั้งหลายทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปหาเมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานกำลังก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งในทหารองครักษ์จึงเดินขึ้นหน้าแล้วเอ่ยออกมาเสียงเข้ม
“นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่เดินเล่น ไสหัวไป!”
น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าทหารเหล่านี้เหิมเกริมและใช้อำนาจจนเป็นนิสัยน้ำเสียงจึงคล้ายดั่งว่าเหนือกว่าผู้อื่นเช่นนี้
แต่สำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้น เขาไม่อยากเสียเวลาไปสนใจคนพวกนี้และที่สำคัญที่นี่คือดินแดนที่ไม่อาจใช้การพูดจาแก้ไขปัญหาใดๆได้
ฝ่ามือใหญ่ของเมิ่งฝานคว้าเข้าที่ไหล่ของชายฉกรรจ์ตรงหน้าก่อนจะโยนเขาออกไป
ฟิ้ว!~
ร่างของทหารผู้นั้นลอยขึ้นไปในอากาศจนกลายเป็นเส้นโค้งที่สวยงามซึ่งนั่นก็ทำให้สีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบเปลี่ยนไปเพราะนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะตรงไปตรงมาเช่นนี้!
แล้วในเวลาต่อมาบรรดาทหารองครักษ์ทั้งหลายก็เดินขึ้นหน้า ทว่าเมื่อพวกเขาปล่อยพลังปราณแผ่ซ่านเมิ่งฝานพลันนำซวินจางออกมาแสดงให้ประจักษ์แก่สายตาพวกเขาทั้งหลายซึ่งมันก็คือซวินจางของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรานั่นเอง
เพียงชั่วพริบตาต่อมาสีหน้าของผู้คนทั้งหลายล้วนเปลี่ยนไปแม้แต่ท่าทีที่แสดงออกมาก็ยังมีความเคารพยำเกรงต่างไปจากเมื่อครู่ซ้ำยังไม่สนใจทหารองครักษ์ที่ถูกโยนออกไปเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
และนี่ก็คือกฎของแดนสือเจี่ยว ขอเพียงมีศักยภาพที่เหนือกว่าผู้อื่นทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น! เห็นได้ชัดว่าทหารองครักษ์เหล่านี้จงใจแสดงท่าทีดุร้ายไม่ง่ายต่อการเจรจาเพื่อสร้างอิทธิพลของตนเองและป้องกันไม่ให้คนธรรมดาเข้าไปภายใน
เมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินตามทหารองครักษ์ผู้หนึ่งเข้าไปภายในหอไม้มันเป็นสิ่งลูกสร้างที่กว้างขวางอย่างยิ่งและเห็นได้ชัดว่าเจ้าของสถานที่แห่งนี้ตั้งใจตกแต่งมันอย่างประณีตงดงามเมื่อมองไปก็พบว่ามันถูกแบ่งออกเป็นส่วนของการประมูลและการแลกเปลี่ยนสิ้นค้า
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกอย่างครุ่นคิด ก่อนเลือกที่จะเดินชมสถานที่แห่งนี้ด้วยตนเอง
หากต้องการเปิดกิจการตั้งร้านค้าขายของที่นี่ต้องมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยแต่ก็เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ถูกนำมาขายที่นี่มีระดับกว่าด้านนอกในจำนวนนั้นรวมถึงของล้ำค่ามากมายทำให้นกกระจอกแดงที่อยู่ข้างกายเขารู้สึกตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดัง
“จู่เหริน[1]ท่านเตรียมมอบสิ่งใดให้แก่ข้า?”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ทำได้เพียงหัวเราะเสียงเบาอย่างจนปัญญาเขานึกไม่ถึงเลยว่าสัตว์อสูรที่ตนเลี้ยงตัวแรกจะเป็นเช่นนี้
“เจ้าจะไปไหนก็ไป!”
เมิ่งฝานเอ่ยพลางกระตุกยิ้ม เมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่สบอารมณ์ที่แฝงอยู่ภายในน้ำเสียงของเมิ่งฝานนกกระจอกแดงขนยาวตัวนั้นก็ไม่ค่อยชอบใจเท่าใดนักแต่ถึงกระนั้นมันก็ทำได้เพียงโกรธแต่ไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมา สุดท้ายจึงรีบเดินห่างออกไปเพียงลำพัง
หลังจากที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็ย่างก้าวไปเบื้องหน้า ขณะเดียวกันก็กวาดตามองไปรอบๆโดยสิ่งของที่ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกหวั่นไหวภายในนี้ก็นับว่ามีอยู่ไม่น้อย
เขาเดินอยู่ภายในลานขายสินค้าแล้วในวินาทีต่อมานัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ อยู่ๆ เขาก็ได้พบกับร้านค้าแห่งหนึ่งที่ไม่ได้วางขายสิ่งใดเลยนอกจากแผนที่โบราณผู้ขายเป็นบุรุษหนุ่มที่มีใบหน้ายิ้มแย้มมองหาลูกค้าโดยรอบ
เมื่อเห็นแผนที่โบราณก็มีคนจำนวนไม่น้อยก้าวเข้าไปชมแต่น้อยคนนักที่จะซื้อมันเอาไว้ แม้ว่าแผนที่โบราณเหล่านั้นจะนับว่าเป็นของดีที่อาจทำให้ได้พบเจอกับของล้ำค่าแต่ส่วนใหญ่แล้วกลับเป็นของปลอมเพราะหากเป็นแผนที่ล้ำค่าจริงย่อมต้องมีราคาที่ค่อนข้างสูง
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานมีท่าทีที่คล้ายดั่งกำลังสนใจ บุรุษหนุ่มผู้นั้นจึงยิ้มส่งไปพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา“สักแผ่นดีหรือไม่ขอรับ ข้ามีขายอยู่มากมาย!”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาเมื่อเขาปรายตามองไปก็พบว่าแผนที่เหล่านี้ล้วนแต่เป็นของปลอม น้ำหมึกยังไม่แห้งดีด้วยซ้ำไปฉะนั้นแล้วเขาจึงส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เป็นของปลอมทั้งนั้นแต่หากมีแผ่นอื่นก็นำมาให้ข้าดูเสียหน่อย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันยิ้มเจื่อนในทันใดเขาหัวเราะอย่างจนปัญญาก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ของจริง...หากเป็นของจริงข้าคงจะออกไปตามหาของล้ำค่านานแล้วล่ะ!”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบา ขณะที่เขากำลังจะหันหลังเดินจากไปบุรุษหนุ่มผู้นั้นก็ไหวไหล่แล้วเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา“แต่ข้ารู้ว่ามีแผนที่ของจริงอยู่แผ่นหนึ่งดูคล้ายว่าเป็นของบุปผาเหวินเหริน แต่น่าเสียดาย...มันไม่ได้อยู่กับข้า!”
เมื่อเอ่ยออกไปเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าเตรียมตัวจะจากไป ทว่าในเวลาต่อมาเมิ่งฝานที่หันหลังพลันชะงักงันและมีสีหน้าตกตะลึง
บุปผาเหวินเหริน?!
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานจึงหันหลังกลับ เขามองบุรุษหนุ่มผู้นั้นด้วยความประหลาดใจก่อนจะเอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ“เจ้ารู้เรื่องแผนที่ของบุปผาเหวินเหรินมาจากที่ใด?”
ยามนี้จะบอกว่าเมิ่งฝานไม่ตื่นเต้นก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะแม้จะผ่านมานานเพียงนี้แต่เขาก็หาได้รู้ถึงเบาะแสของบุปผาเหวินเหรินไม่ฉะนั้นแล้วการที่ได้รู้เบาะแสของมันจากปากของบุรุษหนุ่มผู้นี้จึงทำให้เมิ่งฝานตกตะลึงอย่างไม่อาจห้ามได้
เมื่อได้เห็นสายตาอันเยือกเย็นของเมิ่งฝาน บุรุษหนุ่มผู้นั้นรู้สึกราวกับว่ามีมีดคมกริบกรีดผ่านใบหน้าของตนก็ไม่ปานฉะนั้นแล้วเขาจึงรีบเอ่ยออกไป “ข้าได้ยินมาจากจวนแห่งหนึ่งในตลาดมืดมีปรมาจารย์จิตศัสตราเฒ่าผู้หนึ่งเอ่ยถึงมัน เขาเคยไปเป็นแขกของจวนนั้น ซึ่งจวนแห่งนั้นมียอดฝีมือที่แปลกประหลาดผู้หนึ่งอาศัยอยู่เขาเอาแต่ศึกษาแผนที่แผ่นหนึ่งคือแผนที่ของสถานที่อันเป็นที่ตั้งของบุปผาเหวินเหริน!”
จวนของยอดฝีมือ!
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันใด เขาก้าวขึ้นหน้าเพื่อถามถึงที่ตั้งของจวนแห่งนั้นบุปผาเหวินเหรินคือสิ่งที่สำคัญต่อเมิ่งฝานเป็นอย่างยิ่งเมื่อใดที่ได้มันมาครอบครองเขาอาจจะทำให้พี่สาวขี้เหนียวอย่างรั่วสุ่ยอีตื่นจากการหลับใหลได้อีกครั้ง
เขาจดจำรายละเอียดที่อยู่ของจวนแห่งนั้นอย่างแม่นยำ และอยากจะเดินทางไปยังสถานที่แห่งนั้นเสียตั้งแต่ตอนนี้
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกอย่างครุ่นคิด กำลังเตรียมตัวจะออกไปจากที่นี่แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบกายพลันพบว่าไร้ซึ่งเงาของฉางเหมาเชวี่ย!
ให้ตายสิ เจ้าตัวนั้นไปไหนเสียแล้ว!
เมิ่งฝานย่นคิ้วแล้วกวาดตามองไปโดยรอบ แล้วพบว่ามีจุดหนึ่งในหอไม้แห่งนี้ที่ค่อนข้างครึกครื้นมีผู้คนจำนวนมากยืนอยู่บริเวณนั้นซ้ำยังมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาจึงทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยล้วนแต่มองไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หืม?
เมิ่งฝานเดินไปอยู่ในกลุ่มผู้คนก่อนจะพบว่านกกระจอกแดงขนยาวอย่างฉางเหมาเชวี่ยนั้นถูกล้อมด้วยชายฉกรรจ์จำนวนไม่น้อยแต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมีท่าทีอันหยิ่งทะนงทว่าเห็นได้ชัดว่านั่นเป็นเพียงการเสแสร้งยกตนข่มท่านเท่านั้น เพราะสายตาของมันกลับมองไปรอบกายเพื่อตามหาผู้เป็นนายอย่างเมิ่งฝาน
หลังจากที่หาเมิ่งฝานเจอมันก็ร้องออกมาเสียงแหลมก่อนจะรีบมาอยู่ข้างกายของเขาแสร้งทำทีว่าตนเองอ่อนแอคล้ายดั่งว่าถูกรังแกมาก็ไม่ปาน
เมิ่งฝานมองฉางเหมาเชวี่ยแล้วเอ่ยถามอย่างจนใจ “เกิดอันใดขึ้น?”
เมื่อสิ้นเสียงของเขาพลันมีน้ำเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมาจากที่ไม่ไกล
“เจ้าเป็นนายของสัตว์อสูรอัปลักษณ์ตัวนี้สินะ!”
เมื่อเมิ่งฝานช้อนสายตาขึ้นมองจึงพบว่ามีบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาเขาสวมชุดสีขาว ใบหน้าแฝงไปด้วยความกล้าหาญและเป็นถึงจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณ ขณะเดียวกันก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเดินตามมาซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ทั้งยังมองเมิ่งฝานด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
สีหน้าของเมิ่งฝานไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด จากนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ“ถูกต้อง มีสิ่งใดจะชี้แนะหรือ!”
บุรุษหนุ่มคนนั้นกระตุกยิ้ม แล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็เปล่า เพียงแต่ว่าเจ้าสัตว์อสูรตัวนี้ขโมยวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสามอย่างหุนเฉ่าของข้าไปหนึ่งชิ้นซ้ำยังกินมันไปโดยที่คิดว่าข้าไม่รู้ไม่เห็นด้วย เจ้าว่าควรทำอย่างไร!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานจึงมองไปยังฉางเหมาเชวี่ย จากท่าทีของมันทำให้เขาคิดว่าคงจะเป็นเรื่องจริง
ให้ตายสิ เจ้าวิหคสมควรตาย!
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มเสียงเบาเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้นกกระจอกแดงตัวนี้หิวโหยแต่เพราะไม่มีวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ประโยชน์ให้มันได้กินทว่าก็คงไม่ถึงกับต้องให้ฉางเหมาเชวี่ยไปขโมยของผู้อื่น!
เขาส่ายหน้าอย่างจนปัญญา หลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะชดใช้ตามราคาก็แล้วกัน เจ้าเอ่ยราคามาได้เลย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันกระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ดีมาก ข้าหลิวจงชอบคนอย่างเจ้าที่สุดเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน...แค่หนึ่งแสนเหรียญทองคำก็พอ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของผู้คนทั้งหลายพลันเปลี่ยนไปการที่บอกว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์มีราคาหนึ่งแสนเหรียญทองคำนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นการโก่งราคา!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใด มือที่เตรียมนำบัตรสีทองออกมาชะงักงันไปในทันใดจากนั้นเขาจึงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “หากเป็นเพียงการล้อเล่นข้าก็จะไม่ถือสาแต่หากเป็นเรื่องจริงเกรงว่าเจ้าคงจะไม่ได้รับไปแม้แต่เหรียญเดียว!”
เสียงนี้ไร้ซึ่งความรู้สึกใด
สีหน้าของหลิวจงพลันเปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? หรือบางทีหากเจ้าได้ยินนามของพรรคยุทธนาแล้วคงไม่คิดจะชักช้าอีกต่อไป!”
น้ำเสียงนี้ไม่อาจปิดบังความหยิ่งทะนงและเชื่อมั่นในตนเองได้เลยแม้แต่น้อยขณะเดียวกันผู้ติดตามด้านหลังของบุรุษหนุ่มผู้นั้นทุกคนต่างก็ก้าวขึ้นหน้าพร้อมกับปล่อยพลังปราณออกมาจากร่างกายคล้ายดั่งว่าหากพูดไม่เข้าหูก็พร้อมที่จะลงมือในทันใด
จิตสังหารของอีกฝ่ายทำให้ฉางเหมาเชวี่ยถอยหลังไปหลายก้าวแล้วหลบอยู่ด้านหลังของเมิ่งฝาน!
แม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายเตรียมใช้กำลังแต่สีหน้าของเมิ่งฝานกลับยังคงราบเรียบเช่นเดิมเขาพลันกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยออย่างใจเย็น “ข้าติดนิสัยอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือยิ่งอีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงใดข้าก็ยิ่งอยากเผชิญหน้าเท่านั้นเหรียญทองคำอยู่ในมือข้าแล้ว...เก่งจริงก็เข้ามาเอา!”
..........
[1] จู่เหริน : เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกผู้เป็นนายมีความหมายเดียวกับคำว่านายท่าน