
ภายในอาคารก่ออิฐถือปูนรูปทรงอย่างตะวันตกที่ถูกสาดกระทบด้วยสุริย์แสงผ่านเข้ามาระหว่างช่องหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ แสงนั้นไม่ได้ส่องไสวมาก เนื่องด้วยสภาพอากาศที่มืดครึ้ม หากแต่คงแสดงให้เห็นร่างของชายชราผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าโยกสีมะค่าตัวเก่า บ่งบอกได้ว่าผ่านการใช้งานมาหลายฤดูกาลแล้ว ในมือเหี่ยวย่นของเขากอดกุมรูปถ่ายและโกศใส่อัฐิของคนผู้หนึ่งไว้ในทรวงอกอย่างอาวรณ์หา
เขาปิดตาที่ฟ่าฟางลงในห้วงปรารมภ์ถึงเ้าของรูป ความโศกาลัยเปี่ยมไปทั่วใบหน้าหม่นหมองของชายชรา ภาวะแห่งทุกข์นี้บังเกิดอยู่กับเขามานานนับครึ่งศตวรรษ จวบจนบั้นปลายชีวิต ไม่มีครั้งใดที่จางหาย แม้สติจะฟั่นเฟือนหรือความจำไม่แม่นยำอย่างวัยหนุ่มแล้ว แต่มิใช่ว่าคนผู้นั้นจะถูกลบเลือนไปจากดวงใจของเขาได้
ไม่นาน หยาดน้ำสีใสจึงไหลหลั่งลงอาบแก้มซูบเซียว เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นเครือ ๆ ชายชราเบิกดวงตาอันพล่ามัวขึ้นมา ถึงจะมองเห็นไม่ชัดเจน ทว่าใบหน้าของคนในกรอบรูปยังคงตรึงตรา ก่อนที่จะยกริมฝีปากสีซีดเอื้อนเอ่ยทุกถ้อยแห่งความคำนึงออกมาอย่างเชื่องช้า
“อกเอ๋ยถวิลถึง ธ ประหนึ่งพระทัยครวญ
ตรมทุกข์ระกำตรวน ปฏิโลมกระโหมวาย
ภักดีถวายท่าน รพิพรรณสุวรรณฉาย
จักรักมิจักคลาย ณ นิรันดร์ภวันดร์ไป
แม้นวาสนาน้อย ก็จะคอย บ ถอยใจ
ตราบจนมลายขัย รตินี้มิมีผัน
โอ้ฝ่าพระบาทเอ๋ย กระไรเลยละหม่อมฉัน
ทิ้งให้คะนึงนันทน์ ทวิเราทลายสูญ
แต่นี้กระหม่อมขอ ปิยะต่อหนออาดูลย์
ตามติด ธ เกื้อกูล อภิบาลสราญองค์”
“ฝ่าา… อีกไม่นานนี้ เราจะได้พบกันแล้วนะกระหม่อม กระหม่อมคอยมานานเหลือเกิน” น้ำเสียงแหบพร่าเค้นวาจาออกมาด้วยความยากลำบาก ชายชรากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ แล้วหายใจเข้าลึก ๆ เขาเอ่ยต่อว่า “วันนี้กระหม่อมจะเล่นเพลงที่ฝ่าาทรงนิพนธ์ถวายนะกระหม่อม”
ว่าแล้วก็วางกรอบรูปไว้ตรงโต๊ะเบื้องหน้า แล้วจึงเปิดฝาครอบโกศออกวางไว้ใกล้กัน กลิ่นดอกมะลิเคล้าคลอกับน้ำอบฟุ้งกำจรขึ้นมาจากอัฐิสีขาวสะอาด ทำให้หวนถึงกลิ่นกายของคนผู้นั้น
เขาเอื้อมไปหยิบซอสามสายจากอีกโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะชักสายไปมาให้เกิดเสียงกระหึ่มก้องไปทั่วห้อง เสมือนว่าเป็บทเพลงที่บรรเลงจากจิติญญาให้ขับกล่อมตัวของเขาผสานเข้ากับผู้ที่ล่วงลับไป แม้ไม่อาจล่วงรู้ว่าเพลงบทนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้มีโอกาสบรรเลงมันก็ตาม
เสียงซอสามสายฟังดูเว้าวอน หดหู่ ห่วงหา แต่ก็ไพเราะหาที่จะเปรียบไม่ได้ในขณะเดียวกัน เขายังคงกลั้นใจสีไปเรื่อย ๆ แม้ใบหน้าจะฝืนยิ้มเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังสิ่งที่ซ่อนเร้นภายในได้ จนสุดท้าย เมื่อเสียงดนตรีเริ่มหรี่ลงจนกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ดวงตาแห่งความเศร้าสร้อยจึงดับลงสนิท พร้อมกับลมหายใจอันไร้ความหวัง ร่างกายที่เคยมีกำลังพลันอ่อนยวบลง ในไม่ช้า เขาก็ได้เวลาคืนสิ่งอนัตตา แล้วอำลาโลกแห่งนี้ด้วยความยินดี
ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมีจุดสิ้นสุดทั้งนั้น และสิ่งนี้ได้เดินทางมาถึงแล้ว เมื่อบทเพลงที่เขาบรรเลงหยุดดัง ก็ดั่งความทุกข์ทั้งหมดได้ดับสูญลง ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้เลยว่าที่แห่งนั้นจะเป็อย่างไร ปรโลกจะสวยงามสักแค่ไหนเมื่อเขาไปถึงที่นั่น จะมีใครบ้างที่เฝ้ารออยู่ คนทางนั้นจะรู้สึกเช่นเดียวกันหรือไม่ ก็สุดจะประมาณถึง
กลีบบุปผาร่วงลาลงแล้ว มีหรือจะคืนสู่สุคนธา หากไม่มีดอกใหม่ผลิมา และได้รับการดูแลจากดิน น้ำ ปุ๋ย อากาศ หรือแสงแดด ก็เสมือนดังหัวใจของเขาที่แตกระแหงราวกับดินในฤดูร้อนที่้าหยาดฝนชโลมใจ
และไม่ต่างอะไรกับด้าวที่มุ่งปรารถนาแสงสว่างจากดวงรพิพรรณ
ต่อจากนี้ คงได้แต่เฝ้าคอยวันที่จะประสบกันอีกครั้งในสัมปรายภพ