จารึกที่ 393 : ความลับในรอยกระบี่ : เปิดม่านความจริงแห่งมรรคา
ตำหนักกระบี่บรรพกาล ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแกนกลางของภูเขาที่สูงที่สุดในหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ บรรยากาศภายในตำหนักปราศจากการตกแต่งที่หรูหราฟุ่มเฟือย มีเพียงศิลาสีดำทะมึนที่ถูกตัดแต่งอย่างหยาบกระด้าง และแท่นบูชาที่ประดิษฐาน 'กระบี่ศิลาหักครึ่ง' เล่มหนึ่ง ซึ่งแผ่กลิ่นอายอันเก่าแก่และหนักอึ้งจนทำให้ผู้ที่ย่างกรายเข้ามาต้องรู้สึกหายใจติดขัด
เจี้ยนอู๋หยา เจ้าหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ เดินนำอาเจียและสหายทั้งสามเข้ามาภายใน ผู้อาวุโสกระบี่คลั่งที่สูญเสียกระบี่และสูญเสียความภาคภูมิใจ ไม่ได้รับอนุญาตให้ตามเข้ามาด้วย มีเพียงความเงียบงันและความระแวดระวังที่เดินเคียงคู่กันไป
"เชิญนั่ง" เจี้ยนอู๋หยาผายมือไปยังตั่งศิลาเรียบง่าย เขามิได้นั่งบนบัลลังก์ประธาน ทว่าเลือกที่จะนั่งลงในระดับเดียวกับผู้มาเยือน บ่งบอกถึงการยอมรับสถานะที่เท่าเทียมกัน (หรืออาจจะเหนือกว่า) หลังจากการประลองที่ลานกระบี่พิพากษา
อาเจียทรุดตัวลงนั่งอย่างสง่างาม คลี่พัดจีบกระดูกหยกวางไว้บนตัก ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ยืนอยู่เบื้องหลังประดุจเงาพิทักษ์
"วิถีกระบี่ที่ตัดขาดโครงสร้างมวลธาตุ..." เจี้ยนอู๋หยาเริ่มต้นบทสนทนา ดวงตาทอดมองไปที่มู่หลาง "ข้าฝึกฝนกระบี่มาห้าพันปี เพิ่งเคยประจักษ์ว่ามีความเข้าใจที่ลึกล้ำถึงเพียงนี้ซ่อนอยู่ในโลกหล้า พวกท่าน... มิใช่บัณฑิตพเนจรธรรมดาเป็นแน่ ทว่ากลิ่นอายของพวกท่าน ก็มิใช่มารร้ายดังที่ประกาศิตสวรรค์ตราหน้าไว้"
"มิตรร้าย หรือ ผู้ทรงศีล... ล้วนเป็นเพียงป้ายชื่อที่ผู้กุมอำนาจแปะไว้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง" อาเจียแย้มยิ้มบางๆ ชายหนุ่มมิได้อ้อมค้อมอีกต่อไป "ท่านเจ้าหุบเขา ข้าน้อยมีนามว่า อาเจีย... และพวกเรา คือผู้ที่เดินทางมาจากหุบเขาศิลาจารึก"
ชื่อของหุบเขาศิลาจารึก ทำให้เจี้ยนอู๋หยาเบิกตากว้างเล็กน้อย แม้เขาจะเตรียมใจรับฟังความจริงไว้แล้ว ทว่าการที่เป้าหมายหมายเลขหนึ่งของสวรรค์ เดินมาเคาะประตูบ้านถึงที่ ย่อมสร้างความประหลาดใจไม่น้อย
"ราชันหมื่นอักขระ..." เจี้ยนอู๋หยาพึมพำนามที่ถูกลบเลือน "เจ้ากล้ามาก ที่พาตนเองเดินเข้ามาในหุบเขาของข้า ในยามที่หัวของเจ้ามีค่าเท่ากับที่นั่งมหาปราชญ์และศิลาวิญญาณระดับจุติ... เจ้าไม่กลัวหรือว่า ข้าจะปิดตำหนักนี้และใช้กระบี่บรรพกาลสังหารเจ้า?"
"หากท่านมีความคิดเช่นนั้น สหายของข้าน้อยคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้อย่างครบถ้วนหรอกขอรับ" อาเจียตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านคือผู้แสวงหาสัจธรรมแห่งกระบี่... ผู้ที่แสวงหาความจริง ย่อมไม่ยอมเป็นสุนัขรับใช้ที่กัดคนตามคำสั่งของผู้อื่นโดยไม่สืบสวน... และที่สำคัญที่สุด"
อาเจียลุกขึ้นยืน ก้าวเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาที่ประดิษฐาน 'กระบี่ศิลาหักครึ่ง' อย่างช้าๆ
"หยุดนะ! นั่นคือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชน!" เจี้ยนอู๋หยาผุดลุกขึ้น ทว่าฉินมู่หลางก้าวมาขวางหน้าไว้ พร้อมกับมือที่กุมด้ามกระบี่หยกเย็น
"ปล่อยเขาเถิด ท่านเจ้าหุบเขา" มู่หลางเอ่ยเสียงเย็น "เขาเพียงแค่ไปทักทาย 'คนคุ้นเคย' เท่านั้น"
อาเจียหยุดยืนห่างจากกระบี่ศิลาเพียงหนึ่งช่วงแขน ชายหนุ่มไม่ได้ยื่นมือไปสัมผัส ทว่าเขาหลับตาลง และเปิดการเชื่อมต่อของ 'อักขระสูญตา' ในทารกวิญญาณ
ทันใดนั้น กระบี่ศิลาหักครึ่งที่หลับใหลมานับหมื่นปี พลันสั่นสะเทือน! มันแผ่กลิ่นอายที่มิใช่ปราณกระบี่อันเกรี้ยวกราด ทว่ามันเป็นความถี่ของการ 'สั่นพ้อง' ที่เศร้าสร้อยและโหยหา!
รอยแตกบนผิวกระบี่ศิลา เริ่มเปล่งแสงสีเทาเงินยวงออกมา! แสงนั้นเชื่อมโยงกับปลายนิ้วของอาเจียประดุจสายใยที่มองไม่เห็น!
เจี้ยนอู๋หยาเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน "นะ... นี่มัน... กระบี่บรรพชนตอบสนองต่อเจ้า! เป็นไปได้อย่างไร! แม้แต่ข้าที่ฝึกฝนวิถีของสำนักมาทั้งชีวิต ยังสัมผัสได้เพียงเสี้ยวเศษเจตจำนงของมันเท่านั้น!"
"เพราะวิถีที่พวกท่านฝึกฝนมา... ถูกบิดเบือนไปตั้งแต่ยุคที่วิหารเทพอนันตกาลก้าวขึ้นสู่อำนาจแล้วอย่างไรเล่า"
อาเจียลืมตาขึ้น หันกลับมามองเจ้าหุบเขากระบี่ "กระบี่ศิลาเล่มนี้... มิได้ถูกตีขึ้นจากเหล็กไหลของสวรรค์ ทว่ามันถูกรังสรรค์ขึ้นจาก 'อักขระวิถีตัดขาด' เพียงหนึ่งตัว ของราชาแห่งหมื่นอักขระองค์ก่อน!"
ความจริงข้อนี้ประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเจี้ยนอู๋หยา! ขุมกำลังกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแดนบูรพา แท้จริงแล้วมีรากฐานมาจากอารยธรรมที่ถูกสวรรค์ประณามว่าเป็นมารร้าย!
"เป็นไปไม่ได้... บรรพชนของเรา ทิ้งบันทึกไว้ว่า..." เจี้ยนอู๋หยาพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง ทว่าเสียงของเขาสั่นเทา
"บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ภายใต้คมดาบจ่อคอหอย ย่อมมิใช่ประวัติศาสตร์ ทว่าคือบทละครเพื่อความอยู่รอด" อาเจียอธิบายอย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มเดินกลับมานั่งที่เดิม "ในอดีต บรรพชนของท่านคงตระหนักว่า หากวิหารเทพกวาดล้างสำนักหมื่นอักขระจนสิ้นซาก วิถีแห่งการบัญญัติความจริงก็จะสูญหาย ท่านจึงนำ 'อักขระวิถีตัดขาด' นี้ มาห่อหุ้มด้วยรูปทรงของกระบี่ศิลา และซ่อนเร้นมันไว้ในนามของ 'วิถีกระบี่' เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของสวรรค์"
อาเจียกางพัดจีบออก "ทว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไป ลูกหลานของท่านกลับหลงลืมแก่นแท้ มัวแต่ยึดติดกับ 'รูปทรง' ของกระบี่ และละทิ้ง 'เจตจำนง' ของอักขระ... นั่นคือเหตุผลที่กระบี่ของศิษย์ท่านพังทลายเพียงเพราะถูกฝักกระบี่ของสหายข้าสัมผัส... เพราะวิถีกระบี่ของมู่หลาง ได้ผสานกับรากฐานที่แท้จริงของมันแล้ว!"
ฉินมู่หลางปลดปล่อยรังสีอำมหิตสีขาวโพลนออกมารอบกายอีกครั้ง ครานี้ เจี้ยนอู๋หยาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าความถี่ของรังสีนั้น สอดคล้องกับแสงสีเทาเงินยวงที่เปล่งออกมาจากกระบี่ศิลาหักครึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ!
เจ้าหุบเขากระบี่ทรุดตัวลงนั่งบนตั่งศิลาประดุจคนไร้เรี่ยวแรง ความเชื่อมั่นทั้งชีวิตพังทลายลงในพริบตา ทว่าในความพังทลายนั้น เขากลับมองเห็นสัจธรรมที่กระจ่างชัดยิ่งกว่าเดิม
"สวรรค์หลอกลวงพวกเรามาตลอด..." เจี้ยนอู๋หยาแค่นหัวเราะด้วยความรันทด "พวกมันปิดตาพวกเรา ยุยงให้พวกเราบูชากระบี่ที่เป็นเพียงเปลือกเปล่า... และบัดนี้ พวกมันยังส่งประกาศิต ให้พวกเราไปเข่นฆ่าผู้ที่เป็นเจ้าของรากฐานที่แท้จริง เพื่อแลกกับเศษกระดูกที่พวกมันโยนให้..."
"ท่านเจ้าหุบเขา ท่านเป็นผู้มีปัญญา" อาเจียเอ่ยเสียงนุ่มนวล "สวรรค์หวังจะใช้กำลังพลของท่านเป็นแนวหน้าในการสังหารข้า เพราะพวกเขารู้ดีว่า หากกระบี่ของท่านตื่นขึ้นมารับรู้ความจริง บัลลังก์ของพวกเขาในแดนบูรพาย่อมสั่นคลอน... ข้าดั้นด้นมาที่นี่ มิใช่เพื่อมาข่มขู่ หรือบังคับให้ท่านยอมจำนนเป็นทาสของข้า ทว่าข้ามาเพื่อ 'คืนความจริง' ให้แก่พวกท่าน"
"เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้า ราชันหมื่นอักขระ?" เจี้ยนอู๋หยาเงยหน้าขึ้น แววตาของเขามิใช่ความเย่อหยิ่งอีกต่อไป ทว่าคือแววตาของผู้รอดชีวิตที่กำลังแสวงหาพันธมิตร
"ข้าไม่ต้องการให้หุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ ชูธงกบฏตามข้าในวันนี้" อาเจียตอบอย่างชัดเจน "ทว่า ข้าต้องการให้ท่าน 'เพิกเฉย' ต่อประกาศิตโลหิตเทวะ... ปิดหุบเขาของท่าน อ้างว่ากำลังเข้าฌานปิดด่าน หรืออ้างเหตุผลใดก็ตาม... อย่าส่งศิษย์ของท่านไปตายโง่ๆ ที่หุบเขาศิลาจารึก และในระหว่างที่ท่านปิดด่าน..."
อาเจียชี้ปลายพัดไปยังกระบี่ศิลา "จงลืมเลือนรูปทรงของกระบี่ และทำความเข้าใจ 'อักขระ' ที่ซ่อนอยู่ในนั้นเสียใหม่... เมื่อวันที่สวรรค์เผยสันดานที่แท้จริงออกมา ข้าหวังว่าคมกระบี่ของแดนบูรพา จะฟาดฟันไปในทิศทางที่ถูกต้อง"
เจี้ยนอู๋หยานิ่งเงียบไปเนิ่นนาน เขาประเมินความเสี่ยงและผลลัพธ์อย่างรอบคอบ การปฏิเสธประกาศิตสวรรค์ย่อมสร้างความขุ่นเคืองให้แก่วิหารเทพ ทว่าการตกเป็นเครื่องมือให้พวกมันหลอกใช้ ก็ย่อมนำพาสำนักไปสู่ความพินาศทางจิตวิญญาณ
ในที่สุด เจ้าหุบเขากระบี่ก็ลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ เขาเดินไปที่แท่นบูชา คุกเข่าลงเบื้องหน้ากระบี่ศิลาหักครึ่ง ก่อนจะหันมาประสานมือคารวะอาเจียอย่างลึกซึ้ง
"หุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ จะประกาศปิดด่านฝึกตนเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีนับแต่วันนี้..." เจี้ยนอู๋หยาประกาศก้อง "ศิษย์ของข้าจะไม่ก้าวล่วงเข้าสู่สมรภูมิของสวรรค์ และข้า จะอุทิศชีวิตที่เหลือ เพื่อค้นหาเจตจำนงที่แท้จริงที่บรรพชนได้ฝากฝังไว้... ขอบคุณท่าน ปรมาจารย์อาเจีย ที่ช่วยดึงม่านบังตาของพวกเราออก"
การเจรจาประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม! อาเจียสามารถ 'หักล้าง' พันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของสวรรค์ในแดนบูรพาได้โดยไม่ต้องหลั่งเลือดแม้แต่หยดเดียว!
"ทว่า ท่านปรมาจารย์..." เจี้ยนอู๋หยาเอ่ยเสริมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "แม้ข้าจะถอนตัว ทว่าขุมกำลังอื่นๆ ในแดนบูรพายังคงกระหายรางวัลของสวรรค์ โดยเฉพาะ 'วังบุปผาโลหิต' พวกมันเป็นสำนักมารที่รับใช้สวรรค์อย่างลับๆ และเชี่ยวชาญการลอบสังหาร พวกมันจะต้องมุ่งหน้าไปที่หุบเขาศิลาจารึกของท่านเป็นแน่"
"วังบุปผาโลหิต..." อาเจียพยักหน้ารับรู้ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้า "ให้พวกมันไปเถิด ท่านเจ้าหุบเขา ข้าได้ทิ้ง 'อาจารย์' ไว้ต้อนรับพวกมันที่นั่นแล้ว... ข้าเพียงแค่หวังว่า บุบผาเหล่านั้น จะไม่เหี่ยวเฉาเร็วจนเกินไปนัก"
ณ ห้วงเวลาเดียวกัน ที่หุบเขาศิลาจารึกเบื้องหลังม่านผนึกวัฏจักร หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋น กำลังยืนมองดูกลุ่มหมอกสีแดงชาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นที่ขอบหุบเขา มันคือสัญญาณของการลอบสังหารที่กำลังจะมาถึง ทว่าสตรีทั้งสองมิได้มีแววตาหวาดหวั่นแต่อย่างใด พฤกษาพิทักษ์และมิติพับซ้อนได้ถูกกางออกรอรับเหยื่อแล้ว สงครามปกป้องฐานที่มั่น กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่ช้า!