“คนนี้รึแม่ก้านที่ว่าน่ะ”
เคียงดาวเอ่ยถามกานดาแม่ครัวประจำบ้านของตนด้วยสีหน้าครุ่นคิด
หลังจากได้ฟังเื่ราวมาก่อนหน้านี้ประจวบเหมาะกับวันนี้อีกฝ่ายบอกว่าจะพาหลานสาวมาแนะนำให้รู้จัก
คุณนายของบ้านหันไปสบตากับครองภพผู้เป็สามีซึ่งนั่งอยู่ข้างกันบนโซฟาตัวใหญ่ในเวลานี้
“ใช่ค่ะคุณเคียง พอจะให้อยู่ช่วยงานได้มั้ยคะอีกไม่กี่วันก็จะจบมหาลัยแล้วค่ะ”
กานดารู้สึกสงสารหลานสาวจับใจถึงได้พามาแนะนำกับเ้านายตัวเอง
ก่อนหน้านี้เธอเคยให้หลานมาช่วยงานแทนลูกสาวก็ไม่ได้พาเ้าตัวมาด้วย บอกคุณนายของบ้านแค่ว่าจะให้มาช่วยเป็ลูกมือแทนสักสองสามวัน
“หลานแม่ก้านเองเหรอ? ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่ก้านมีหลาน อืม...จะว่าไปก็สวยซะด้วย หน้าตาก็น่ารักทีเดียวผิวขาวอย่างกับลูกคุณหนูในเมือง”
“อ๋อ ไม่ใช่หลานสาวแท้ๆหรอกค่ะเป็ลูกของคนรู้จักกันแถวบ้านนี่เอง บ้านของเราสองคนอยู่ห่างกันแค่สองหลังเองค่ะ”
“อย่างนั้นเองรึ แล้วพ่อแม่ของหนูละจ๊ะ”
เคียงดาวหันมาถามวรดาแทนการหันไปพูดกับแม่ครัวของตนเธออยากคุยอยากฟังเสียงสักหน่อย ไม่รู้ว่ามันจะเข้ากันกับใบหน้าหวานๆนี้หรือเปล่า
“อะ...เอ่อ...คือหนู...” คนที่ตกเป็หัวข้อสนทนา รู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่น้อยเมื่อต้องตอบคำถามผู้ใหญ่
“ว่ายังไงจ๊ะ” ไม่ว่าเปล่า เคียงดาวยังจับแขนของหญิงสาวขึ้นมาสำรวจใกล้ๆ “ผิวหนูนี่เนียนดีจริง ๆ ดูสิแม่ก้านเนียนอย่างกับผิวเด็ก” เคียงดาวรู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวขึ้นมาไม่น้อย
“ครอบครัวเสียกันหมดแล้วค่ะคุณ เหลือตัวคนเดียวบ้านก็ไม่มีให้อยู่อย่างที่เขาลือกันนั่นแหละค่ะ” เป็กานดาที่ตอบออกไปแทน
ถ้าอย่างนั้น ข่าวที่เขาลือกันเมื่ออาทิตย์ก่อนว่ามีไฟไหม้บ้านคน แถวละแวกฟาร์มของเธอคงจะจริง โชคชะตาวาสนาของคนเราก็นะ
“งั้นก็ ให้อยู่บ้านพักด้านหลังนี้แล้วกันหนูน่าจะพออยู่ได้ ถ้าขาดเหลืออะไรค่อยหาซื้อเอาแล้วกันจ้ะ ให้แม่ก้านพาไปดูนะ ไป”
“หนูขอบคุณมากเลยค่ะคุณนาย” น้ำเสียงสุภาพทั้งอ่อนโยนทำให้วรดารู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาเป็อย่างมาก เธอยิ้มออกมาด้วยความดีใจนิ้วเรียวสวยยกมือขึ้นไหว้ จากนั้นจึงเดินตามกานดาออกไป
คุณนายของบ้านกับผู้เป็สามี มองตามไปจนลับสายตาพร้อมทั้งกับเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความยินดี
แต่เดิมบ้านหลังนั้นเคยเป็ที่พักของกานดาทว่าใน่สองสามปีมานี้ ตนตัดสินใจขอเปลี่ยนเป็แบบไป-กลับแทน
แม้บ้านจะอยู่ไม่ไกลจากฟาร์มนักแต่กานดาก็อดเป็ห่วงไม่ได้ เพราะบ้านหลังข้างๆมักมีวัยรุ่นมาจับกลุ่มมั่วสุมกันอยู่บ่อยเป็ประจำ
หญิงวัยกลางคนจึงกลัวว่าทรัพย์สินของมีค่าที่สั่งสมมาจะถูกขโมยตามไปด้วย
ถึงแม้ว่าทรัพย์สินของมีค่าที่ว่านั้นจะไม่ได้มากมายอะไรแต่มันมีคุณค่าทางจิตใจมากมายสำหรับเ้าของบ้านมาก
“พักผ่อนก่อนนะลูก แล้วค่อยไปช่วยป้า” กานดาพูดขึ้นหลังจากไขกุญแจบ้านพักเสร็จ พร้อมกับยื่นมือไปผลักประตูบานไม้ให้เปิดออก
วรดาใช้สายตามองสำรวจก่อนจากนั้นจึงก้าวขาเรียวเดินเข้าไป“หนูไปช่วยป้าก่อนดีกว่าค่ะ ไว้ค่อยกลับมาพักทีเดียวจะได้เก็บข้าวของด้วย” ว่าพร้อมกับวางกระเป๋าที่ถือมาลงบนพื้น
“เอาอย่างนั้นก็ได้”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว สองสาวต่างวัยป้าหลานไม่แท้ก็พากันเดินออกจากบ้านพัก ตรงไปยังห้องครัวเพื่อช่วยงานกันต่อ
ความคิดแรกของวรดาในเวลานี้เธอกลับรู้สึกขอบคุณในโชคชะตาที่ยังพอเมตตาต่อชีวิตน้อย ๆ ของเธออยู่บ้าง
แรกเริ่มเดิมทีเธออาศัยอยู่บ้านหลังเล็กของตัวเองกับครอบครัวอย่างมีความสุขดี
แต่ใครจะคิดว่าเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นดันมาเกิดกับครอบครัวของเธอเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
บ้านเธอถูกไฟไหม้ทั้งหลัง!
คนก่อเหตุก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็ลุงแท้ๆซึ่งเป็พี่ชายของแม่เธอ มิหนำซ้ำก็เอาผิดไม่ได้ด้วย
นั่นเพราะลุงเธอเป็คนวิกลจริตหรือคนบ้า!
แล้วแบบนี้ครอบครัวเธอจะไปถามหาความรับผิดชอบได้จากใคร
คำตอบที่ได้คือไม่มี!
ไฟไหม้บ้านเธอในครั้งนี้ทำให้คนที่ก่อเหตุเสียชีวิตลงในกองเพลิง ส่วนสาเหตุและแรงจูงใจในการวางเพลิงถ้าเธอบอกว่าไม่ทราบคงจะเป็ไปไม่ได้
แถมที่ดินที่เคยเป็ของบ้านเธอตอนนี้มันกลับตกไปอยู่ในมือของคนที่มีอำนาจในละแวกนี้
เท่านั้นยังไม่พอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดบาปบุญคุณโทษเวรกรรมที่ตามทันมาแต่ชาติปางไหนก็ไม่รู้
ยังทำให้พ่อกับแม่เธอพอทราบข่าวพวกท่านก็รีบปิดร้านที่เปิดเป็ร้านอาหารตามสั่งอยู่ในตัวอำเภอต้องรีบกลับมาดูบ้าน
แต่ในระหว่างทางกลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นรถพ่วงสิบแปดล้อเกิดเบรกแตกในระหว่างที่จะชะลอตัวลดความเร็วลงเพื่อเข้าแถวรอสัญญาณไฟจราจร
ทำให้ไม่สามารถเบรกได้นั่นจึงทำให้ชนท้ายรถของพ่อแม่เธอ ที่จอดรอสัญญาณ อยู่คันข้างหน้าเข้าอย่างจัง
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุสองราย คือพ่อกับแม่ของเธอมีผู้ได้รับาเ็สาหัสอีกหลายรายและมีรถยนต์ที่เสียหายจากอุบัติเหตุในครั้งนี้อีกหกคัน
“เหตุการณ์ทั้งหมดก็เป็แบบนั้นครับนาย”
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ไม่ต่างจากเ้านาย บวกกับมีศักดิ์เป็พี่ชายที่นับถือกันมาได้พูดจบลงพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของคนฟังไปด้วย
ทว่าความเงียบภายในห้องทำงาน กลับทำให้อิทธิพลเริ่มรู้สึกบรรยากาศที่เริ่มเปลี่ยนไป
ทั้งที่เครื่องปรับอากาศยังคงทำงานไปตามหน้าที่ของมันแต่เขากลับมีความรู้สึกเย็นที่สันหลังอย่างประหลาด
“แล้วที่มึงว่า ที่ดินบ้านของเธอถูกยึดล่ะ ใคร?” อติรุจน์พูดขึ้นหลังจากที่ปล่อยเวลาผ่านเป็สักพักในละแวกนี้ยังมีใครที่มีอำนาจอิทธิพลมากกว่าเขาอีกงั้นรึ
“คุณเชนครับ”
“คเชนทร์”
หึ!
“จับตาดูให้หน่อย เหมือนจะได้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์”
“ครับ” รับคำเสร็จอิทธิพลก็เตรียมตัวจะออกห้องจากทำงาน ทว่ากลับต้องเปลี่ยนใจนั่งลงแทน
“พี่...” เขาจะถามดีมั้ยวะ เสี่ยงโดนตีนมากเลยนะเว้ยกับเื่นี้
“อะไรของมึง เรียกแล้วไม่พูด”
อติรุจน์มองหน้าอิทธิพลด้วยความสงสัย เขากับอิทธิอายุห่างกันเพียงสี่ปีเท่านั้นรู้จักกันมาั้แ่ตอนเด็ก
อิทธิพลเป็ลูกลุงชมคนสวนเก่าของที่นี่แต่ลุงแกเสียไปั้แ่ที่อิทธิพลเรียนอยู่มอปลาย ครอบครัวของเขารู้สึกสงสารที่นอกจากลุงชมแล้วอิทธิพลก็ไม่มีญาติที่ไหนเลยรับอุปการะต่อจนเรียนจบมหาวิทยาลัย
พอเรียนจบแล้วครอบครัวของเขาก็ไม่ได้ให้เ้าตัวมาทำงานที่นี่ต่อ เพื่อทดแทนบุญคุณอะไรทั้งนั้นแต่อิทธิพลกลับเป็คนขอเอง
“พี่สนใจเหรอครับผมไม่เห็นว่าพี่อยากมีเมียมาตั้งนานแล้ว จนนึกว่าพี่ตายด้าน”
“...”
“คือแบบว่า มีคนมาชอบพี่ตั้งมากมาย มีแต่คนสวยทั้งนั้นผมไม่เห็นว่าพี่จะสนใจก็เลยสงสัยว่าพี่ตายด้านหรือว่าพี่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจแค่นั้น”
“ความคิดของมึงนะไอ้พล กูก็ผู้ชายมั้ยวะอีกอย่างกูยังไม่แก่ถึงขนาดตายด้าน”
“ใครจะไปรู้ละ ก็ไม่เห็นว่าพี่จะสนใจใครเลยตอนที่พาพวกผมไปเปิดหูเปิดตาในเมือง มีสาวๆมาอ่อยถึงที่ พี่ยังไม่มองเลยด้วยซ้ำ” อิทธิพลยังไม่เลิกสงสัยระคนอยากใส่ใจเื่ของเ้านาย “หรือว่าพี่ชอบผู้ชาย?”
“ไอ้บ้า! ไปเลยไป” แทบควันออกหูเมื่อได้ยินอิทธิพลว่ามาแบบนั้นว่าเขาตายด้านยังไม่พอยังมาว่าเขาชอบผู้ชายด้วยกันอีกเดี๋ยวมันจะได้รู้ว่าเขาตายด้านหรือว่าชอบผู้ชายด้วยกัน
“แน่นะพี่ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแนวแล้วนะ” อิทธิพลยังทำหน้าแบบไม่อยากเชื่อสักเท่าไหร่
“รีบไปก่อนที่มึงจะไม่มีโอกาสได้เจอหน้าหลานเลยไอ้พล”
เท่านั้นแหละความกระจ่างชัดก็ผุดขึ้นมาแทนโดยที่ไม่ต้องถามอะไรอีกนอกจากพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มกว้างกลับคืนไป “จะรอเลี้ยงหลานนะครับพี่ชาย” อิทธิพลพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกออกไป
หลังจากอิทธิพลกลับออกไปทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
สายตาคมมองนิ่งไปยังภาพถ่ายที่วางไว้บนโต๊ะทำงานพร้อมกันนั้นยังมีประวัติส่วนตัวของหญิงสาว ที่อิทธิพลได้ยื่นให้เขาก่อนหน้านี้
ในรูปคือหญิงสาวร่างเล็กกำลังยิ้มสดใสจนตาหยีในชุดนักศึกษา
ผมสีดำออกสีน้ำตาลปนมานิดหน่อยยาวจนถึงเกือบข้อพับแขน ดัดเป็ลอนตรงปลายผมกับหน้าม้าที่ปกคลุมใบหน้ารูปไข่ลงมาเพียงเล็กน้อย แก้มป่องอมชมพูกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อ
ชายหนุ่มจ้องมองรูปถ่ายอยู่ครู่หนึ่ง พลันความรู้สึกบางอย่างกลับบอกเขาว่าเหมือนเคยเจอกับวรดาที่ไหนสักที่หนึ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งเวลาคุยงานกับลูกน้องทว่าตอนนี้กลับมีรอยยิ้มเ้าเล่ห์แย้มออกมาทีละนิด
‘ไม่สนใจใครเลยอย่างนั้นหรือ?’
เขายังไม่เจอคนที่ถูกใจจะให้รีบมีไปไหนแต่ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองเจอคนที่ถูกใจเข้าแล้ว และคงต้องรีบด้วยเดี๋ยวมีหลานไม่ทันให้แม่กับพ่ออุ้ม
วรดา พรรณนาขวัญ
หึ หึ