สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 214 ล้อมคอกหมู

        อันเจิงไม่รู้ว่าเฉินเซ่าป๋ายใช้วิธีอะไรแต่เขารู้ว่าเฉินเซ่าป๋ายทำอะไรไปบ้าง

 

        มีดที่ซูโจ้งฟันลงมาเกือบปลงพระชนม์ไทเฮาแล้วเช่นกัน

 

        ใช่แล้ว มีดฟันลงบนพระอังสาของราชามู่ฉางเยียนแต่สำหรับซูไทเฮาแล้ว พระนางอาจทรงได้รับบาดเจ็บหนักกว่าราชาเสียอีก

 

        มีดนั้นไม่เพียงแค่เกือบปลงพระชนม์ไทเฮาแต่ทว่ายังทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย

 

        หลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานมองหน้ากันแวบหนึ่งจากนั้นก็หันไปมองไทเฮาพร้อมกัน ความหมายในแววตาก็คือ...กระหม่อมควรทำอย่างไรดี?

 

        และในขณะนี้เองเสียงของเฉินเซ่าป๋ายก็ดังขึ้นข้างหูอันเจิงอีกครั้ง “เจ้าโง่ ตะโกนสิ”

 

        อันเจิงชะงักไป “ตะโกนอะไร?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “โง่เง่านัก...ตะโกนว่าคุ้มกันฝ่าบาท”

 

        จากนั้นอันเจิงก็ถูกผลักออกมา ทำให้ตัวเขาพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาก็ตะโกนขึ้นมาว่าคุ้มกันฝ่าบาทแล้วถีบร่างซูโจ้งจนตกลงไปด้านล่างแรงที่ส่งไปยังฝีเท้านี้มหาศาลนัก ทำให้ซูโจ้งกระเด็นลงไปนอนหมอบอยู่บนพื้นใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด แต่ไม่รู้ว่าเขาถูกมนต์อะไรสะกด ทำให้พยายามลุกขึ้นอีกครั้งจากนั้นก็ชี้ไปที่ราชาพร้อมด่าทอ “ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้! ข้ารับเงินจากชาวโยวแล้วจะอย่างไร? เจ้ามันก็เป็นแค่หุ่นเชิดของไทเฮาเท่านั้นเองเป็นแค่สุนัขรับใช้ของไทเฮา! ไม่ช้าก็เร็วแผ่นดินเยี่ยนจะไม่ใช่ของตระกูลมู่อีกต่อไป แต่จะเป็นของไทเฮาต่างหาก”

 

        ซูไทเฮาทรงมองไปยังซูโจ้งที่กำลังบ้าคลั่งด้วยสีพระพักตร์ที่ดุร้ายอย่างที่สุด

 

        ซูไทเฮาทรงก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวทันใดนั้น พระนางก็ทรงคว้ามีดจากข้างเอวขององครักษ์ มีดเล่มนั้นเปล่งประกายไปทั่วสี่ทิศและฟันซูโจ้งจนร่างขาดเป็นสองท่อน

 

        ทุกคนต่างชะงักไปทันที

 

        การลงมือของซูไทเฮาในครั้งนี้...โหดร้ายมาก

 

        ตอนนี้ทุกคนต่างรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบรัดยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังคิดอีกว่า หากวันหนึ่งตัวเขาเองหมดประโยชน์แล้วมีดเล่มนั้นก็คงฟันลงมาที่ตัวเขาด้วยเช่นกัน?

 

        พระโลหิตยังคงไหลออกจากพระอังสาของราชามู่ฉางเยียนแต่ทว่าพระองค์กลับทรงแย้มพระโอษฐ์ “กระบวนท่าของเสด็จแม่ช่างดีเยี่ยม!”

 

        หึ! ไทเฮาทรงเปล่งพระสุรเสียงเย็นยะเยือกก่อนเสด็จจากไป“เอาตัวคนชั่วนี่ไปฉีกแล้วโยนให้สุนัขกิน!”

 

       องครักษ์ในตำหนักจิงเซี่ยวพุ่งออกมาหลายคน จากนั้นก็ลากศพซูโจ้งออกไปเลือดไหลไปตามพื้นในท้องพระโรงอย่างน่าหวาดกลัว เมื่อไทเฮาเสด็จจากไป คนที่พระนางทรงพามาจึงต้องเดินตามไปด้วยเดิมทีไทเฮาทรงอยากกักตัวราชาไว้ แต่หลังจากซูโจ้งทำเช่นนี้ ไทเฮาจึงเสด็จจากไปแล้วไม่สนพระทัยอีก

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหันไปมองอันเจิงแวบหนึ่งจากนั้นก็ตรัสขึ้นเบา ๆ “ทำได้ดีมาก”

 

        อันเจิงชะงักไป จากนั้นก็ส่ายหน้าว่าเขาไม่ใช่คนทำแต่ทว่าองครักษ์ก็ประคองตัวราชาลงไปทำแผลแล้ว

 

        ผ่านไปครู่หนึ่ง มีราชโองการจากตำหนักวิหารสวรรค์ให้แม่ทัพอินทรีเหล็กฟางเต้าจือพาเชียนจีไปค้นบ้านของซูโจ้ง และในขณะเดียวกันทหารม้าแปดร้อยคนในหน่วยทหารก็เริ่มค้นบ้านของตระกูลเกา

 

        ณ หอตงนวล อันเจิงยืนมองออกไปนอกหน้าต่างในใจยังคิดว่าเฉินเซ่าป๋ายจะทำอะไรกันแน่ หากเฉินเซ่าป๋ายไม่พูดเรื่องนี้ให้กระจ่างเขาคงไม่มีทางเข้าใจได้เอง

 

        “วันนี้ลำบากเจ้าแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น“หากไม่ใช่เจ้าที่ทำให้ซูโจ้งบ้าคลั่งขึ้นมาอย่างกะทันหันวันนี้ข้าก็คงแก้สถานการณ์นี้ไม่ได้แล้ว ต่อให้ไทเฮาจะทรงมีอำนาจแข็งแกร่งมากแค่ไหนแต่พระนางก็ไม่ทรงกล้าแข็งข้อต่อหน้าขุนนางฝ่ายบุ๋น ที่พระนางทรงต้องการคือแย่งตำแหน่งราชาไปจากข้าชิงแผ่นดินของตระกูลมู่ไป แต่พระนางยังทรงต้องการขุนนางเหล่านั้นมาเป็นสุนัขรับใช้อยู่ฉะนั้นในท้องพระโรง พระนางจึงทรงหยุดเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้ การปะทะในครั้งนี้อีกแค่นิดเดียวข้าก็จะแพ้แล้ว”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “เพราะฝ่าบาททรงมองออกทะลุปรุโปร่ง”

 

        ราชามู่ฉางเยียนเบ้พระโอษฐ์ “เหอะ!พูดไม่อายปาก...หากข้ามองได้ทะลุปรุโปร่งจริง ๆ ตอนนี้ข้าจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้หรือ? จริงสิตระกูลเกาต้องไม่ยอมอ่อนข้อแน่ ทางด้านไทเฮาก็เหมือนกันเจ้าเดาว่าพวกเขาจะทำอย่างไรต่อ?”

 

        หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งอันเจิงจึงพูดขึ้น “เป็นไปได้มากว่าไทเฮาจะส่งคนไปติดต่อตระกูลเกา และสั่งให้ตระกูลเกาปลงพระชนม์ฝ่าบาท...เมื่อทรงสิ้นพระชนม์แล้วตระกูลเกาก็จะไม่ถูกกล่าวหาเรื่องกบฏอีก ส่วนทางด้านไทเฮา เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับพระนางเลยสักนิดฉะนั้น เกรงว่ายอดฝีมือในตระกูลเกาต้องจัดการอย่างรวดเร็วแน่”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “ข้ากับเจ้ามาแข่งกันหน่อยเป็นอย่างไร?”

 

        อันเจิงไม่เข้าใจ “แข่งอะไร?”

 

        “ก่อนถึงคืนนี้คนของตระกูลเกาต้องปรากฏตัวแน่ หากเป็นอย่างที่ข้าคิดละก็พวกเขาต้องแสร้งเป็นคนร้ายมาจากแคว้นโยวและบุกเข้าตำหนักวิหารสวรรค์ส่วนทางไทเฮาก็ต้องคิดวิธีล่อองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์ออกไปให้ได้มากที่สุดพวกเขามีเวลาเพียงแค่คืนนี้คืนเดียวเพราะวันรุ่งขึ้นข้าจะสั่งทหารที่เฝ้าเมืองหลวงมาจับตระกูลเกาวันนี้ข้าสั่งการไปแล้วก็จริง แต่แม่ทัพฟางเต้าจือเพียงคนเดียวก็เหมือนไก่ไม่มีพวกทหารในเมืองที่ฟางเต้าจือยังควบคุมได้ก็มีไม่มากแล้ว”

 

        “ส่วนทางด้านไทเฮา ต่อให้พระนางจะยื้อเวลามากเท่าไหร่ก็ได้แค่คืนเดียวเท่านั้นเมื่อถึงวันพรุ่งนี้ กำลังทหารจะเคลื่อนไหวไม่ได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นการขัดราชโองการอย่างเปิดเผยข้าจะเป็นคนรับมือตระกูลเกาเอง ส่วนเจ้า...ไปจัดการโรงพนันของตระกูลเกาในเมืองหลวงข้าจะบอกเจ้าเพียงประโยคเดียว หากคืนนี้ข้าไม่ตายวันพรุ่งนี้เจ้าจัดการโรงพนันได้เท่าไหร่ข้าจะมอบให้เจ้าทั้งหมด”

 

        อันเจิงขานรับ“เป็นแรงจูงใจที่น่าดึงดูดจริง ๆ”

 

        “คนในเจียงหูมักจะชอบแย่งชิงเขตปกครองกันไม่ใช่หรือ? ที่ดินของตระกูลเกาเจ้าแย่งมาได้เท่าไหร่ข้าก็มอบให้เจ้าเท่านั้น ส่วนอีกหน่อยเจ้าจะรักษามันได้หรือไม่เรื่องนั้นข้าไม่ขอรับรู้ด้วย”

 

        อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ฝ่าบาททรงประเมินสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของกระหม่อมสูงเกินไปหรือไม่?”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลเสียงดัง “ย่อมไม่ใช่อยู่แล้วสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มีหลายร้อยคนและแน่นอนว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตระกูลเกาอยู่แล้วแต่มันก็จะเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เมื่อเรื่องของตระกูลเกาถูกเปิดเผยก็จะมีเรื่องอื่นตามมา หากคนแรกอยากกำจัดเขา คนที่สองอยากกำจัดเขา...สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เริ่มไปแย่งที่ดินส่วนทางการก็ไม่เข้าไปยุ่ง เมื่ออยู่ในเจียงหู นี่บ่งบอกถึงอะไร? ฉะนั้นเพียงแค่เจ้าเริ่มลงมือเพียงไม่นานก็จะมีคนลงมือตาม สิ่งที่ข้าเป็นห่วงก็คือ สุดท้ายเจ้าจะแย่งมาได้ไม่มากน่ะสิ”

 

        “สำหรับตระกูลเกาแล้วคืนนี้ก็เป็นเหมือนหนทางหนีตาย พวกเขาต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อมาฆ่าข้าส่วนเจ้าก็ไปเผาสวนบ้านของเขา สุดท้ายแล้วตระกูลเกาก็จะกลายเป็นที่ที่ยอดฝีมือในเจียงหูจู่โจมมากที่สุด”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงเอนพระวรกายลงจากนั้นก็ทรงมองบาดแผลที่พระอังสา “เรามาคอยดูกันว่า ใครจะตายยากกว่ากัน”

 

       อันเจิงหยิบของบางอย่างมาจากกระเป๋าและยื่นให้ราชา “หวังว่าฝ่าบาทจะทรงใช้มันได้”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหันมามอง จึงทรงเห็นว่านั่นเป็นธงหน้าร้านเหล้าที่พับเอาไว้อย่างดี

 

        ทรงลังเลครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทรงรับธงมา“ก็ดีเหมือนกันความจริงของชิ้นนี้ข้าเก็บไว้ให้เยว่ยินและเสี่ยวชีเต้าคุ้มครองตัวเองตอนนั้นข้าวิงวอนขอร้องมันมา สุดท้ายนางไม่ได้ใช้ แต่ข้ากลับเป็นคนได้ใช้มันเอง”

 

        อันเจิงถามขึ้น “กระหม่อมขอถามหน่อยได้หรือไม่...ดาบที่ผนึกอยู่ในธงนี้เป็นของใคร?”

 

        “เป็นคนที่ถูกเจ้าลากเข้ามาเกี่ยวข้อง”

 

        อันเจิงชะงักไป “ฟางจือจี่?”

 

        “ตอนนั้นข้าวิงวอนขอร้องสัญญาว่าจะไม่นำดาบนี้ไปใช้ฆ่าใคร เพียงแค่นำมาพกติดตัวเท่านั้นสุดท้ายเขาถึงยอมมอบให้ข้า เขาบอกว่าใช้เวลาหนึ่งปีในการผนึกดาบไว้ในธงเหล้า...ฮ่าๆ ๆ ข้าลืมไปได้อย่างไรว่ามีของดีเช่นนี้อยู่ เมื่อมีธงนี้คืนนี้ข้าก็จะนั่งชมดวงจันทร์อยู่ข้างหน้าต่างนี้แหละ”

 

        ทรงนำธงนี้ไปปักไว้ที่หน้าต่าง “เจ้าไปเถอะไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เจ้าและข้าก็อยู่บนเรือลำเดียวกันแล้วข้าล่อคนมาที่นี่ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีส่วนเจ้าจัดการด้านนอกได้มากเท่าไหร่ก็จัดการไป เจ้าและข้าร่วมมือร่วมใจกันไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้”

 

        ไม่รู้เพราะอะไร ตอนที่อันเจิงเดินออกมาในสมองของเขานึกถึงองค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีอย่างไม่อาจควบคุมได้...จากนั้นเขาก็รู้สึกหายใจไม่ออกเหมือนมีก้อนหินมาทับไว้

 

        อันเจิงที่บาดเจ็บไปทั้งร่างเดินออกจากตำหนักวิหารสวรรค์ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่ารอบด้านมีหลายร้อยคนที่อยากกำจัดเขา ด้านนอกตำหนักวิหารสวรรค์ก็เหมือนตาข่ายจับปลาส่วนเขาที่เดินออกมาก็เหมือนเอาหัวมุดเข้าไปในตาข่าย

 

        “ไม่ต้องกังวลไม่มีใครกล้าลงมือกับเจ้าก่อน” เสียงของเฉินเซ่าป๋ายดังขึ้นข้างอันเจิงอีกครั้งไม่ต่างไปจากผี

 

        “เวลาอย่างนี้เหมือนผิวน้ำกลางทะเลก่อนคลื่นยักษ์จะระเบิดตอนนี้ทุกคนต่างก็มีเส้นกั้นระหว่างคนสองฝ่ายเอาไว้ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเป็นคนเริ่มก่อน เพราะหากเริ่มเปิดศึกก็ต้องมีการนองเลือดที่ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะอีกอย่าง...ถึงแม้เจ้าจะเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นรองหัวหน้าองครักษ์ของตำหนักวิหารสวรรค์แต่นี่ก็ไม่เพียงพอจะเป็นแรงจูงใจในการเป็นฝ่ายลงมือก่อนหรอก”

 

        อันเจิงพูดขึ้นเหมือนพึมพำกับตัวเอง“บ้านเจ้าขายร่มรึ?”

 

        “จะรับไปขายต่อหรือไม่เล่า”

 

        “ราคาเท่าไหร่?”

 

        “เอาแค่เจ้าคนเดียวก็พอ”

 

        “ไสหัวไป...” อันเจิงไล่

 

        เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “ลืมคุณคนจริง ๆตอนนี้ที่เจ้ากำลังโด่งดัง นั่นเพราะได้ความช่วยเหลือจากข้านะ”

 

        “อิจฉาก็ออกมาทำเองสิ” อันเจิงท้า

 

        เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้าอีกครั้ง“ข้าชอบความรู้สึกที่ได้สร้างคนให้มีชื่อเสียงมากกว่า นั่นถึงเป็นเถ้าแก่ของจริงเข้าใจหรือไม่? คนที่โด่งดังอย่างเจ้า ดูเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นพวกใช้แรงงาน...มู่ฉางเยียนให้เจ้าไปแย่งที่ดินแต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีความสุขเลยนะ เรื่องดีขนาดนี้ หากเป็นคนอื่นคงรีบพุ่งออกไปจัดการแล้วเพียงแค่มู่ฉางเยียนเอ่ยปาก ต่อให้ตระกูลเกาจะมีรากฐานยิ่งใหญ่ขนาดไหนแต่ก็มีคนจ้องสูบเลือดสูบเนื้อพวกเขาอยู่”

 

       อันเจิงถอนหายใจ“ต้องมีคนตาย”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดอย่างเบื่อหน่าย“หยุดพล่ามได้แล้ว...เจ้าควรจะคิดอย่างนี้ หากเจ้าแย่งที่ดินมามากเท่าไหร่เจ้าก็จะมีผลประโยชน์ให้เพื่อนของตัวเองมากเท่านั้น อีกทั้งภายใต้การควบคุมของเจ้าทุกอย่างก็จะมีระเบียบมากขึ้นจริงหรือไม่?”

 

        อันเจิงหัวเราะ “เมื่อเจ้าพูดอย่างนี้แล้วข้าก็เริ่มอยากได้ขึ้นมา”

 

        เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก “พล่ามไปใหญ่แล้วข้าพอจะดูออกอยู่หรอก จิตใจเจ้าน่ะร้ายไม่เบา ต่อให้ข้าจะไม่พูด เมื่อกลับไปถึงสำนักเจ้าก็ต้องเตรียมมีดแล้วลุยทันทีแน่นอน”

 

        อันเจิงพูดอย่างจริงจัง “ที่ข้าเดินช้านั่นไม่ใช่เพราะว่าไม่อยากไปแย่งที่ดินเหล่านั้น แต่เพราะกำลังคิดว่าจะแย่งมาอย่างไรและหลังจากแย่งมาแล้วจะจัดการอย่างไรต่างหาก”

 

        “แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร”

 

        “ยกเลิกการพนัน”

 

        “...”

 

        “อันเจิง”

 

        “หือ?”

 

        “เจ้านี่มันโง่เง่าจริง ๆ”

 

        “ในบางครั้งข้าก็โง่จริง ๆ นั่นแหละ”อันเจิงยอมรับ

 

        เขาเงยหน้ายืดตัวตรง“เปิดโรงพนันได้กำไร...แต่ข้าไม่ชอบอะไรแบบนั้น”

 

        “ชาติที่แล้วเจ้าน่าจะเป็นคนวิเศษ” เฉินเซ่าป๋ายเดา

 

        “ชาตินี้ข้าก็เป็นอยู่นี่”

 

        เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะ “เช่นนั้นช่วยรับการคำนับจากข้าด้วย”

 

        อันเจิงกลอกตา“ตอนนี้ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าการเลือกข้างของเจ้ามีปัญหา”

 

        “มารดามันเถอะ...เจ้าจะสงสัยอะไรอีก ข้าก็อยู่ข้างเดียวกับเจ้าน่ะแหละ”

 

        อันเจิง “...”

 

        เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเสียงดังแต่ทว่าเสียงนี้มีเพียงอันเจิงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินหลังจากหัวเราะเสร็จเฉินเซ่าป๋ายก็พูดอย่างจริงจัง “อันเจิง...ครั้งก่อนที่เจ้าถามข้าว่าหากอีกหน่อยเราสองคนยืนฝั่งตรงข้ามกันข้าจะทำอย่างไรข้าเคยบอกว่าจะเป็นคนฆ่าเจ้าด้วยมือตัวเอง หลังจากกลับไปแล้วข้ามานึกทบทวนดูอีกทีความจริงข้าคงจะเป็นคนลงมือฆ่าเจ้าเองนั่นแหละ”

 

        เสียงนั่นเงียบหายไป

 

        ฝีเท้าของอันเจิงหยุดลงจากนั้นก็มองไปยังรอบด้าน และแน่นอนว่าเขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

 

        เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ ๆเฉินเซ่าป๋ายถึงพูดเรื่องนี้ อีกทั้งยังเน้นคำว่าข้าจะเป็นคนฆ่าเจ้าเอง ฉะนั้น...อนาคตเขาทั้งสองต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน?

 

        เพราะอะไร?

 

       อันเจิงเดินไปพร้อมกับความสงสัยจนถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์หลังจากหยุดฝีเท้าก็ตะโกนขึ้น “ตู้โซ่วโซ่ว! เรียกคนของเรากลับมาให้หมดก่อนฟ้ามืดเราจะออกไปเดินเล่น”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพุ่งออกมาจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อย่างรวดเร็วประดุจสายลม“อะไร?”

 

        อันเจิงกอดไหล่ของตู้โซ่วโซ่ว“ข้าจะล้อมคอกหมูคอกใหญ่ในเมืองหลวงนี้ให้เจ้าอย่างไรเล่า”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน