ณ ห้องนอนของเหวินชิงโหว
"คุณชายใหญ่ขอรับ ให้บ่าวไปเตรียมรถม้าเลยหรือไม่ขอรับ" ถงฝูพูดกับคุณชายใหญ่หรือเหวินชิงโหว— อวี๋เหวิน
"ถงฝู ข้าบอกเจ้ากี่ครั้ง อยู่ต่อหน้าข้า เจ้าไม่ต้องแทนตนเองว่าบ่าว เจ้าเรียกแทนตนเองว่าข้าเถิด"
"ไม่ได้หรอกขอรับ คำว่าข้ามันเป็นการตีตนเสมอคุณชายใหญ่"
"ถงฝู เจ้ากับข้าเองก็รู้ เรามีความลับที่เกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ข้าเองก็เห็นเจ้าเป็นเสมือนกับน้องชายคนหนึ่ง เจ้าไม่ต้องถือยศศักดิ์กับข้า นี่ถงฝู ถ้าข้าเป็นคนถือยศถือศักดิ์จริง ข้าคงภูมิใจกับตำแหน่งเหวินชิงโหวไปเสียแล้ว" อวี๋เหวินจิบชาแล้วถอนหายใจ
ถงฝูเห็นเจ้านายเหนื่อยเป็นอย่างมาก จึงยอมปฏิบัติตาม "ได้ขอรับ"
"ดีมาก" อวี๋เหวินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"คุณชายใหญ่ จะให้ข้าน้อยไปเตรียมรถม้าเลยหรือไม่ขอรับ"
"ก็ดี ถงฝู เจ้าเป็นคนรอบคอบอย่างมาก ตามที่เจ้าว่ามา ไปเตรียมรถม้าเพื่อเข้าวัง อีกไม่นานฝ่าบาทคงเรียกให้ มู่กงกง มาพาข้าไปเพื่อเข้าวังถวายรายงานการทุจริตที่สืบมา"
"ได้ขอรับ" ถงฝูกำลังจะวิ่งไป
"ช้าก่อน ประเดี๋ยวพวกเราออกไปพร้อมกันเลยดีกว่า เพื่อไม่ให้เสียเวลา ข้านั่งรอที่นี่ไปก็เปล่าประโยชน์ ไปรอที่หน้าประตูจวนเสียยังดีกว่า ถือเป็นการให้เกียรติมู่กงกง"
อวี๋เหวินพูดดังนี้ ทั้งคู่จึงเดินออกไปพร้อมกัน ทั้งสองยังคงแต่งกายชุดเดิมที่เพิ่งกลับมาจากทางภาคใต้ของแคว้นเทียนหมิน ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเป็นชุดใหม่เสียให้เรียบร้อย ด้วยฮ่องเต้หมินเล่อไม่ได้เป็นคนที่เคร่งเรื่องการรักษาภาพลักษณ์มากนัก ฮ่องเต้หมินเล่อเคร่งครัดในการทำงานเสียมากกว่า จึงเน้นเรื่องราวที่สืบได้มากกว่าจะใส่ใจรูปร่างภายนอก แต่อย่างไรก็ต้องมีการเชิญชวนคนที่จะเข้าวังมาให้
เรียบร้อย จึงต้องส่งมู่กงกง ขันทีคนสนิทมาเชิญอวี๋เหวินเสียก่อน
ก่อนที่จะเดินไปถึงหน้าประตูจวน อวี๋เฟิงเฟยที่พรวดพราดออกมา เพราะอยากออกมาสูดอากาศภายนอกให้เต็มปอด ก็เกือบชนเข้ากับอวี๋เหวิน ผู้เป็นพี่ชายใหญ่ และถงฝู บ่าวคนสนิท
อวี๋เหวินส่งเสียงทักออกมา
"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่"
อวี๋เฟิงเฟยกำลังจะตอบว่า "ไม่เป็นอะไร" พลันเงยหน้าขึ้นไปมองพบว่า ชายหนุ่มคนนี้ที่นางกำลังจะชนอยู่ในชุดมอมแมม ไม่แต่งกายที่เรียบร้อยดูสภาพ เมื่อมองหน้าแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่านี่ไม่ใช่ใครคนอื่น นอกจากภาสพงษ์ เบ๊ของเธอนี่เอง
"เหอะ! ชาตินี้นายพงษ์ก็ยังเป็นบ่าวสินะ นี่คงเป็นถงฝูล่ะสิ พี่ชายของถงฮว๋า"
หญิงสาวคิดในใจพลางมองขึ้นมองลงด้วยสายตาของเจ้านายกำลังพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกของเลขา เมื่อหันไปมองชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างก็คิดว่า
"อะไรกัน นี่นายก้องเกียรติคนขับรถคฤหาสน์ฉัน ได้มาเป็นท่านโหวของจวนนี้ เป็นพี่ชายของฉันเลยเชียว แต่หน้าตาก็ไม่เหมือนฉันเลยสักนิด เหอะ! เหมือนใครกันเนี่ย แต่ยังไงนายคนนี้ก็เป็นพี่ชายฉันตอนนี้ มีบารมี ออดอ้อนพึ่งก่อนแล้วกัน อ้อนแล้วค่อยขอเอาตัวนายพงษ์มารับใช้"
อวี๋เฟิงเฟยจึงเชิดหน้าใส่ภาสพงษ์ในชาตินี้ แล้วหันไปพูดจาฉอเลาะออดอ้อนนายก้องเกียรติ ท่านโหวพี่ชายของเธอ
"พี่ชายใหญ่ ข้าเจ็บมากเลยเจ้าค่ะ พี่ชายต้องทำโทษถงฝูให้ข้านะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอมจริงด้วย" พูดกับพี่ชายใหญ่ของเธอเสร็จ อวี๋เฟิงเฟยจึงหันไปพูดกับบ่าวคนสนิทของพี่ชาย
"นี่ เจ้าเป็นคนวิ่งมาชนข้าก่อน เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ เหตุใดจึงเป็นคนเช่นนี้ เจ้ามัวแต่คุยรับใช้เจ้านายอยู่สิท่า ถึงได้ไม่มองทาง ข้าเดินมาทั้งคน ความโดดเด่นของข้าก็หาได้น้อยไม่ แต่เจ้าไม่สนใจจะมอง หางตาเจ้าไม่เคยเหลือบมองสักนิด จนกระทั่งมาชนให้ข้าบาดเจ็บเข้า ถงฝู เจ้าต้องชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำลงไป"
ชาตินี้เธอได้มาเจอหน้าภาสพงษ์ในอดีตสักหน่อยแล้ว แกล้งหาเรื่องดีกว่า อยากเห็นภาสพงษ์อ้อนวอนจนต้องยอมตามใจเธอ
ชายหนุ่มทั้งสองยืนมองหน้ากันด้วยความงุนงงและสงสัย เหมือนเรื่องนี้จะมีบางอย่างที่อวี๋เฟิงเฟยเข้าใจผิดไปจนกระทั่งจะหันไปบอกเล่า แต่ขณะนั้นคณะขบวนของมู่กงกงได้เดินทางมาถึงพอดี
มู่กงกงที่ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้หมินเล่อ ให้มาเชิญเหวินชิงโหวเข้าวังไปรายงานและปรึกษาราชการด้านพระคลัง เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนโหวแห่งนี้จึงต้อนรับด้วยเสียงเอิกเกริก
"สาสน์จากฝ่าบาทมีเรื่องรายงานมายังเหวินชิงโหวขอรับ"
มู่กงกงที่ยืนอยู่หน้าประตูจวนตะโกนร้องออกมาด้วยเสียงอันดังแต่ไม่มีผู้คนละแวกนั้นสนใจ เพราะจวนของเหวินชิงโหวเป็นจวนที่มีขนาดใหญ่กว่าจวนอื่นๆ บริเวณรอบข้างมีแต่จวนขุนนางขั้นโหวเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความชื่นชมของฮ่องเต้หมินเล่อที่มีต่ออวี๋เหวิน อวี๋เฟิงเฟยได้ยินเสียงอึกทึกหน้าประตูจวน จึงหันไปบอกกับชายหนุ่ม
"นั่นใครมาเอะอะโวยวายหน้าประตูจวนของเรากัน ข้าขอออกไปดูก่อน"
ชายหนุ่มทั้งสองจะห้ามอวี๋เฟิงเฟย แต่ช้าไป เพราะนางวิ่งไปตามทิศทางเสียงที่ได้ยิน ดังนั้นชายหนุ่มทั้งสองจึงรีบวิ่งรั้งท้ายตามมาเพราะรู้ว่าบัดนี้สาสน์เชิญจากฝ่าบาทมาถึงแล้ว
"โอ้โห! ใครกัน นี่ข้าว่าข้าก็ไม่ได้ชื่นชมคนหน้าตาหล่อเหลามากนะ แต่ทำไมคนผู้นั้นถึงหล่อขนาดนี้ แต่งตัวเต็มยศ ดูแปลกตาเชียว ยังหนุ่มอยู่ด้วย แต่เหมือนมีอะไรแปลกไป" อวี๋เฟิงเฟยพูดออกมาแต่เสียงไม่ได้ดังมาก
มู่กงกงเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหมือนที่อวี๋เฟิงเฟยบอก รูปร่างภายนอกที่ดูดี ถ้าไปอยู่ในยุคอนาคต มู่กงกงคงไม่ต่างจากพวกดาราแน่ๆ มีรัศมีบางอย่างห้อมล้อมเขาไว้ แต่ไม่ใช่รัศมีแห่งความน่าเกรงขาม เสียแต่อย่างเดียวชายหนุ่มไม่ได้เป็นชายเต็มตัว เพราะเขาถูกตอนจนกลายเป็นขันทีคนสนิทของฝ่าบาทไปเสียแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมอวี๋เฟิงเฟยถึงรู้สึกว่ามู่กงกงมีบางสิ่งแปลกแตกต่างออกไป แต่เธอยังไม่ได้รับรู้
อวี๋เหวิน — เหวินชิงโหวที่วิ่งตามมาทันได้ยินหญิงสาวพูดจึงหันไปบอกกับน้องสาวว่า
"นั่นคือมู่กงกงอย่างไรเล่า เฟยเฟยเจ้าสมองกระทบกระเทือนมากเลยสิท่า ข้าจะเชิญให้หมอมาตรวจเจ้าเสียก่อน"
อวี๋เฟิงเฟยหันไปมองอวี๋เหวินพูด
"เหอะ! รู้ลึกจริงนะเจ้าน่ะ เจ้าจะให้หมอมาตรวจข้าทำไมกัน มีสิทธิ์อะไร คนที่สมควรเชิญหมอมาตรวจข้าคือพี่ชายใหญ่ของข้านู่น"
อวี๋เฟิงเฟยคิดว่า "ยุ่งไม่เข้าเรื่องนะไอ้พงษ์ ฝากไว้ก่อน"
มู่กงกงหันไปมองตามทิศทางพบว่าอวี๋เหวินและถงฝูมาพอดี
"นี่ขอรับเหวินชิงโหว สาสน์จากฝ่าบาทเชิญท่านโหวเข้าวังไปปรึกษาราชการขอรับ"
มู่กงกงเดินเข้าไปหาอวี๋เหวิน อวี๋เฟิงเฟยทำหน้างุนงง
"ข้าขอขอบน้ำใจกงกงมากที่เสียเวลามา นี่สินน้ำใจของจวนข้า" อวี๋เหวินมอบถุงเงินซึ่งถือเป็นสินน้ำใจที่มีจำนวนไม่ใช่น้อยให้มู่กงกง
"เป็นหน้าที่ของกงกงอย่างข้าน้อยขอรับ ขอเชิญท่านโหวด้วยนะขอรับ"
มู่กงกงเหมือนจะปฏิเสธแต่ก็รับน้ำใจนี้ไว้ เป็นการแลกเปลี่ยน คนที่เห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเราแต่เด็ดเดี่ยว เข้มแข็งแบบอวี๋เหวิน เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในราชสำนักยิ่งนัก
มู่กงกงกล่าวขอบคุณแล้วหันไปทักทายอวี๋เฟิงเฟย ผู้เป็นคุณหนูรองของจวน
"สบายดีนะขอรับ คุณหนูรองอวี๋"
อวี๋เฟิงเฟยตอบรับไมตรี "ขอบน้ำใจกงกงมากเจ้าค่ะ ช่วงนี้ข้าไม่ใคร่สบายเท่าที่ควร เพิ่งฟื้นไข้เจ้าค่ะ แล้วนี่เหตุอันใดกันเจ้าคะ กงกงทักทายคนผิดใช่หรือไม่ ถึงพูดคุยกับถงฝูแบบนี้ ทำไมไม่เชิญสาสน์ให้พี่ชายใหญ่ด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ หรือว่าเป็นกฏของราชสำนักที่คนตอบรับสาสน์จะเป็นบ่าวคนสนิทประจำตัว"
มู่กงกงทำหน้าตอบรับด้วยความงุนงง หันไปพูดกับอวี๋เหวิน
"คุณหนูรองอวี๋เป็นอันใดไปรึท่านโหว"
"น้องสาวข้าไม่เป็นอันใดมากนักขอรับ นางเพิ่งตกบันไดมา ข้าว่าสมองนางคงกระทบกระเทือนมิใช่น้อย"
มู่กงกงทำหน้าตกใจ "เรื่องนี้ควรรายงานฝ่าบาทหรือไม่"
อวี๋เหวินห้ามปราม "อย่าเลยดีกว่าขอรับกงกง คนที่ฝ่าบาทสนใจคงหาใช่เฟยเฟยมาก"
"ฝ่าบาทสนใจเพราะทุกคนคือครอบครัวของคุณหนูใหญ่อวี๋นะขอรับท่านโหว แล้วนี่คุณหนูใหญ่อวี๋ยังไม่กลับจากสวดมนต์ขอพร ปฏิบัติธรรมให้ฝ่าบาทหรือขอรับ" คุณหนูใหญ่อวี๋ที่มู่กงกงกล่าวถึงก็ไม่ใช่ใคร เธอคืออวี๋เฟิงฟ่งนี่เอง
"ข้ารู้เรื่องนี้ดีกงกง แต่ขอบใจท่านมาก ไม่จำเป็นต้องรายงานฝ่าบาทให้ท่านเครียดไป เฟยเฟยประเดี๋ยวได้พักก็หาย อาการดีขึ้น อาฟ่งเองก็ยังไม่ครบกำหนดเวลา คงหลายเดือนกว่านางจะกลับมา"
มู่กงกงทำเหมือนตอบรับแต่คิดว่า
"เดี๋ยวข้าคงต้องกล่าวให้ฝ่าบาทรับรู้เสียก่อน"
อวี๋เฟิงเฟยสงสัยในบทสนทนา มู่กงกงต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ นางจึงกล่าวย้ำ
"กงกงคุยกับพี่ชายใหญ่ของข้าสิเจ้าคะ ปล่อยพี่ชายใหญ่ยืนโดดเดี่ยว ท่านมัวแต่พูดคุยกับบ่าว" อวี๋เฟิงเฟยบุ้ยหน้าไปทางถงฝู
มู่กงกงจึงเป็นผู้ตอบคำถามให้คลายความสงสัย
"นี่คือท่านโหวอย่างไรเล่าขอรับ เหวินชิงโหว —อวี๋เหวิน คุณชายใหญ่อวี๋ของคุณหนูรองอวี๋"
มู่กงกงแนะนำตัว อวี๋เฟิงเฟยตกใจหน้าถอดสีคิดในใจว่า
"ล้อข้าเล่นแน่ๆ ไอ้พงษ์จะมาเป็นพี่ชายใหญ่ได้ยังไง เห็นอยู่ชัดๆ หน้ามอมแมม เสียผ้ามอมแมมเสียขนาดนี้ ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ เล่นละครกันอยู่แน่ๆ "
หญิงสาวจะปฏิเสธ แต่หันไปมองพบว่าทุกคนมีสีหน้าจริงจังไม่ได้มีวี่แววของการเล่นละครแต่อย่างใด
"ไม่จริ้งงงงงงงง ชาตินี้ไอ้พงษ์เป็นพี่ชายฉันหรอเนี่ย ถงฝูไม่ใช่ไอ้พงษ์ แต่คืออวี๋เหวิน อะไรของยัยฟ่งเอ๋อเนี่ยทำฉันทักคนผิดได้ ขายหน้าจริงๆ ทำไงดีละยัยเพนนี" ยามคับขันก็หลุดคิดถึงชื่อจริงออกมาแต่ไม่วายโทษเป็นความจำที่ผิดพลาดของอวี๋เฟิงฟ่ง
เมื่อคิดอะไรดีๆ ที่จะทำให้ตนรอดพ้นสถานการณ์นี้ได้ นางจึงพึมพำว่า
"วิธีเบสิคแบบหน้าไม่อายแล้วกัน"
วิธีนั้นคือการแกล้งเป็นลมนี่เอง ไม่ต่างจากตอนที่ดาริกาเคยกระทำเมื่อรู้ว่าความจริงของตนกำลังจะเปิดเผย คิดแบบนี้อวี๋เฟิงเฟยเลยแกล้งเป็นลมทันที
เมื่อทุกคนเห็นอวี๋เฟิงเฟยเป็นลม ทุกอย่างจึงอยู่ในความตกใจและความโกลาหลอย่างมาก