ตอนที่76 ข้าเป็นทาสที่ไม่มีความรู้
ทีชจับกระบี่ในมือขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อมถึงเขาจะมองออกว่าอะแวสะดอ ตาและ ติดดีบัพอะไรบางอย่างอยู่จึงไม่อาจสู้ได้เต็มที่แต่ทีชก็ต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อนเพราะไม่ว่ายังไงคนตรงหน้าก็เป็นถึง NPCในประวัติศาสตร์และยังเป็นจอมโจรขมังเวทย์อีกด้วยซึ่งดูแล้วน่าจะเชี่ยวชาญการใช้ไสยศาสตร์หรือเวทด้านมืด
แต่ในขณะเดียวกันอะแวสะดอตาและกำลังคิดหาทางหนีอย่างเคร่งเครียดเขาในเวลานี้ไม่อาจใช้พลังเวทได้และยิ่งไม่สามารถขยับตัวมากๆ ได้เพราะเมื่อไหร่ที่เขาขยับตัวอีกฝ่ายอาจจะมองออกว่าเขาเคลื่อนที่ได้ช้ามากๆในเวลานี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าต่อให้พบกับชาวบ้านธรรมดาๆก็สามารถถือมีดวิ่งไล่เขาได้ทัน
‘ลองหยั่งเชิงดูก่อนดีมั้ยนะ เราต้องคอยสังเกตการร่ายอาคมของเขาถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเขาเคลื่อนไหวไม่สะดวกแต่อาคมด้านมืดก็ไม่อาจประมาทได้’
ทีชกำลังพยายามคาดคะเนความเป็นไปได้ของศึกครั้งนี้ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจารย์ของเขาต้วนเจิ้งฉุนเป็นคนบอกให้ฝึกฝนให้ติดเป็นนิสัย เพราะทีชนั้นสามารถใช้พรสวรรค์ในการสังเกตได้เพราะฉะนั้นเวลาต่อสู้อาจารย์ของเขาจึงฝึกให้ทีชคาดการณ์ล่วงหน้าให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ดึงศักยภาพของการสังเกตออกมารวมถึงคำเตือนที่อาจารย์ต้วนเจิ้งฉุนเน้นย้ำต่อเขาคือ ‘ห้ามใจอ่อนต่อศัตรู’ เป็นคำเตือนที่แฝงด้วยเจตนาของความเป็นห่วงระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์
หลังจากที่คาดคะเนความเป็นไปได้ไว้หลายแบบทีชก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อนทันทีทีชใช้ท่าร่างหรือวิชาตัวเบาวิชาใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นซึ่งดัดแปลงมาจากฟุตเวิร์คของมวยสากลที่อิปคุงเคยสอนเขาเอาไว้ที่โลกภายนอก ทีชตั้งชื่อวิชานี้เอาไว้ว่า ‘เก้าทิศผันแปร’ ซึ่งเป็นการใช้การก้าวขาออกไปตามทิศต่างๆซึ่งทิศสุดท้ายคือการกระโดดขึ้นด้านบนแต่การก้าวแต่ละครั้งนั้นสามารถพลิกแพลงได้ในชั่วพริบตาซึ่งทีชใช้เวลากว่า 3เดือนในเกมในการฝึกจนคล่องระบบได้คำนวณและจัดให้เป็นวิชาที่อยู่ในระดับ A ซึ่งถือว่าเป็นยอดวิชาได้เช่นกันถึงแม้จะด้อยกว่ากระบี่เจ็ดชีพจรก็ตาม
แต่ทว่าอย่าลืมว่าทีชในเวลานี้มีการสังเกตเป็นเลิศนั่นหมายความว่าหากเขาใช้การก้าวเท้าด้วยวิชา ‘เก้าทิศผันแปร’ที่สามารถพลิกแพลงทิศทางการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วนี่ก็ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีกแล้ว
เก้าทิศผันแปร!
ทีชใช้วิชาตัวเบาออกมาพร้อมกับพุ่งเฉียงไปทางด้านขวาของอะแวสะดอตาและเพียงเล็กน้อยให้ดูเหมือนเป็นการหยั่งเชิงแต่อะแวสะดอ ตาและนั้นถูกลดความเร็วไป 80% อยู่จึงไม่อาจตามความเร็วของทีชได้ทันเขาจึงคิดที่จะบลัฟอีกฝ่ายด้วยการทำปากขมุบขมิบคล้ายการท่องคาถา แต่ทว่า
ฉึก!
อึ๊ก!
“!....” ทีช อึ้งที่กระบี่ในมือกับแทงเข้าที่หัวใจของอะแวสะดอตาและได้อย่างง่ายดายกว่าที่คิด
ความจริงในเสี้ยววินาทีทีชสังเกตเห็นปากของอะแวสะดอตาและคล้ายกับกำลังท่องคาถาทีชจึงทำตามการคาดคะเนล่วงหน้าของเขาก่อนหน้านี้คือใช้วิชาตัวเบาของเขาพลิกทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าประชิดหลังจากนั้นก็แทงกระบี่ออกอย่างรุนแรงเพื่อขัดจังหวะร่ายคาถาแต่อะแวสะดอ ตาและกลับหลบไม่พ้น
“บัดซบ! จอมโจรขมังเวทย์อย่างข้ากลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของใครที่ไหนก็ไม่รู้!อ๊อก!” เมื่อพูดจบประโยคอะแวสะดอ ตาและก็สิ้นใจตายทันที กระบี่หมายเลข 798 ของทีชยังคงปักอยู่ที่หน้าอกทะลุถึงหัวใจอยู่เลย
‘ห๊ะ! นี่มันบ้าอะไรกัน ทำไมตายง่ายแบบนี้?’
ทีชตะลึงในฝีมือของตัวเองถึงแม้เขาจะมีพรสวรรค์ในการสังเกตแต่เวลานี้กลับสังเกตไม่ออกแล้วเขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่โต้ตอบเลยสักนิดต่อให้ร่างกายขยับได้ไม่คล่องหรือแม้กระทั่งขยับไม่ได้เลยก็ตามอย่างน้อยระดับมหาจอมเวทหรือจอมขมังเวทย์ย่อมต้องสามารถป้องกันตัวเองได้บ้างสิแต่นี่กลับตายในกระบี่เดียวเสียอย่างงั้นแม้กระทั่งวิชากระบี่เจ็ดชีพจรที่เป็นไม้ตายของทีชยังไม่ทันจะใช้ออกเลย
ทีชเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วก้มลงมองศพของจอมโจรขมังเวทย์ทีชพบกับอุปกรณ์แปลกๆและพบตุ๊กตาฟางรูปร่างคล้ายมนุษย์ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นไสยเวทย์เมื่อตรวจๆดูทีชไม่พบอาวุธแต่กลับได้ทองคำแท่งที่ดูแล้วน่าจะมีมูลค่ามหาศาลเพราะเป็นทองแท่งใหญ่ซึ่งมีมากถึง10 แท่งซ่อนอยู่ในกระเป๋าทีชเก็บรวบรวมทุกอย่างเข้าไปในช่องเก็บสัมภาระของระบบจากนั้นก็เดินขึ้นเขามุ่งหน้าสู่ค่ายโจรด้านบนต่อทันที
......
ค่ายโจร
ทางด้านฮิเดโยชิและเตียวเลี้ยวที่ติดอยู่ในอาณาเขตเวทวิญญาณอาฆาตจู่ๆเวทอาณาเขตก็หายไปทำให้บรรดาลูกน้องโจรทั้งหมดต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอีกครั้งเตียวเลี้ยวและฮิเดโยชิออกคำสั่งให้ทหารเร่งจัดการโจรทั้งหมดบนภูเขาซึ่งในขณะนั้นเอง
เปรี๊ยง!
อ๊ากกกก!
“ไอ้ทาสบ้านี่ทำไมมันเก่งจังวะ เห้ย...อ๊ากก!”
“หยุดมันเร็วมันกำลังจะเข้าไปหานักโทษ”
เสียงของโจรบริเวณที่เป็นที่คุมขังพวกทาสเวลานี้กำลังกรีดร้องและตกอยู่ในความสับสนเพราะพวกเขาไม่อาจรับมือทาสเพียงคนเดียวได้เลย โดยที่ทาสคนนี้มีเพียงสองมือและสองเท้า
แต่สำหรับปรมาจารย์วิชาแม่ไม้มวยไทยซึ่งเป็นวิชาต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดของโลกวิชาหนึ่งตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นสามารถใช้ร่างกายแทบจะทุกสัดส่วนแทนอาวุธไม่ว่าจะเป็นหมัด เข่า ศอก และขา ทุกสิ่งล้วนน่ากลัวเมื่อถูกใช้โดยทาสคนนี้
‘ข้าวต้มมัด’ชายไทยที่เคยถูกจับเป็นเชลยของพม่าในอดีตซึ่งเก่งกาจวิชาแม่ไม้มวยไทย จนมีคนนำตัวตนของเขามาเขียนเป็นวรรณกรรมและยังทำเป็นละครทีวีหรือภาพยนตร์หลายครั้งเพียงแต่ชื่อได้ถูกดัดแปลงเป็น‘ขนมต้ม’ หรือที่หลายคนเรียกจนติดปากว่า ‘นายขนมต้ม’เวลานี้เขาได้ฟื้นขึ้นมาและมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับฝีมือการต่อสู้ระดับปรมาจารย์
เปรี๊ยง! แอ๊ก!
ปึก! อ๊ากกกก!
เสียงของโจรคนแล้วคนเล่าที่ถูกเตะจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นทีละคนจนในที่สุดข้าวต้มมัดก็มายืนอยู่ด้านหน้ากรงขังที่ข้างในมีคนเพียงคนเดียวกำลังยืนอยู่
“รอนานไหมสหาย” ข้าวต้มมัด พูดขึ้น
“ขอบคุณที่กลับมาช่วยข้า” นายทหารหนวดเขี้ยวเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องหรอกข้าไม่ได้มาคนเดียวหัวหน้าของเจ้าเมืองอู๋โจวเป็นคนส่งกองกำลังทหารขึ้นมาปราบโจรร้ายและผู้บังคับบัญชากองทัพก็มาด้วยตัวเองอีกด้วย เวลานี้กำลังต่อสู้อยู่กับอะแวสะดอตาและ” ข้าวต้มมัดอธิบายพร้อมกับหาดาบมางัดกรงขังเพราะครั้งนี้กรงขังเป็นเหล็กไม่ใช่ไม้แบบครั้งก่อนเขาจึงไม่สามารถทำลายได้ด้วยการเตะ
เคร้ง!
นายทหารก้าวออกจากกรงขังพร้อมกับสูดหายใจลึกครั้งหนึ่งเขาหยิบดาบสั้นออกมาถือเตรียมพร้อมเข้าร่วมศึกแต่ทว่าเมื่อเงี่ยหูฟังเสียงต่อสู้ดีๆ กลับพบว่า เสียงต่อสู้กำลังเบาลงเรื่อยๆ
“ดูเหมือนจะไม่ต้องลงมือแล้ว” นายทหารเก็บดาบสั้นแล้วหันไปพูดกับข้าวต้มมัด
“หืม...ทำไมเหรอ” ข้าวต้มมัด ไม่เข้าใจ
“เสียงไงละ เสียงการต่อสู้กำลังเงียบลงเรื่อยๆนั่นหมายความว่าการต่อสู้ใกล้จบแล้ว” นายทหารหนวดเขี้ยวอธิบาย
“อ้อ...เป็นงั้นเองหรือ...สมกับเป็นทหาร! ข้าเป็นเพียงทาสที่ไม่มีความรู้เลยไม่ทันสังเกต”ข้าวต้มมัด พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“ถึงท่านจะไม่มีความรู้ แต่วิชามวยกลับร้ายกาจมากนัก”
“ฮ่าๆๆ อาจารย์ข้าเคยบอกเอาไว้ว่านอกจากมวยไทยข้าก็ไม่มีอะไรดีอีกเลยฮ่าๆๆๆ” ข้าวต้มมัด หัวเราะออกมาโดยไม่สนใจว่าทหารคนนี้จะมองเขายังไง
“ใครว่ากัน...ยังมีอีกอย่าง...ท่านเป็นคนดี...เป็นคนไทยที่ดีคนหนึ่ง”ทหารหนวดเขี้ยวพูดพร้อมกับยิ้มให้
.....
ประตูด่านเมืองอู๋โจว
หมิงที่เร่งเดินทางกลับมาได้มาถึงหน้าประตูเรียบร้อยแล้วเขาเร่งเข้าประตูแล้วพุ่งตัวขึ้นไปยังห้องบัญชาการที่อยู่ด้านบนกำแพงทันทีอัลเฟรดกำลังนั่งอยู่ในห้องเพื่อจัดการธุระต่างๆ อยู่
“อัลเฟรด! จัดกองกำลังเร็ว ฮิเดโยชิและพี่ทีชกำลังตกอยู่ในอันตราย!”เมื่อเปิดประตูเข้ามาหมิงก็พูดขึ้นทันที
“อะไรนะ!” อัลเฟรด ตะโกนขึ้นอย่างตกใจ
“เป็นไปได้ยังไงแค่ค่ายโจรไม่ใช่หรือมีทั้งเตียวเลี้ยวและฮิเดโยชิจะอันตรายได้ยังไง”
“ไม่ใช่โจรแต่เป็นกองกำลังของอิกิ๋ม! ห้าทหารเสือของวุยก๊ก!” หมิงบอกเล่าเรื่องแบบสั้นๆ ออกไปให้อัลเฟรดฟัง
เมื่อฟังจบอัลเฟรดไม่รอช้าเขาเดินออกไปด้านนอกทันทีพร้อมกับเรียกทหารมาคนหนึ่งเขาออกคำสั่งให้ทหารแจ้งเตือนแล้วจัดตั้งกองกำลัง 300 นายทันทีส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมถึงไม่ยกไปมากกว่านี้นั่นก็เพราะทีชได้บอกหมิงไว้แล้วว่าให้นำกองกำลังมาโดยห้ามนำมาเกิน300 คน เพราะจะทำให้การเดินทางล่าช้าซึ่งอาจทำให้แผนการของทีชไม่สำเร็จ
“ข้าจะไปด้วย” อัลเฟรด พูดขึ้นในขณะที่ยืนมองทหารที่กำลังจัดทัพ
“เอ๋...คุณอัลเฟรดจะลุยด้วยเหรอครับ”
“แปลกใจทำไม เห็นแบบนี้ในโลกจริงข้าเป็นทหารเก่านะจะบอกให้” อัลเฟรดพูดพร้อมกับยืดอกขึ้นเล็กน้อย
“แล้วใครจะดูแลเมืองละครับ คุณฮิเดโยชิก็ไม่อยู่…”
“แค่เดี๋ยวเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวให้เจ้าเมืองคนเก่ารักษาการไปก่อน”อัลเฟรด ยังคงยืนยันคำเดิมไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องการออกไปลุยด้วยเพราะเขาทำงานนั่งโต๊ะมาพักใหญ่ๆจนเบื่อมากแล้ว
กิลแอดมิเรชั่นในปัจจุบันมีสมาชิกเป็นผู้เล่นเพียงไม่กี่คนและยังมี NPC ในประวัติศาสตร์เป็นแม่ทัพเสียส่วนใหญ่จึงยังไม่มีใครที่พอจะบริหารเมืองได้มีเพียงองค์หญิงผิงหยางซึ่งในเวลานี้เธอก็กำลังนั่งอึดอัดอยู่ที่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวอยู่เช่นกันดูแล้วถ้ามีโอกาสเธอคงรีบกระโดดขึ้นหลังม้าออกมาร่วมวงด้วยอย่างแน่นอน
หมิงที่เข้าใจความรู้สึกของอัลเฟรดจึงเลิกแย้งเขาหมิงยิ้มให้เล็กน้อยก่อนที่จะหันไปช่วยทหารจัดเตรียมทัพต่อความจริงในเวลานี้เขาเองก็อยากจะออกไปลุยมากพอๆ กับอัลเฟรดเลยทีเดียว
.....
บ้านหลังหนึ่งในโลกภายนอก
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินวนเวียนอยู่ในห้องรับแขกของบ้านตัวเองเธอมีผิวสีขาวใบหน้ารูปไข่ดูสวยงามเมื่อใครได้เห็นเธอยิ้มมักจะรู้สึกว่าโลกนั้นสดใสแต่ทว่าตอนนี้เธอกลับกำลังมีใบหน้าที่แสดงออกถึงความวิตกกังวลจนทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวที่ดูเหมือนคนที่กำลังเศร้า
ตลอดเวลา1 เดือนที่ผ่านมามิวไม่เคยรู้สึกมีความสุขเลยเธอได้แอบไปที่ร้านคาเฟ่ของติ๊กมาหลายครั้งแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปในร้านเพื่อรอพบกับติ๊กเธอนั้นอยู่กับความรู้สึกผิดมาตลอดเธออยากจะเข้าไปขอโทษติ๊กแต่เธอก็ไม่รู้จะพูดออกไปยังไงดี และอีกฝ่ายจะเชื่อเธอหรือเปล่า
‘ทำยังไงดี...เราอยากเข้าไปขอโทษ...แต่กลับไม่กล้า...เฮ้อ...’
มิวที่ตกอยู่ในความเครียดจนร่างกายอ่อนล้าทั้งกายและใจเธอเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วจ้องตัวเองอยู่ในกระจกอยู่นานจนสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเด็ดขาด
“เป็นไงเป็นกัน! เราเป็นคนผิดก็ต้องไปขอโทษ ดีกว่ามานั่งหลบหน้าอยู่แบบนี้”มิวได้สาบานกับตัวเองในกระจกว่าพรุ่งนี้เธอจะไปหาติ๊กที่ร้านคาเฟ่และเธอจะต้องพูดขอโทษอีกฝ่ายให้จงได้
.....
มิวนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้จะทำให้เกิดเรื่องราวอีกหลายอย่างตามมาแต่จะโทษเธอก็ไม่ได้เพราะไม่มีใครสามารถล่วงรู้เรื่องของอนาคตได้คงมีเพียงโชคชะตาที่กำลังจะเล่นตลกกับเธอและติ๊กอีกครั้งเท่านั้นที่รู้