แสงสะท้อนระยิบระยับของโคมไฟระย้าเนื้อแก้วเจียระไนขนาดมหึมาที่ห้อยระย้าอยู่บนเพดานโถงสูง ส่งประกายแวววาวล้อแสงไฟส่องสว่างโดยรอบ ราวกับจะประกาศความรุ่งโรจน์อันมั่งคั่งของคฤหาสน์ตระกูลภัทรกรให้โลกประจักษ์ ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ถูกเนรมิตให้กลายเป็ภาพวาดฝันที่แสนวิจิตรตระการตา อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนละมุน ของ ดอกไม้ป่าหายากนานาพรรณที่นำเข้ามาประดับตกแต่งตามซุ้มประตูและโต๊ะอาหารยาว เสียงดนตรีเครื่องสายจากวงดุริยางค์ย่อมๆ ลอยคลอเบาๆ ขับกล่อมให้ค่ำคืนนี้เปี่ยมล้นไปด้วยสุนทรียรสอันหรูหรา
ทว่าสำหรับคารินแล้ว เสียงเพลงและกลิ่นหอมเ่าั้กลับให้ความรู้สึกไม่ต่างจากหมอกควันหนาทึบที่คอยปิดตาและบดบังความจริงอันอึดอัดซึ่งซ่อนเร้นอยู่เื้ั
หญิงสาวสะกดซ่อนความปั่นป่วนในอกไว้ภายใต้ดวงหน้างามชดช้อยที่ได้รับการแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต ร่างระหง ของ เธออยู่ในชุดราตรียาวงามสง่าสีครีมมุกทอประกายทองอ่อนโยน เนื้อผ้าไหมละเอียดแนบชิดไปตามเรือนร่างอรชรอย่างพอเหมาะพอดี ทรวงอกอวบอิ่มรับกับ่ไหล่กลมกลึงดูชวนมอง หากแต่ยังคงความเรียบร้อยและสง่างามสมกับฐานะว่าที่สะใภ้ของตระกูลใหญ่ ทุกท่วงท่าก้าวย่างของคารินดำเนินไปตามจังหวะที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี มือเรียวบางข้างหนึ่งเกาะกุมกระชับอยู่กับท่อนแขนแกร่งของภัทรกรที่อยู่ในชุดสากลประณีตสีเทาเข้มเกือบดำ เส้นสายเสื้อนอกที่ตัดเย็บด้วยช่างฝีมือชั้นสูงเน้นย้ำความภูมิฐานและเพียบพร้อมของทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับแสนล้านได้เป็อย่างดี
"คาริน เหนื่อยไหมครับ ถ้าหิวน้ำหรืออยากพัก บอกผมได้ทันทีเลยนะ"
น้ำเสียงทุ้มสุภาพของภัทรกรดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับแรงบีบกระชับที่ฝ่ามือเรียวบางเพื่อแสดงความห่วงใย แววตาของชายหนุ่มที่ทอดมองมามีแต่ความรักอันราบเรียบและมั่นคง มันคือสายตาของชายผู้พึงพอใจในความสมบูรณ์แบบของชีวิตที่เขาได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้แล้ว คารินฝืนยิ้มตอบและส่ายหน้าแ่เบา รอยยิ้มที่เธอจงใจสร้างขึ้นเพื่อสวมทับหน้ากากสังคมที่ทุกคนรอคอยจะมองเห็น
"ไม่เป็ไรค่ะภัทร คารินยังไหวอยู่ค่ะ วันนี้งานเลี้ยงจัดได้งดงามมากจริงๆ ค่ะ แเื่ดูจะชื่นชอบมาก"
"เพราะมีคุณอยู่เคียงข้างผมต่างหาก งานนี้ถึงได้สมบูรณ์แบบ" ภัทรกรเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นอันเป็เอกลักษณ์ของเขา ชายหนุ่มหันไปทักทายกับนักธุรกิจชั้นผู้ใหญ่และภริยาที่ก้าวเข้ามาหาด้วยกิริยาที่ไร้รอยตำหนิ
ภายในอกของคารินกลับสั่นไหวและเหน็บหนาวอย่างน่าประหลาด ั้แ่เธอย้ายเข้ามาอาศัยร่วมกับภัทรกรในห้องชุดหรูอันเพียบพร้อมไปด้วยวิทยาการล้ำสมัยในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อพยายามชดเชยความผิดบาปที่ตนเผลอใจเตลิดไปกับทัตเทพในคืนฝนหลงฤดูนั้น เธอคิดว่าชีวิตที่อยู่ในกรอบระเบียบและสถิติการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบเกือบร้อยส่วนจะช่วยให้จิตใจอันฟุ้งซ่านกลับมาสงบและมั่นคงดังเดิม ทว่ายิ่งภัทรกรปฏิบัติต่อเธออย่างดีงามและให้เกียรติมากเท่าใด ความรู้สึกผิดอันดำมืดกลับยิ่งเกาะกุมในหัวใจและตอกย้ำว่าเธอกำลังสวมหน้ากากอันหนาเตอะเพื่อปิดบังรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ภายใน
ผู้คนรอบกายต่างประโคมคำชื่นชมและถ้อยคำสรรเสริญเยินยอถึงคู่รักที่เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก คารินได้แต่ตอบรับด้วยประโยคสำเร็จรูปที่สุภาพและลงตัวตามกรอบมารยาทสังคมที่เธอคุ้นเคย ทุกเสียงหัวเราะและคำพูดแสดงความยินดีในค่ำคืนนี้ช่างดูจอมปลอมและว่างเปล่า ราวกับทุกคนกำลังร่วมกันแสดงละครเวทีฉากใหญ่ที่มีชื่อว่าความสำเร็จทางสังคม
และแล้ว ท่ามกลางผู้คนในชุดหรูหราที่รายล้อมไปด้วยเสียงแก้วเครื่องดื่มกระทบกันเป็ระยะ สายตาของคารินก็ปะทะเข้ากับเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องจัดเลี้ยงที่ค่อนข้างเงียบงัน
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปในทันที ร่างกายพลันแข็งทื่อจนเกือบจะก้าวขาไม่ออก
ทัตเทพยืนอยู่ตรงนั้น... เขาได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงในฐานะสถาปนิกหลักผู้รับผิดชอบงานตกแต่งภายในโครงการศูนย์วิจัยความสัมพันธ์แห่งใหม่ ชายหนุ่มผิวเข้มร่างบึกบึนอยู่ในเครื่องแต่งกายเสื้อนอกสุภาพสีน้ำเงินครามเข้มทับเสื้อคอปกกระดุมหน้าสีเทาหม่นด้านในที่ปลดกระดุมบนออกหนึ่งเม็ดอย่างไม่เป็ทางการ แม้จะดูแปลกแยกและเรียบง่ายกว่าผู้ชายคนอื่นในงานที่สวมเครื่องแต่งกายเต็มยศ ทว่าความคมเข้มสะดุดตาและกลิ่นอายอันแข็งแกร่งเป็ธรรมชาติของเขากลับดึงดูดสายตาของผู้คนได้อย่างน่าประหลาด ใบหน้าคมเข้มที่มีหนวดเคราสั้นเป็ระเบียบดูสงบนิ่ง แววตาสีเข้มคมปลาบของเขาจ้องมองตรงมายังคารินไม่วางตา
มันเป็สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเงียบงัน เ็ปลึกซึ้ง ทว่าโหยหาอย่างปิดไม่มิด
คารินจ้องมองเขากลับอย่างไม่อาจละสายตาได้เช่นกัน ภาพเหตุการณ์อันเร่าร้อนลึกซึ้งบนโต๊ะเขียนแบบสถาปนิกในคืนฝนตกหลงฤดูพัดเข้ามากระทบความทรงจำอย่างบ้าคลั่ง ััอุ่นร้อนของฝ่ามือหนาหยาบกร้านที่บดเค้นไปตามผิวกายเนียนละเอียด รสจูบดุดันร้อนแรงทว่าแฝงความอ่อนโยนที่พรากลมหายใจของเธอไป และหยาดธารอารมณ์เสน่หาที่ผสมผสานในคืนนั้นยังคงจารึกแน่นอยู่ในห้วงสำนึกราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ความร้อนรุ่มที่แล่นริ้วขึ้นมาบนสองแก้มทำให้เธอต้องรีบเบือนหน้าหนีและบีบมือภัทรกรแน่นขึ้น
"มีอะไรหรือเปล่าครับคาริน" ภัทรกรเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเมื่อรู้สึกถึงแรงบีบที่มือของหญิงสาว
"เปล่าค่ะ... คารินแค่รู้สึกมึนหัวเล็กน้อยค่ะ" เธอตอบเสียงแ่ พยายามควบคุมจังหวะการหายใจ
ภัทรกรมองตามสายตาที่เธอเพิ่งเบือนหนีไปก่อนหน้า แล้วรอยยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผู้นั้นคือใคร
"อ้อ นั่นคุณทัตเทพ สถาปนิกของเรานี่ครับ ดีจริงที่เขาตอบรับคำเชิญมาร่วมงานนี้ด้วย ผลงานการออกแบบของเขาทำให้ผู้ใหญ่ในโครงการชื่นชมมากทีเดียว เราไปทักทายเขาหน่อยเถอะครับ"
คำชวนของภัทรกรไม่ต่างจากคำพิพากษาที่ดึงให้คารินต้องก้าวเข้าสู่สนามอารมณ์อันบีบคั้น หญิงสาวทำได้เพียงก้าวเดินตามแรงประคองของชายหนุ่มว่าที่คู่หมั้น ตรงเข้าไปหาชายหนุ่มผู้เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งซึ่งเธอยืนยันกับตัวเองว่าจะติดต่อกันผ่านทางข้อความสนทนาตัวอักษรเพื่อเื่งานเท่านั้น
"สวัสดีครับคุณทัตเทพ ยินดีมากที่มาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับคารินและฉลองความคืบหน้าโครงการในค่ำคืนนี้" ภัทรกรเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเป็มิตรและเปี่ยมมารยาทอันงดงามตามแบบฉบับของเขา ขณะเดียวกันก็ยกแขนขึ้นโอบรอบไหล่บางของคารินและรั้งตัวเธอเข้ามาแนบชิดกายอย่างเปิดเผยเพื่อแสดงความเป็เ้าของอย่างเป็ธรรมชาติที่สุด
ทัตเทพมองภาพการแสดงความใกล้ชิดนั้น แววตาของเขาไหววูบไปด้วยความร้าวรานใจวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความนิ่งสงบอย่างรวดเร็วเพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกภายในไม่ให้หลุดรอดออกมาต่อหน้าธารกำนัล
"สวัสดีครับคุณภัทรกร ยินดีด้วยครับสำหรับความสำเร็จขั้นแรกของโครงการ และยินดีด้วยสำหรับการต้อนรับคุณคารินเข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็ทางการ" ทัตเทพเอ่ยเสียงทุ้มต่ำและเนิบนาบ สายตาของเขาเลื่อนมาประสานเข้ากับั์ตากลมโตของคาริน แววตาของเขาเต็มไปด้วยประโยคคำถามมากมายที่ไร้เสียง
คารินรู้สึกเหมือนถูกแผดเผาด้วยสายตาคู่นั้น หน้ากากสังคมที่เธอสวมเกือบจะปริแตก ร่างระหงพยายามรักษากิริยาแข็งนิ่งและตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด
"ขอบคุณมากค่ะคุณทัตเทพ สำหรับความทุ่มเทในการออกแบบตกแต่งภายในของโครงการ หวังว่างานจะดำเนินไปด้วยดีตามกรอบเวลาที่ตกลงกันไว้"
คำพูดของคารินเต็มไปด้วยความเหินห่างและเป็ทางการจนดูราวกับว่าระหว่างเธอกับเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งใดๆ ต่อกันมาก่อน ทัตเทพยิ้มเศร้าในใจ ทว่าเขายังคงตอบรับด้วยมารยาท
"งานทุกอย่างจะเรียบร้อยตามแผนงานแน่นอนครับคุณคาริน ทุกสัดส่วนและรายละเอียดของโครงสร้างได้รับการคำนวณและออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมและแข็งแกร่งที่สุด เช่นเดียวกับสมการชีวิตที่คุณเชื่อมั่น"
คำว่า 'สมการชีวิต' ของทัตเทพกระแทกเข้ากลางใจของคารินอย่างจัง มันคือการทวงถามถึงความหมายของความสุขที่แท้จริงภายใต้รอยร้าวที่ซ่อนเร้นอยู่ ภัทรกรผู้ไม่ได้ร่วมรับรู้ความนัยเ่าั้ยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ
"ดีมากครับ ผมเชื่อมั่นในฝีมือการออกแบบของคุณทัตเทพเสมอ และผมมั่นใจว่าเมื่อโครงการนี้เสร็จสิ้น มันจะเป็เครื่องพิสูจน์ระบบจับคู่ความสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่คารินสร้างขึ้นมาได้อย่างไร้ที่ติ และแน่นอนว่าหลังจากนั้น เราสองคนก็จะเริ่มเตรียมงานแต่งงานกันอย่างจริงจังเสียที" ภัทรกรเอ่ยพร้อมกับกระชับไหล่บางของหญิงสาวให้แแ่ยิ่งขึ้น
ทัตเทพพยักหน้ารับอย่างสงบ แต่อกข้างซ้ายกลับหน่วงหนักจนแทบหายใจไม่ออก
"ยินดีด้วยล่วงหน้าครับคุณภัทรกร หวังว่าสิ่งที่คุณเลือกจะเป็ความสุขที่แท้จริง" ทัตเทพเอ่ยประโยคนั้นพร้อมกับสบตาคารินตรงๆ มันไม่ใช่คำอวยพร ทว่ามันคือคำเตือนสติที่ส่งตรงถึงเธอเพียงคนเดียว
"ขอบคุณครับคุณทัตเทพ ขอตัวก่อนนะครับ ผมต้องพาคารินไปแนะนำตัวกับผู้ใหญ่อีกฝั่งหนึ่ง" ภัทรกรกล่าวลาอย่างสุภาพก่อนจะประคองคารินให้เดินเลี่ยงออกไป
คารินเดินตามแรงดึงรั้งของว่าที่คู่หมั้นหนุ่มไปด้วยความรู้สึกสับสนและอึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหว แสงไฟระยิบระยับในงานเลี้ยงเริ่มหมุนวนลวงตา เสียงพูดคุยและรอยยิ้มจอมปลอมรอบตัวคล้ายกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยความจริงที่เธอซ่อนไว้ในใจ หญิงสาวรู้ดีว่าเธอไม่สามารถทนอยู่ในโถงจัดเลี้ยงอันหรูหราแห่งนี้ได้อีกต่อไปหากไม่ได้รับการสูดอากาศหายใจอย่างแท้จริง
เมื่อได้โอกาส่ที่ภัทรกรหันไปพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นธุรกิจกับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คารินจึงกระซิบบอกเขาเบาๆ
"ภัทรคะ คารินขอตัวไปห้องน้ำสักครู่ และอาจจะออกไปเดินสูดอากาศตรงเฉลียงภายนอกอาคารสักหน่อยนะคะ รู้สึกมึนหัวเพราะแสงไฟในงานค่อนข้างมากค่ะ"
"ให้ผมไปเป็เพื่อนไหมครับ" ภัทรกรถามด้วยความห่วงใย
"ไม่เป็ไรค่ะ คุณคุยงานต่อเถอะค่ะ คารินไปเพียงครู่เดียวก็จะกลับเข้ามาค่ะ"
เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะผละตัวเดินเลี่ยงฝูงชนออกมาจากความวุ่นวายของโถงจัดเลี้ยงหรูหราและหน้ากากสังคมที่บีบคั้นกดข่มกิริยามารยาทไว้ทุกย่างก้าว คารินเดินดิ่งออกไปทางประตูบานเลื่อนกระจกบานใหญ่ที่เปิดออกสู่เฉลียงกว้างภายนอกอาคาร ซึ่งเชื่อมต่อกับชานระเบียงสลัวและสวนยามค่ำคืนของคฤหาสน์ตระกูลภัทรกร
อากาศภายนอกอาคารเย็นเยียบและสงบเงียบ แตกต่างจากบรรยากาศชวนอึดอัดในโถงจัดเลี้ยงอย่างสิ้นเชิง ลมราตรีพัดโชยมาปะทะใบหน้าสวยคมและช่วยปัดเป่าละอองความร้อนรุ่มในอกให้เจือจางลงไปบ้าง คารินเดินไปเกาะขอบราวระเบียงหินอ่อนสลัว ทอดสายตามองออกไปในความมืดมิดของสวนสวยที่ได้รับการจัดแต่งอย่างเป็ระเบียบตามแบบฉบับความสมบูรณ์แบบของผู้มีฐานะมั่งคั่ง
เธอถอนหายใจยาวเหยียด ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจที่เก็บสะสมมาตลอดทั้งค่ำคืน น้ำตาเม็ดเล็กเอ่อคลอที่เบ้าตาด้วยความรู้สึกผิดบาปต่อภัทรกร และความสับสนปั่นป่วนที่ยังคงไม่จางหายไปจากเื่ราวระหว่างเธอกับทัตเทพ
"หน้ากากสังคมมันหนักเกินไปสำหรับคุณหรือเปล่า คาริน"
เสียงทุ้มต่ำและแสนคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง ท่ามกลางความสลัวรางของเงามืดตรงชานระเบียง คารินสะดุ้งตัวโยนและรีบหันกลับไปมองในทันที
ทัตเทพก้าวเดินออกมาจากมุมมืดของเสาหินอ่อน แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ทาบทับลงบนใบหน้าคมเข้มของเขา เผยให้เห็นั์ตาสีเข้มที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและความปวดร้าวล้ำลึก ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นอายตัวตนอันดิบชื้นเป็ธรรมชาติของเขามารบกวนประสาทััของคารินอีกครั้ง กลิ่นอายเดิมที่เคยสะกดและหลอมละลายตัวตนของเธอไว้ในค่ำคืนฝนตกหลงฤดู
"คุณตามฉันออกมาทำไมคะคุณทัตเทพ" คารินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่พยายามฝืนทำตัวเ็าและเฉยเมย "ฉันบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือคะว่าเื่ส่วนตัวของเรามันจบลงไปแล้ว และต่อไปนี้เราจะติดต่อกันเฉพาะเื่งานผ่านข้อความสนทนาตัวอักษรเท่านั้น"
ทัตเทพยิ้มเศร้า แววตาของเขาไร้ซึ่งความโกรธเคือง มีเพียงความสงสารและรักลึกซึ้งที่ส่งมาถึงเธอ
"คุณคิดว่าการหลบหนีความจริง และการส่งข้อความสนทนาตัวอักษรอันห่างเหินแบบนั้นจะช่วยลบเลือนสิ่งที่เราสองคนรู้สึกต่อกันได้จริงๆ หรือคาริน คุณย้ายเข้าไปอยู่กับเขาเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจ หรือเพราะ้าพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าสมการชีวิตที่คุณคำนวณมามันถูกต้องกันแน่"
คำถามตรงไปตรงมาของทัตเทพเหมือนเข็มแหลมคมที่กรีดแทงหัวใจของคารินจนปวดแปลบ
"ใช่ค่ะ! ฉันเลือกที่จะร่วมชีวิตและสร้างครอบครัวกับภัทรเพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง มันคือความมั่นคงและปลอดภัยที่สุดในชีวิตของฉัน สมการและสถิติตัวเลขไม่มีวันโกหก มันผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าเราเข้ากันได้ดีที่สุดในทุกสัดส่วน!" คารินแผดเสียงตอบเบาๆ เพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดเข้าไปถึงคนด้านในงาน แต่แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความสับสน
"แล้วหัวใจของคุณล่ะ คาริน?" ทัตเทพก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง แววตาเข้มคมสะกดดึงดูดสายตาของเธอไว้แน่น "สมการตัวเลขของคู่รักเกือบร้อยส่วนและหน้ากากหรูหราที่คุณสวมใส่ ใน ค่ำคืนนี้มันเคยสร้างความสุขที่แท้จริงให้คุณบ้างไหม? ใน ห้องชุดหรูที่แสนกว้างใหญ่และเพียบพร้อมไปด้วยวิทยาการอัจฉริยะที่ไร้จิติญญา คุณนอนกอดความมั่นคงเ่าั้แล้วมีความสุขจริงๆ หรือเปล่า?"
"มันมีความสุขสิคะ! มันคือชีวิตที่ปลอดภัย ไม่มีตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้มาทำลายเหมือนในอดีต!" คารินตอบพลางพยายามเบือนหน้าหนี ทว่ามือหนาของทัตเทพกลับเอื้อมมากุมข้อมือบางของเธอไว้แ่เบา ััอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาทำเอาคารินสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความร้อนรุ่มแล่นพล่านสลัดความเย็นเยียบของสายลมราตรีไปจนสิ้น
"คุณโกหกคนทั้งโลกได้ คาริน แต่คุณโกหกสายตาของตัวเองไม่ได้" ทัตเทพเอ่ยเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง "ััในคืนฝนตกหลงฤดูที่คุณพยายามวิ่งหนีและขัดถูตัวล้างมันออกไปทุกเช้า มันคือความรู้สึกของหัวใจที่แท้จริง ร่างกายและดวงตาของคุณไม่ได้รู้สึกถึงอารมณ์เสน่หากับเขาแบบที่คุณรู้สึกกับผมเลยสักนิด สมการบ้าบอพวกนั้นไม่เคยสร้างความสุขจริงและคัดเลือกเนื้อคู่ที่หัวใจ้าได้หรอก"
คารินข่มอารมณ์สับสนปั่นป่วนจนตัวสั่น น้ำตาร่วงพรูลงอาบสองแก้มอย่างหมดท่า เธอรู้ดีแก่ใจว่าทุกคำพูดของทัตเทพคือความจริงอันน่าหวาดกลัวซึ่งเธอพยายามกักขังมันไว้ในส่วนลึกสุดของหัวใจ ััของภัทรกรที่แสนดีงามและสุภาพกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าเหน็บหนาวเมื่อเปรียบเทียบกับกระแสเสน่หาอันอุ่นร้อนและดิบกร้าวอย่างตรงไปตรงมาของทัตเทพ ทว่าเธอก็ไม่อาจยอมรับความรักที่ปราศจากหลักประกันทางทรัพย์สินและความมั่นคงของครอบครัวได้อีกแล้ว ความเ็ปในอดีตได้สั่งสอนให้เธอกลัวความยากไร้และการล่มสลายของชีวิตอย่างสุดขั้วดวงใจ
หญิงสาวรวบรวมแรงกำลังทั้งหมดสะบัดข้อมือออกจากการกุมกระชับของทัตเทพอย่างแรง
"พอทีค่ะคุณทัตเทพ! อย่าพูดถึงเื่ในคืนนั้นอีก มันเป็แค่ความผิดพลาดชั่ววูบและฉันจะไม่ยอมให้มันมาทำลายชีวิตที่ฉันเพียรสร้างขึ้นมาเด็ดขาด หน้ากากสังคมหรือชีวิตจอมปลอมที่คุณว่า มันคือสิ่งที่ปกป้องฉันจากโลกความเป็จริงที่แสนโหดร้าย และฉันยินดีที่จะสวมมันไปตลอดชีวิต!"
คารินสูดหายใจลึก ยืนหยัดอย่างมั่นคงพร้อมจ้องสบตาเขาอย่างไร้ความรู้สึกที่แสร้งทำขึ้น
"โปรดจำไว้ด้วยนะคะว่าฉันคือว่าที่สะใภ้ของตระกูลภัทรกร และโครงการนี้คือทุกอย่างในอนาคตของฉัน หลังจากจบงานนี้แล้ว ขอให้เราทำตัวเป็เพียงเพื่อนร่วมงานและคนรู้จักที่ทักทายกันอย่างสุภาพตามกรอบมารยาทเท่านั้นเถอะค่ะ อย่าพยายามก้าวล้ำเส้นเข้ามามากกว่านี้อีกเลย"
ประโยคสุดท้ายของคารินเต็มไปด้วยความเ็าและตัดรอนอย่างไร้เยื่อใยที่แสร้งปั้นแต่งจนหน้ากากนั้นดูหนาเตอะ ทัตเทพบาดลึกในใจ แววตาของเขาหมองหม่นและฉายความผิดหวังระคนเ็ปลึกซึ้ง ชายหนุ่มลดมือลงข้างกาย ยอมรับชะตากรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยดุษฎี
"ถ้าคุณเลือกแบบนั้น... ผมก็จะยอมรับมันครับคุณคาริน" ทัตเทพเอ่ยเสียงแ่และแหบพร่า "หวังว่าหน้ากากหรูใบนี้และชีวิตที่มั่นคงของคุณ จะช่วยปกป้องหัวใจของคุณจากความอ้างว้างและเหน็บหนาวได้ตลอดไป"
คารินหัวใจสั่นคลอนอย่างรุนแรงสะท้านไปถึงส่วนลึก คำพูดเตือนสติประโยคสุดท้ายของเขาราวกับเข็มพิษที่ตอกย้ำให้ความว่างเปล่าแล่นเข้ากัดกินทรวงอกด้านซ้ายอย่างบ้าคลั่ง หญิงสาวขบกรามแน่นจนเกร็งระบมใบหน้าเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดรอดออกมา เธอหมุนตัวหันหลังกลับและก้าวเดินฉับๆ จากระเบียงสลัวแห่งนั้นเข้าสู่ประตูโถงจัดเลี้ยงที่สว่างไสวทันที โดยไม่หันกลับไปมองร่างของชายหนุ่มที่ยังคงยืนจมดิ่งอยู่ในเงามืดเื้ัอีกเลย
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงจัดเลี้ยง คารินเช็ดคราบน้ำตาบางเบาอย่างรวดเร็วและประดับรอยยิ้มอันงดงามเข้าทดแทนหน้ากากสังคมที่แตกร้าวระแหง เธอตรงเข้าไปหาภัทรกรที่กำลังยืนสนทนากับแขกผู้ใหญ่ ยื่นมือเรียวบางไปเกาะกุมแขนของเขาและยิ้มรับคำกล่าวชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของความรักที่อ้างอิงวิทยาการสถิติต่อไป
ทว่าภายในอกซ้ายของเธอนั้น กลับมีรอยแตกร้าวเป็ทางยาวที่คอยกัดเซาะจิติญญาและเตือนสติว่า... หัวใจของเธอนั้น ไม่ได้อยู่ในสมการความรักแห่งนี้เลยแม้เพียงเศษเสี้ยวเดียว.