ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 50 : คุกไม้ทมิฬ

    จารึกที่ 50 : คุกไม้ทมิฬ : เมื่อเหยื่อล่อกลายเป็นผู้ล่า

    ครืนนนน!


    ผืนป่าหมอกทมิฬสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับเทพยดาพิโรธ รากไม้สีดำขนาดมหึมานับร้อยสายพุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมาบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง มันมิใช่รากไม้ตามธรรมชาติ หากแต่เป็น "อสุรกายไม้" ที่ถูกลงอักขระอาคม บิดเกลียวและเคลื่อนไหวรวดเร็วปานงูยักษ์ที่มีชีวิตจิตใจ


    "เฮ้ย! นี่มันไม้กินคนนี่หว่า!"


    อาเจียร้องเสียงหลง กระโดดหลบรากไม้หนามที่พุ่งเข้ามาฉกกัดข้อเท้าได้อย่างหวุดหวิด ท่าร่างของเขาดูเหมือนคนขี้ขลาดที่วิ่งหนีตายสะเปะสะปะ แต่แท้จริงแล้วทุกย่างก้าวกลับลงตรงจุดบอดของศัตรูอย่างแม่นยำ (ด้วยการคำนวณของเนตรบรรพจารึก)


    แต่นักฆ่าชุดดำผู้โชคร้ายทั้งสองคนกลับไม่โชคดีเช่นนั้น


    "ท่านหัวหน้า! ช่วยข้าด้วย! อ๊ากกกก!"


    เสียงกรีดร้องขาดห้วงไป เมื่อรากไม้ทมิฬรัดพันร่างของพวกเขาแน่น หนามแหลมคมแทงทะลุเกราะหนังและดูดกลืนโลหิตสดๆ เข้าไปอย่างหิวกระหาย ร่างกายของนักฆ่าเหี่ยวแห้งลงในพริบตา กลายเป็นเพียงซากหนังหุ้มกระดูกที่ถูกทิ้งร่วงลงสู่พื้นดิน


    [อำมหิตยิ่งนัก...] มู่เฉิน หรือ จ้าวอักขระบรรพกาล กล่าวด้วยน้ำเสียงรังเกียจ [นี่คือวิชา 'ค่ายกลพฤกษาโลหิต' ของพวกมารนอกรีต... พวกมันสังเวยลูกน้องตัวเองเพื่อกระตุ้นพลังค่ายกล!]


    "สังเวยลูกน้อง?" อาเจียเบิกตาโพลง "ขาดทุนย่อยยับ! การลงทุนที่ต้องเสียทรัพยากรบุคคลแบบนี้ ข้าไม่ปลื้ม!"


    ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ลอยตัวลงมาจากยอดไม้ไผ่ที่สูงที่สุด


    บุรุษผู้นั้นสวมหน้ากากไม้แกะสลักเป็นรูปใบหน้ายิ้มแสยะ สวมชุดคลุมสีเขียวเข้มกลมกลืนกับแมกไม้ ในมือถือ "ขลุ่ยผิว"ที่ทำจากกระดูกมนุษย์

    "ยอดเยี่ยม... เจ้าหนู" ชายหน้ากากไม้เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เสียดแทงแก้วหู "เจ้ามีไหวพริบดีที่หลบรากไม้ของข้าได้... และหุ่นเชิดแมงมุมนั่นก็น่าสนใจมาก... ข้าขอรับมันไปเป็นของสะสมก็แล้วกัน"


    ปี๊ดดดดด!


    เสียงขลุ่ยผิวกรีดร้องโหยหวน รากไม้ทมิฬนับสิบสายพลันเปลี่ยนทิศทาง พุ่งเข้าโจมตี เจ้าถุงเงิน (แมงมุมกลไก) พร้อมกันจากทุกทิศทาง!


    "เจ้าถุงเงิน! หลบ!" อาเจียตะโกนสั่ง


    แต่เจ้าแมงมุมกลับทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย มันไม่หลบ แต่กลับกางขาหน้าทั้งสองที่ทำจาก "เกล็ดมังกรดิน" ออก แล้วหมุนตัวเป็นลูกข่างใบมีดด้วยความเร็วสูง!


    ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!


    เศษไม้ปลิวว่อน! รากไม้ที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าถูกใบมีดมังกรดินตัดขาดกระจุยกระจาย เจ้าถุงเงินแสดงศักยภาพของ "เงินลงทุน" ที่อาเจียทุ่มลงไปอย่างคุ้มค่าทุกอีแปะ


    ชายหน้ากากไม้ชะงักไปเล็กน้อย "หืม? เกล็ดมังกรดิน? เด็กรับใช้ที่มีของวิเศษระดับนี้... เจ้าไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว"


    "ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าเป็นแค่เด็กหลงทาง!" อาเจียเถียงข้างๆ คูๆ (ขณะแอบล้วงระเบิดยันต์ออกมาเตรียมพร้อม) "พี่ชาย... ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครว่าพี่ชายชอบเป่าขลุ่ยกระดูกคน... มันดูโรคจิตนิดหน่อย แต่ข้าเข้าใจ รสนิยมคนเราไม่เหมือนกัน"


    "หุบปาก!" ชายหน้ากากไม้ตวาดลั่น "ตายซะ!"


    เขาเป่าขลุ่ยเร่งจังหวะ คราวนี้พื้นดินทั้งหมดรอบตัวอาเจียยุบตัวลง กลายเป็น "กรงขังรากไม้" ทรงกลมที่ปิดตายทุกทิศทาง บีบอัดเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อบดขยี้เหยื่อให้แหลกเหลว


    [อาเจีย! มันกางอาณาเขตแล้ว!] มู่เฉินเตือน [เจ้าต้องทำลาย 'แกนกลาง' ของค่ายกลเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นเจ้าจะถูกบีบจนเละเป็นโจ๊ก!]


    "แกนกลาง? อยู่ตรงไหน?"


    [ที่ขลุ่ย! เสียงขลุ่ยคือตัวควบคุมคลื่นพลัง!]


    อาเจียกัดฟันกรอด มองดูรากไม้ที่บีบเข้ามาเหลือพื้นที่ไม่ถึง 3 ก้าว "จะให้ข้าวิ่งฝ่าดงตีนไม้นี่ไปแย่งขลุ่ยเนี่ยนะ? ยากไปไหมอาจารย์?"

    แต่ในวิกฤต สมองอันชาญฉลาด (และขี้งก) ของอาเจียก็ทำงาน


    'เดี๋ยวนะ... ค่ายกลนี้ควบคุมด้วยเสียง... และเสียงก็คือการสั่นสะเทือนของอากาศ...'


    "ถ้าข้าทำให้เสียงมัน 'ไปไม่ถึง' รากไม้พวกนี้ล่ะ?"


    อาเจียแสยะยิ้มมุมปาก เขาไม่ได้พุ่งเข้าหาศัตรู แต่กลับชู พู่กันนิรันดร์ ขึ้นฟ้า แล้วตวัดวาดวงกลมรอบตัวเองและเจ้าถุงเงินอย่างรวดเร็ว


    "วิชาลับ : เขตแดนสูญเสียง!"


    อาเจียวาด "วงล้อสูญตา" ครอบคลุมพื้นที่รอบตัว แต่แทนที่จะดูดพลัง เขาปรับให้มัน "ดูดกลืนคลื่นเสียง" ทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในอาณาเขต


    วูบ...


    โลกของอาเจียเงียบสงัดลงในทันที เสียงขลุ่ยที่เคยบาดหูด้านนอกหายไปสิ้น


    และผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึงก็บังเกิด... รากไม้ที่กำลังบีบอัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง จู่ๆ ก็ "หยุดชะงัก" ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสายชัก!


    "อะไรกัน!?" ชายหน้ากากไม้เบิกตากว้าง เป่าขลุ่ยจนแก้มป่อง แต่รากไม้กลับไม่ตอบสนอง "ทำไมพวกมันไม่ฟังคำสั่ง!"


    "ฮ่าๆๆๆ!" อาเจีย (ที่อยู่ในเขตแดนไร้เสียง) หัวเราะร่าแบบไม่มีเสียง "หมดเวลาแสดงคอนเสิร์ตแล้วพี่ชาย! ถึงตาข้าบ้าง!"


    อาเจียสั่งการเจ้าถุงเงินด้วยสัญญาณมือ


    ฟึ่บ!


    เจ้าแมงมุมถุงเงินดีดตัวออกจากเขตแดน พุ่งทะยานผ่านช่องว่างของรากไม้ที่หยุดนิ่ง ตรงดิ่งเข้าหาชายหน้ากากไม้ด้วยความเร็วแสง!

    ชายหน้ากากไม้รีบยกขลุ่ยขึ้นป้องกัน แต่ช้าไป...


    ฉึก!


    ขาหน้าอันคมกริบของเจ้าถุงเงิน เจาะทะลุขลุ่ยกระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ และเฉี่ยวหน้ากากไม้จนหลุดกระเด็น เผยให้เห็นใบหน้าจริงที่ซ่อนอยู่... ชายวัยกลางคนที่มีรอยสักรูป "เฟืองทมิฬ" ที่แก้มซ้าย


    [รอยสักนั่น!] มู่เฉินคำรามด้วยความโกรธแค้น [มันคือสัญลักษณ์ของ 'สาวกหัตถ์กลทมิฬ'!]


    ในจังหวะที่ศัตรูเสียหลัก อาเจียก็ไม่รอช้า เขาปาระเบิดยันต์ 3 ลูก (ที่แอบลงอักขระหน่วงเวลาไว้) ใส่หน้าอกชายคนนั้นเต็มๆ


    "เอาไปกินซะ! ยันต์เพลิงกัมปนาท (รุ่นลดต้นทุนแต่เพิ่มเขม่า)!"


    ตูม!!!


    แรงระเบิดอัดกระแทกร่างชายคนนั้นปลิวไปกระแทกต้นไม้ใหญ่จนกระอักเลือด เขาทรุดตัวลง พยายามจะลุกหนี แต่ก็ถูกเจ้าถุงเงินกระโดดขึ้นไปเหยียบอก เอาขาจ่อคอหอยไว้แน่น


    "จะ... เจ้า..." ชายคนนั้นมองอาเจียด้วยความหวาดกลัว "เจ้าเป็นใครกันแน่... วิชาประหลาดนั่น..."



    อาเจียเดินผิวปากออกมาจากกรงรากไม้ที่สลายตัวลง เขาย่อตัวลงตรงหน้าเหยื่อ แล้วแบมือยื่นไปข้างหน้า

    "ข้าคือใครไม่สำคัญ..." อาเจียยิ้มกว้างจนตาหยี "สำคัญที่ว่า... 'ค่าทำขวัญ' ที่เจ้าทำให้ข้าตกใจเมื่อกี้... เจ้าจะจ่ายเป็นอะไร? ข้าไม่รับเช็คเด้งนะ บอกไว้ก่อน"


    ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!


    ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลก็กดทับลงมาจากฟากฟ้า เหล่านักฆ่าขยับตัวไม่ได้ราวกับถูกภูเขาทับ ร่างของชายชราในชุดคลุมสีคราม 'ลอยละลิ่วลงมาจากกลางเวหา' โดยไร้ซึ่งกระบี่หรือพาหนะใดๆ เท้าของเขาเหยียบลงบนอากาศว่างเปล่าราวกับมีบันไดที่มองไม่เห็น 


    "บังอาจมาก... ที่กล้ามาก่อกรรมทำเข็ญในเขตหอคุมกฎของข้า!" และค่อยๆปรากฏเงาร่างนับสิบสายของหน่วยหอคุมกฎ นำโดย ผู้อาวุโสเทียนหยวน ก็พุ่งลงมาจากฟ้า ล้อมรอบพื้นที่ไว้ทั้งหมด


    "จับกุมมัน!" ผู้อาวุโสเทียนหยวนสั่งการเสียงเฉียบขาด


    ศิษย์หอคุมกฎกรูกันเข้าไปมัดตัวนักฆ่าที่บาดเจ็บสาหัส ผู้อาวุโสเดินเข้ามาหาอาเจีย มองดูผลงานตรงหน้าด้วยสายตาที่ทึ่งปนระแวง


    "เจ้าจัดการมันได้ก่อนที่พวกข้าจะมาถึง?" ผู้อาวุโสถามเสียงเบา "แถมยัง... ทำให้มันหมดสภาพโดยไม่ตาย เพื่อให้ข้าสอบปากคำได้อีก?"


    "โชคช่วยน่ะขอรับ" อาเจียรีบแก้ตัว (กลัวโดนสงสัยเรื่องพลัง) "พอดีข้าปาระเบิดมั่วๆ แล้วมันดันสะดุดรากไม้ตัวเองล้มหัวฟาดพื้น... ข้าเลยให้แมงมุมไปนั่งทับไว้"


    ผู้อาวุโสเทียนหยวนมองดูขลุ่ยที่แตกละเอียดและรอยสักเฟืองบนหน้านักฆ่า เขาพยักหน้าช้าๆ


    "เจ้าทำได้ดีมาก... อาเจีย" ผู้อาวุโสยิ้ม "ค่าจ้าง 100,000 ตำลึงทอง ข้าจะจ่ายให้ครบทุกบาททุกสตางค์"


    "เย้!" อาเจียกระโดดตัวลอย "รักท่านผู้อาวุโสที่สุดเลย!"


    "แต่..." ผู้อาวุโสเสริม "เจ้ารู้ไหมว่าชายคนนี้คือใคร? เขาคือ 'มือขวา' ของกงซูหลิง... การที่มันมาปรากฏตัวที่นี่ แสดงว่าเป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่สอดแนม"


    ผู้อาวุโสหยิบเศษหน้ากากไม้ขึ้นมาดู ด้านหลังหน้ากากมีอักขระลับสลักไว้


    "กุญแจดอกที่ 2... อยู่ในหอตำรา"


    "หอตำรา?" อาเจียทวนคำ "อย่าบอกนะว่า..."


    "ใช่" ผู้อาวุโสเทียนหยวนหันมาจ้องหน้าอาเจีย "งานต่อไปของเจ้า... คือการไปเฝ้า 'หอตำราศักดิ์สิทธิ์' ข้าสังหรณ์ใจว่า คืนนี้จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนอีกระลอก"


    อาเจียหน้ามุ่ย "งานงอกอีกแล้ว... ขอขึ้นค่าแรงเป็น 2 เท่าได้ไหมขอรับ?"


    [รับไปเถอะ อาเจีย] มู่เฉินกระซิบ [หอตำรานั่น... มีบางสิ่งที่ข้าตามหาอยู่เช่นกัน... บางสิ่งที่อาจช่วยฟื้นฟูความทรงจำช่วงที่หายไปของข้าได้]

    เมื่ออาจารย์ขอมา (บวกกับเงินก้อนโต) อาเจียจะปฏิเสธได้อย่างไร?


    "ตกลงขอรับ! แต่ข้าขอเบิกค่าอาหารว่างเพิ่มด้วยนะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง!" อาเจียรับคำเสียงใส


    ผู้อาวุโสเทียนหยวนพยักหน้าอนุญาต ก่อนจะสั่งให้คนคุมตัวนักโทษกลับไป อาเจียมองตามแผ่นหลังของพวกเขาไปจนลับสายตา รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ


    เขาเดินเลี่ยงออกมาที่มุมสงบ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก ขาที่เคยยืนมั่นคงเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย


    "เกือบไปแล้ว..." อาเจียพึมพำกับตัวเองเบาๆ ยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นมาดู "วิชาเขตแดนสูญเสียงเมื่อกี้... ข้ากะจังหวะผิดไปนิดเดียว ถ้าพลาดขึ้นมา ข้าคงกลายเป็นปุ๋ยรากไม้ไปแล้ว... การเป็นฮีโร่นี่มันเสี่ยงตายไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลยจริงๆ"


    ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งลง วิญญาณของ มู่เฉิน ปรากฏกายขึ้นลอยอยู่เบื้องหน้า แต่ครั้งนี้สีหน้าของเขาไร้ซึ่งความขี้เล่นดั่งเคย ดวงตาของชายชราฉายแววโศกเศร้าและเคร่งขรึมอย่างที่อาเจียไม่เคยเห็นมาก่อน


    [เจ้าคิดว่า... ที่เจ้ารอดมาได้ เป็นเพราะเจ้าเก่งกาจงั้นรึ?] มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ [เปล่าเลย... เจ้ารอดมาได้เพราะโชคช่วย และเพราะศัตรูคนเมื่อกี้มันประมาทต่างหาก]


    "อ้าว... ไหงท่านพูดตัดกำลังใจกันแบบนั้นล่ะ?" อาเจียหน้ามุ่ย "ข้าก็ใช้สมองนะ!"


    [อาเจียเอ๋ย...] มู่เฉินลอยเข้ามาใกล้ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศิษย์รัก [ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าปล่อยให้เจ้าเล่นสนุก ให้เจ้าเขียนอักขระแบบเด็กเล่นขายของ วาดวงกลมเบี้ยวๆ เขียนคำสั่งทื่อๆ เพราะข้าหวังว่าสักวันเจ้าจะตระหนักได้เอง...]


    มู่เฉินชี้ไปทางยอดเขาที่ตั้งของหอตำราศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังรอพวกเขาอยู่


    [แต่บัดนี้ เวลาเล่นสนุกได้หมดลงแล้ว... 'มัน' กำลังมา]


    "มัน? ใครครับ?"


    [ความจริงข้อหนึ่งที่ข้าไม่เคยบอกเจ้า...] มู่เฉินแสยะยิ้มขมขื่น [อักขระที่เจ้าเขียนแบบงูๆ ปลาๆ นั้น... ในยุคบรรพกาล มันเป็นเพียงวิชาพื้นฐานที่เด็ก 3 ขวบก็ทำได้! แต่เหตุผลที่เจ้ายังดูเก่งในสายตาคนอื่น เป็นเพราะโลกใบนี้มัน 'พิการ' ไปแล้ว!]


    [ความรู้ที่แท้จริงถูกลบหายไป... กฎเกณฑ์ถูกบิดเบือน... และเจ้า... คือผู้เดียวที่มีกุญแจไขความลับนั้น]


    มู่เฉินชี้ไปที่พู่กันนิรันดร์ในมืออาเจีย


    [จงเตรียมตัวให้พร้อม... นับจากวินาทีนี้ไป ข้าจะไม่สอนให้เจ้าเป็น 'ช่างเขียน' ที่เขียนตามแบบอีกต่อไป...] [แต่ข้าจะสอนให้เจ้าเป็น 'ราชัน' ผู้บัญญัติกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่!] [ลืมวิชากะโหลกกะลาที่ผ่านมาซะ... ของจริงมันเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก!]


    อาเจียกลืนน้ำลายเอือก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความรู้สึกตื่นเต้นระคนกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากคำพูดนั้น


    "บัญญัติกฎเกณฑ์... ฟังดูแล้ว... น่าจะทำเงินได้เยอะนะ" อาเจียพึมพำ แต่แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นอย่างแท้จริง