ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 199 : รีดนาทาเร้นกลางสมรภูมิ

จารึกที่ 199 : รีดนาทาเร้นกลางสมรภูมิ | บัญชีหนี้เลือดที่จ่ายด้วยสมบัติ


ช่วงกลางดึกที่มืดมิดและหนาวเหน็บที่สุดของค่ำคืน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมกึกก้องไปทั่วหุบเหวปิดตายที่ถูกสร้างขึ้นจากวิชาผสานอักขระของอาเจีย


ภายในกำแพงพสุธาที่สูงชัน กองทัพพยนต์เทวะศิลานับหมื่นกำลังเดินหน้าบดขยี้ทัพพันธมิตรทั้ง 3 สำนักอย่างเลือดเย็น โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมพื้นดินจนเจิ่งนอง ศิษย์สำนักมหาอำนาจที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้ไม่ต่างอันใดกับฝูงแกะที่ถูกต้อนเข้าโรงเชือด จำนวนคนกว่า 8,000 นาย ร่วงหล่นตกตายไปแล้วกว่าครึ่งภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป!


"บุกทะลวงกำแพงดินนี่ออกไป! อย่าไปสนใจพวกพยนต์ศิลา!"


เหลยเซียว เจ้าสำนักอัสนีบาต ตวาดลั่นด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปด้วยความหวาดผวา เขาเร่งเร้าพลังปราณระดับปรมาจารย์จนถึงขีดสุด พุ่งทะยานร่างเหาะเหินขึ้นสู่ฟากฟ้า หวังจะกระโดดข้ามกำแพงพสุธาที่สูง 10 วานี้เพื่อหลบหนี


ทว่า... เหนือน่านฟ้าของหุบเหวปิดตาย มีมัจจุราชสีม่วงดำลอยตระหง่านอยู่


"จะ... ไป... ไหน..."


เจ้าสัวในร่างราชันย์อเวจี กางปีกโลหะอุกกาบาตทั้ง 6 แฉกออกกว้าง กลไกฟ้าที่แผ่นหลังปะทุคลื่นความร้อนสูงทะลวงฝ่ามิติอากาศ มันพุ่งโฉบลงมาด้วยความเร็วที่ตาเนื้อแทบมองไม่ทัน ดาบยักษ์อาบโลหิตในมือฟาดฟันเข้าใส่เหลยเซียวกลางอากาศ!


เปรี้ยงงง!


เหลยเซียวต้องยกกระบี่สายฟ้าขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเล แรงกระแทกอันมหาศาลจากมวลโลหะอุกกาบาต ซัดร่างของเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ให้ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดินดุจดาวตกนกปีกหัก กระอักเลือดคำโตออกมาจนหน้าซีดเผือด


"ท่านประมุขเหลย! พวกเราต้านไม่ไหวแล้ว!" เจ้าอาวาสอารามศิลาทองคำตะโกนร้อง จีวรของเขาขาดวิ่น ศิษย์ในสำนักถูกง้าวศิลาแทงทะลุร่างไปทีละคนสองคน "กำแพงดินนี่ถูกสลักด้วยอักขระประหลาด พลังปราณของพวกเราทำลายมันไม่ได้เลย!"


บนยอดกำแพงพสุธา อาเจียยืนทอดสายตามองความพินาศเบื้องล่างด้วยแววตาที่เย็นเยียบ ทว่า... ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น ร่างกายของเขากำลังกรีดร้องอย่างหนักหน่วง


"อึก...!"


อาเจียยกมือขึ้นกุมหน้าอก โลหิตสีคล้ำทะลักออกจากมุมปากหยดลงบนหลังมือ เส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างปวดร้าวประดุจถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง การฝืนใช้วิชาผสานอักขระเพื่อเปลี่ยนสภาวะภูมิประเทศขนาดใหญ่เกินตัว กำลังดึงเอาแก่นชีวิตของเขาไปเป็นค่าตอบแทน


(ไอ้เด็กหน้าเงิน! ข้าบอกแล้วว่าอย่าฝืนใช้ปราณเกินขีดจำกัด!) เสียงของ มู่เฉิน ตวาดลั่นในห้วงจิตวิญญาณ (ค่ายกลบัญชาอักขระของเจ้ากำลังสูบปราณฟ้าดินอย่างหนัก และที่สำคัญ... เจ้าลองเบิกตามองไปที่ดวงตาของพวกพยนต์เทวะศิลาดูสิ!)


อาเจียสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบเพ่งสายตามองลงไปเบื้องล่าง ทันใดนั้นก็พบความผิดปกติ... แสงสีฟ้าครามที่ดวงตาของพยนต์เทวะศิลาเริ่มกะพริบและหม่นแสงลงทีละน้อย!


(หินปราณ 灵石 (หลิงสือ) ในแกนกลางของพวกมันหลับใหลมา 1,000 ปี พลังงานย่อมร่อยหรอเป็นธรรมดา!) มู่เฉินวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเฉียบขาด (การสั่งให้พวกมันบดขยี้ผู้ฝึกตนระดับสูงกว่า 8,000 คน ผลาญพลังงานมหาศาลเกินไป หากเจ้าดึงดันสังหารต่อ พลังงานในแกนกลางจะหมดลงก่อนที่ศัตรูจะตายหมด และเมื่อนั้น ค่ายกลบังคับจะรวน พวกมันจะกลายเป็นเพียงก้อนหินโง่ๆ ปล่อยให้ศัตรูที่เหลือรอดพุ่งขึ้นมาสับเจ้าเป็นชิ้นๆ!)


ประโยคนี้ราวกับอัสนีบาตฟาดลงกลางสมองของอาเจีย สัญชาตญาณความงกและการคำนวณต้นทุน-กำไรในสายเลือดพ่อค้าพลันตื่นตัวขึ้นมาทำงานอย่างบ้าคลั่งทันที!


เดี๋ยวซี่! ถ้าให้พยนต์เทวะสู้จนพลังงานหมด ข้าก็ต้องเป็นคนควักกระเป๋าเอาศิลาปราณของตัวเองไปเติมให้พวกมันน่ะสิ! แถมการฆ่าศัตรูจนเกลี้ยงก็เท่ากับทำลายข้าวของและแหวนมิติของพวกมันไปด้วย... ขาดทุน! ขาดทุนย่อยยับ! คนตายย่อมไม่มีปัญญาจ่ายหนี้!


"หยุด!!!"


อาเจียตวาดลั่นสุดเสียง พลางตวัดพู่กันนิรันดร์กดข่มค่ายกลบัญชาอักขระ


ตึง!


กองทัพพยนต์เทวะศิลาที่กำลังเงื้อง้าวเตรียมจะสับร่างศัตรู พลันหยุดชะงักนิ่งค้างอยู่กับที่อย่างพร้อมเพรียงราวกับถูกแช่แข็ง ปลายหอกแหลมคมห่างจากลำคอของศิษย์พันธมิตรเพียงไม่กี่ชุ่นเท่านั้น


ความเงียบสงัดที่น่าขนลุกเข้าปกคลุมสมรภูมิอีกครั้ง เหล่าผู้รอดชีวิตทั้ง 3 สำนักต่างหอบหายใจรวยริน ทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดผวา ไม่เข้าใจว่าเหตุใดมัจจุราชจึงหยุดมือ


อาเจียค่อยๆ เดินมาที่ริมขอบกำแพงพสุธา เขาปรับลมหายใจ ซับรอยเลือดที่มุมปาก แล้วปั้นรอยยิ้มการค้าที่ดูเป็นมิตร ทว่ากลับทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก


"เรียนท่านลูกค้าผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย... ดูเหมือนว่า 'งานเลี้ยงทำศพ' จะสิ้นเปลืองทรัพยากรของข้ามากเกินไปสักหน่อย" อาเจียเอามือไพล่หลัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน "ข้าในฐานะพ่อค้าผู้รักสันติ... จึงอยากจะเสนอ 'ทางรอด' ให้พวกท่านสักหนึ่งเส้นทาง"


เหลยเซียวที่บาดเจ็บสาหัสพยุงร่างขึ้นมา "แก... แกต้องการสิ่งใดอีก..."


"ชีวิตของพวกท่าน... ย่อมต้องแลกมาด้วยมูลค่าที่ทัดเทียม" อาเจียชูนิ้วขึ้นมา 1 นิ้ว "เมื่อครู่นี้ ข้าเสนอราคา 1,000,000 ศิลาปราณ แต่พวกท่านปฏิเสธ ทว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว..."


อาเจียกวาดสายตามองศัตรูเบื้องล่างราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าในตลาด


"ผู้ใดปรารถนาจะเดินออกจากหุบเหวนี้แบบยังมีลมหายใจ... จงปลด แหวนมิติ 空间戒指 (คงเจียนเจี้ยจื่อ) ถุงวิเศษ อาวุธประจำกาย คัมภีร์วิชา และของมีค่าทุกชิ้นในตัวของพวกท่าน โยนมากองรวมกันไว้ตรงหน้าพยนต์เทวะศิลาเดี๋ยวนี้! ชิ้นใดมีค่า ข้าจะตีราคาเป็นชีวิตของพวกท่าน... แต่ถ้าผู้ใดกล้าตุกติกหรือซุกซ่อนสมบัติ..."


อาเจียแสยะยิ้มอำมหิต "ข้าจะให้เจ้าสัว สับพวกแกเป็นชิ้นๆ แล้วค่อยไปรูดแหวนออกจากนิ้วศพพวกแกเอง!"


"นี่มันรีดไถกันชัดๆ! แกคิดจะปล้นสำนักมหาอำนาจทั้ง 3 สำนักเลยรึ!" เจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์ตวาดลั่นด้วยความแค้น


"อ้อ... ท่านเจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์รู้สึกว่าชีวิตของท่านไม่มีค่าพอสินะขอรับ?" อาเจียหรี่ตาลง "เจ้าสัว... บริการลูกค้าท่านนี้ที"


วูบ!


เจ้าสัวพุ่งทะยานลงมาจากฟ้า ความเร็วระดับมวลอุกกาบาตกระแทกเข้าที่เบื้องหน้าเจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์ ดาบยักษ์อาบโลหิตจ่อทะลวงเข้าที่ลำคอของสตรีวัยกลางคนจนผิวหนังปริแตก โลหิตไหลซึม!


"ข้า... ข้าจ่าย! ข้ายอมจ่ายแล้ว!"


ความเย่อหยิ่งถูกทำลายป่นปี้ เจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์รีบถอดแหวนมิติหยกขาว และปิ่นปักผมระดับวิเศษ โยนลงบนพื้นอย่างลนลาน เมื่อผู้นำยอมจำนน เหล่าศิษย์ที่เหลือรอดก็หมดสิ้นกำลังใจ พวกเขารีบปลดของมีค่า ถุงวิเศษ และศัสตราวุธ โยนมากองรวมกันเป็นภูเขาขนาดย่อมด้วยความหวาดกลัว


อาเจียมองดูกองภูเขาสมบัติที่ส่องประกายระยิบระยับด้วยดวงตาที่เป็นประกาย อาการบาดเจ็บในอกแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง!


"ดีมาก! ช่างเป็นการทำธุรกรรมที่ราบรื่น!" อาเจียยิ้มกว้าง ก่อนจะหันสายตาไปหยุดที่บุรุษผู้หนึ่ง "แต่สำหรับท่านประมุขเหลย... บัญชีหนี้เลือดที่ตระกูลเหลยกระทำต่อท่านปู่ของข้า มันมิอาจชำระด้วยเศษหินพวกนี้หรอกนะขอรับ"


เหลยเซียวขบกรามแน่น "แกต้องการสิ่งใดอีกล่ะ ไอ้ปีศาจ!"


"ป้ายหยกบัญชาการตระกูลเหลย... และกุญแจคลังสมบัติหลักของสำนักอัสนีบาต" อาเจียแบมือออก "มอบมันมาให้ข้า แล้วข้าจะยอมให้ท่านแบกเศษซากบุตรชายของท่าน... ไสหัวกลับไป"


"แก... แกคิดจะยึดคลังสมบัติของข้า!" เหลยเซียวเบิกตากว้าง


"ข้าบอกแล้วไงขอรับ ว่าข้าจะไปเก็บ 'เงินต้น' คืนถึงหน้าประตูจวน" อาเจียแค่นเสียง "จะยอมมอบให้ข้าดีๆ หรือจะให้ข้าสับท่านเป็น 2 ท่อน แล้วไปพังประตูคลังด้วยตัวเอง... ท่านเลือกเอาเถิด!"


ภายใต้แรงกดดันของเจ้าสัวและพยนต์เทวะนับหมื่น เหลยเซียวไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องกล้ำกลืนความอัปยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาปลดป้ายหยกประจำตระกูลและกุญแจคลังสมบัติ โยนขึ้นไปบนยอดกำแพงพสุธา


อาเจียรับมันไว้ในมือ สัมผัสถึงความเย็นเยียบของหยก เขากำมันไว้แน่น ก่อนจะตวัดพู่กันนิรันดร์


"วิชาผสานอักขระ : ปลดปล่อย!"


กำแพงพสุธาด้านหนึ่งค่อยๆ เลื่อนลดระดับลง เผยให้เห็นเส้นทางตีบตันที่เปิดออกเพียงเล็กน้อยพอให้คนเดินเรียงเดี่ยวออกไปได้


"สินค้าซื้อขายขาด... ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ! และจำใส่กะโหลกไว้... หากตระกูลเหลยกล้าย่างกรายเข้ามาที่นี่อีก ข้าจะเอากองทัพนี่ไปเหยียบสำนักพวกแกให้จมดิน!"


ทัพพันธมิตรที่เหลือรอดเพียง 3,000 กว่าชีวิต ต่างพยุงร่างที่บอบช้ำ แบกศพศิษย์ร่วมสำนัก และเดินก้มหน้าลอดผ่านช่องกำแพงดินออกไปอย่างน่าสมเพช ทิ้งไว้เพียงกองภูเขาสมบัติที่ส่องประกายวิบวับอยู่เบื้องหลัง


เมื่อสัมผัสได้ว่าศัตรูคนสุดท้ายก้าวพ้นรัศมีของหุบเขา...


อาเจียที่ยืนเก๊กท่าตระหง่านมาตลอด พลันขาอ่อนยวบ ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับใบไม้ร่วง


"แค่กๆๆ... ขาดทุน... เกือบขาดทุนแล้วเชียว..." อาเจียหอบหายใจรวยริน โลหิตพุ่งกระอักออกจากปากอีกระลอก วิสัยทัศน์รอบด้านเริ่มหมุนคว้างและมืดดับลง


สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยิน คือเสียงฝีเท้าของเจ้าสัวที่รีบพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขาเอาไว้... พร้อมกับสมบัติภูเขาเลากาที่รอให้เขาตื่นขึ้นมานับในวันพรุ่งนี้.