จารึกที่ 47 : ยอดเขาพู่กันหยก : การเจรจาธุรกิจในแดนศักดิ์สิทธิ์
"สะอาด... หมดจด!"
อาเจียยืนเปลือยท่อนบนอยู่ริมลำธารหลังกระท่อม ผิวพรรณขาวผ่องไร้คราบไคลและไร้ซึ่งกลิ่นเหม็นสาบของมูลสัตว์อสูรแม้แต่น้อย เขาหมุนตัวซ้ายขวาเช็กความเรียบร้อยหน้ากระจกทองเหลืองบานเก่า
[ข้าไม่อยากจะเชื่อสายตา...] เสียงของ จ้าวอักขระบรรพกาล (มู่เฉิน) ดังขึ้นด้วยความระอาใจสุดขีด [เจ้าใช้วิชา 'วงล้อสูญตา' ขั้นสูง... เพื่อดูด 'กลิ่นตัว' ออกจากรูขุมขนเนี่ยนะ!?]
"ท่านอาจารย์อย่าดูแคลนไป" อาเจียหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ (ที่ปะชุนไว้อย่างดี) มาสวม "กลิ่นคือภาพลักษณ์ และภาพลักษณ์คือเงินทอง! วันนี้ข้าต้องไปเจรจาธุรกิจกับคนใหญ่คนโต จะให้มีกลิ่นขี้แรดติดตัวไปได้ยังไง เดี๋ยวเขาจะกดราคาข้า!"
อาเจียจัดแจงทรงผมให้เรียบร้อย ตบกระเป๋าเสื้อเพื่อเช็กความอยู่รอดของ "เม็ดโอสถเพลิงอสูร" (ที่สกัดจากขี้) และ "เงินก้นถุง" ก่อนจะเดินผิวปากออกจากกระท่อมไปอย่างอารมณ์ดี
...
ณ ตีนเขาทางขึ้น "ยอดเขาพู่กันหยก"
เย่ปิงอวิ๋น ยืนรอกอดอกด้วยสีหน้าเย็นชาเช่นเคย นางสวมชุดศิษย์สายในสีขาวขลิบฟ้าที่ขับเน้นรูปร่างเพรียวบางและสูงส่ง เมื่อเห็นอาเจียเดินดุ่มๆ เข้ามา นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จมูกโด่งรั้นขยับฟุดฟิดโดยสัญชาตญาณ
"หืม?" นางเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ "กลิ่นเหม็นหายไปหมดแล้ว? แถมกลิ่นอายพลังของเจ้า... ทำไมดูบริสุทธิ์สะอาดสะอ้านผิดปกติ?"
"ความลับทางการค้าขอรับศิษย์พี่หญิง" อาเจียยิ้มกริ่ม "ว่าแต่... เราจะขึ้นไปข้างบนกันยังไง? ข้าไม่มีกระบี่บินนะ และข้าก็ไม่เสียเงินจ้างนกกระเรียนด้วย ถ้าต้องเดินขึ้นไป ข้าคิดค่า 'สึกหรอรองเท้า' เพิ่มนะ"
เย่ปิงอวิ๋นถอนหายใจยาว นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ "แพรพรรณเมฆา" สีขาวนวลสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อ รัดรอบเอวของอาเจียแน่น
"เกาะให้แน่น ถ้าตกลงไปตาย ข้าไม่รับผิดชอบ"
ฟึ่บ!
ร่างของทั้งสองพุ่งทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง อาเจียแหกปากร้องลั่น (แต่ก็ไม่ลืมที่จะแอบลูบคลำเนื้อผ้าของแพรพรรณเมฆาเพื่อประเมินราคาในใจ: 'ผ้าไหมฟ้าวิญญาณ... ถักทอด้วยปราณ... ขายได้หลาละ 500 ตำลึงแน่ๆ!')
...
ยอดเขาพู่กันหยก
สถานที่แห่งนี้สมกับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าผู้ใช้อักขระ บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วย "ตัวอักษรเรืองแสง" ที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศราวกับฝูงหิ่งห้อย อาคารต่างๆ ถูกสร้างด้วยหินหยกขาวที่สลักเสลาลวดลายวิจิตรตระการตา
ทันทีที่เท้าแตะพื้น อาเจียตาลุกวาว
"โอ้โห... พื้นปูด้วยหยกขาว... เสาทำจากไม้จันทน์หอมพันปี..." น้ำลายของอาเจียแทบจะหก "ที่นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ! ถ้าข้าแงะกระเบื้องปูพื้นไปสักแผ่นสองแผ่น..."
[เก็บอาการหน่อย!] มู่เฉินดุ [เจ้าไม่ได้มาเป็นโจร แต่มาในฐานะแขก!]
เย่ปิงอวิ๋นพาอาเจียเดินผ่านลานฝึกยุทธ์ที่เต็มไปด้วยศิษย์สายในหัวกะทิ หลายคนหันมามองอาเจีย (ที่แต่งตัวมซอ) ด้วยสายตาเหยียดหยามและสงสัย
"นั่นใครน่ะ? ทำไมศิษย์พี่เย่ถึงพาคนนอกเข้ามา?"
"ดูการแต่งตัวสิ... ศิษย์สายนอก? หรือคนรับใช้?"
อาเจียทำหูทวนลม (พลางจดจำใบหน้าคนที่นินทาไว้ในบัญชีแค้นส่วนตัว) จนกระทั่งมาถึงตำหนักใหญ่ที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา
ป้ายหน้าตำหนักเขียนด้วยลายพู่กันทรงพลังว่า: "ตำหนักลิขิตฟ้า"
ภายในตำหนัก ชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องโถงที่รายล้อมไปด้วยม้วนคัมภีร์กองพะเนินเทินทึก ผมและเคราของเขาขาวโพลนยาวจรดพื้น แต่ดวงตากลับใสกระจ่างดุจทารกและแฝงด้วยประกายปัญญาที่ลึกล้ำ
เขาคือ "ผู้อาวุโสเทียนหยวน (天元)" เจ้าของยอดเขาพู่กันหยก และเป็นหนึ่งในปรมาจารย์อักขระอันดับต้นๆ ของอาณาจักร!
"มาแล้วรึ... ปิงอวิ๋น" ผู้อาวุโสเอ่ยเสียงนุ่มนวล ก่อนจะเบนสายตามาที่อาเจีย
วินาทีที่สบตากัน อาเจียรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ... แต่ทว่า พู่กันนิรันดร์ ในอกเสื้อสั่นระริกเบาๆ สร้างเกราะป้องกันที่มองไม่เห็นกั้นขวางการตรวจสอบนั้นไว้
"โอ้?" ผู้อาวุโสเทียนหยวนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ "น่าสนใจ... จิตสัมผัสระดับ 'ก่อกำเนิด' ของข้ากลับมองไม่เห็นแก่นพลังของเจ้า... เจ้าหนู เจ้าใช้วิชาอะไร?"
อาเจียรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม (แบบพ่อค้าเจอเศรษฐี) "คารวะผู้อาวุโส! ข้าน้อยมิได้ใช้วิชาอะไรวิเศษหรอกขอรับ เพียงแต่ข้าน้อยเป็นคน 'ว่างเปล่า' ไม่มีสมบัติพัสถาน พลังก็เลยน้อยนิดจนท่านมองไม่เห็นต่างหาก"
"วาจาคมคายนัก" ผู้อาวุโสหัวเราะหึๆ "ข้าได้ยินวีรกรรมของเจ้าที่ลานประลอง... การใช้อักขระพื้นฐานผสมผสานจนเกิดอานุภาพทำลายล้าง และวิชา... สกัดปุ๋ย... ที่ศิษย์ข้าเล่าให้ฟัง"
ผู้อาวุโสเทียนหยวนสะบัดมือ ม้วนคัมภีร์เก่าแก่ฉบับหนึ่งลอยออกมาจากกองพะเนิน มาคลี่ออกตรงหน้าอาเจีย
มันคือ "ผังค่ายกลวารีพิทักษ์" ที่ดูซับซ้อนยุ่งเหยิง แต่มีรอยขาดวิ่นตรงกลาง และเส้นพลังที่พันกันมั่วซั่วจนดูไม่ออกว่าคืออะไร
"ข้ามีบททดสอบให้เจ้า" ผู้อาวุโสกล่าว "ค่ายกลนี้เสียหายมานานนับ 100 ปี ข้าและศิษย์ในสำนักพยายามซ่อมแซมแต่ก็ทำได้เพียงประคองไว้... หากเจ้าสามารถมองเห็น 'จุดบกพร่อง' ของมันได้ ข้ามีรางวัลให้"
คำว่า "รางวัล" ทำให้อาเจียหูผึ่งทันที
"รางวัลคืออะไรขอรับ? เป็นเงินสด หรือของที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้หรือไม่?" อาเจียถามตรงประเด็น
เย่ปิงอวิ๋นถลึงตาใส่ "อาเจีย! บังอาจ! ต่อหน้าท่านอาจารย์..."
"ไม่เป็นไรๆ" ผู้อาวุโสโบกมือยิ้มๆ "คนตรงไปตรงมาสินะ... ถ้าเจ้าซ่อมได้ ข้าให้เจ้า 1,000 ตำลึงทอง และอนุญาตให้เจ้าเข้ามาอ่านตำราในหอสมุดชั้นนอกได้ 3 วัน"
"1,000 ตำลึงทอง!" อาเจียตาโตเท่าไข่ห่าน "ตกลงขอรับ! ข้าจะซ่อมให้เดี๋ยวนี้!"
อาเจียเดินเข้าไปจ้องมองผังค่ายกลทันที ในสายตาคนทั่วไป มันคือเส้นสายยุ่งเหยิง แต่เมื่ออาเจียแอบกระตุ้น "เนตรบรรพจารึก (ฉบับประหยัดพลังงาน)" โลกเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป
เส้นสายยุ่งเหยิงกลายเป็น "ท่อพลังงาน" สีฟ้า และจุดที่เสียหายกลายเป็น "รูรั่ว" ที่มีพลังงานไหลทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
'โอ้โห... รั่วไหลขนาดนี้... เหมือนเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ร้อยปี!' อาเจียคิดในใจด้วยความเสียดายของ 'ทำไมคนพวกนี้ถึงปล่อยให้พลังงานสิ้นเปลืองแบบนี้!'
[ค่ายกลนี้ถูกวางโครงสร้างผิดแต่แรก...] มู่เฉินวิเคราะห์ [พวกมันพยายามจะฝืนธรรมชาติด้วยการอัดพลังเข้าไปตรงๆ แทนที่จะปล่อยให้ไหลเวียน... อาเจีย เจ้าเห็นจุดนั้นไหม? จุดที่เส้นพลัง 3 สายมาบรรจบกัน]
"เห็นขอรับ" อาเจียตอบในใจ "มันตันอยู่... ถ้าข้าทะลวงมันออก แล้วเอา 'วงล้อสูญตา' ไปแปะไว้เป็นตัวกรอง... มันก็น่าจะไหลลื่นปรื๊ด!"
อาเจียหยิบ พู่กันนิรันดร์ ออกมา จุ่มหมึกธรรมดา (ที่ผู้อาวุโสเตรียมไว้) แล้วตวัดลงไปบนม้วนคัมภีร์
"ตรงนี้... มันสิ้นเปลือง ตัดทิ้ง!"
"ตรงนี้... มันอ้อมไป ลัดตรงนี้!"
"และตรงนี้..."
อาเจียวาดวงกลมเล็กๆ ตรงจุดศูนย์กลาง แล้วแอบใส่พลัง "ความว่างเปล่า" ลงไปนิดเดียว (นิดเดียวจริงๆ เพราะกลัวเปลือง) เพื่อทำหน้าที่เป็น "จุดระบายแรงดัน"
วูบ!
ทันทีที่ปลายพู่กันยกขึ้น ม้วนคัมภีร์ก็เปล่งแสงสีฟ้าเจิดจ้า! เส้นสายที่เคยยุ่งเหยิงพลันจัดเรียงตัวใหม่โดยอัตโนมัติราวกับมีชีวิต พลังงานวารีที่เคยรั่วไหลถูกดูดกลับเข้ามาหมุนวนอย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ทว่า... ด้วยความที่อาเจียใส่วาล์วระบาย (วงล้อสูญตา) ดีเกินไป...
ครืนนนนน!
เสียงน้ำไหลเชี่ยวกราดดังสนั่นมาจากใต้ดินของยอดเขา!
"เกิดอะไรขึ้น!?" เย่ปิงอวิ๋นร้องเสียงหลง
ซูมมมมม!
น้ำพุธรรมชาติที่แห้งเหือดไปนานนับปีบริเวณหน้าตำหนัก จู่ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าสูงกว่า 10 วา! แรงดันน้ำมหาศาลพุ่งขึ้นมาราวกับมังกรวารีตื่นจากหลับ
ผู้อาวุโสเทียนหยวนเบิกตากว้าง ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตะลึง "วิถีแห่งการไหลเวียนสมบูรณ์!?! ...เจ้า... เจ้าไม่ได้แค่ซ่อม... แต่เจ้าเปลี่ยนโครงสร้างให้มันดึงพลังจากชีพจรวารีใต้พิภพมาใช้โดยตรง!"
"เอ่อ..." อาเจียหลบหลังเสา (กลัวน้ำกระเด็นโดนชุดใหม่) "ถือว่าซ่อมเสร็จไหมขอรับ? จ่ายเงินเลยไหม?"
ผู้อาวุโสเทียนหยวนมองน้ำพุที่พุ่งแรงจนเริ่มท่วมลานหน้าตำหนัก แล้วหันมามองอาเจียด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่สายตาเอ็นดูเด็กน้อยอีกต่อไป แต่เป็นสายตาที่มอง "สัตว์ประหลาดตัวน้อย"
"เจ้าหนู..." ผู้อาวุโสยิ้มกว้างอย่างมีความหมาย "1,000 ตำลึงทอง ข้าจ่ายแน่... แต่ข้ามี 'งานใหญ่' กว่านี้อยากเสนอให้เจ้าทำ... สนใจไหม?"
อาเจียหูผึ่ง "งานใหญ่? เงินดีไหมขอรับ?"
"ดีแน่นอน..." ผู้อาวุโสเทียนหยวนหรี่ตาลง "แต่เจ้าต้องช่วยข้า 'งัดแงะ' ความลับของวัตถุโบราณชิ้นหนึ่ง... ที่ข้าเพิ่งได้มาจากซากปรักหักพังของ สำนักหัตถ์กล"
คำว่า "สำนักหัตถ์กล" ทำให้อาเจียและมู่เฉินสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน
[อาเจีย... ปฏิเสธไป!] มู่เฉินเตือนเสียงเครียด [นั่นมันรังของศัตรู!]
"เอ่อ... คือข้า..." อาเจียกำลังจะปฏิเสธ
"ค่าจ้าง 50,000 ตำลึงทอง" ผู้อาวุโสยื่นข้อเสนอ
"ตกลงขอรับ! เริ่มงานเมื่อไหร่!" อาเจียตอบรับทันควันโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของอาจารย์แม้แต่น้อย
[ไอ้ศิษย์บ้าเงิน!!!] เสียงกรีดร้องของมู่เฉินดังก้องในวิญญาณ แต่ก็สายไปเสียแล้ว... อาเจียได้กระโดดลงหลุมพรางแห่งชะตากรรม (และกองเงิน) ไปเรียบร้อยแล้ว