ตอนที่ 1
รอยยิ้มของยาย
ลมหนาวในยามเหม่า[1]พัดผ่านลอดช่องโหว่ของผนังดินเก่าๆเข้ามา บาดผิวจนหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
บนเตียงเตาที่แทบไม่เหลือความอบอุ่นร่างเล็กจ้อยของเด็กหญิงวัยสิบขวบขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนชื่อของนางคือ หมี่หรานหราน เด็กน้อยผู้มีใบหน้ามอมแมมแต่กลับซ่อนดวงตากลมโตที่ฉายแววเฉลียวฉลาดเกินวัยเอาไว้
ค่อก...ค่อก...แค่ก!
เสียงไอของหญิงชราดึงสติของหรานหรานให้หลุดจากภวังค์นิทราเด็กหญิงรีบผุดลุกขึ้นนั่ง ความงัวเงียหายเป็ปลิดทิ้งเด็กน้อยหันขวับไปมองร่างผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่นอนอยู่อีกฝั่งของเตียง
“ท่านยาย!”
หรานหรานถลันตัวเข้าไปประคองร่างของผู้เป็ยายที่กำลังไอจนตัวโยนหญิงชรายกมือที่สั่นเทาและเต็มไปด้วยริ้วรอยขึ้นปิดปากเสียงไอนั้นฟังดูแหบพร่าและเ็ปราวกับอวัยวะภายในกำลังจะแหลกสลาย
เด็กหญิงรีบคว้าถ้วยกระเบื้องบิ่นๆที่บรรจุน้ำต้มสุกเย็นชืดแล้วส่งให้ท่านยายจิบเพื่อลูบคอ แม้จะเป็เพียงน้ำเปล่าแต่มันก็ช่วยบรรเทาอาการไอลงได้บ้าง
“ยายไม่เป็ไรหรอกหรานหรานเอ้ย...แค่ลมหนาวมันบาดคอเท่านั้นแหละ”ยายเฒ่าหอบหายใจพลางฝืนยิ้มบางๆ ให้หลานสาว รอยยิ้มนั้นทั้งอ่อนล้าและซีดเซียวแต่สำหรับหรานหราน มันคือแสงสว่างเดียวในชีวิตที่มืดมนของเด็กน้อย
“ท่านยายโกหกอีกแล้วเมื่อคืนท่านยายก็ไอจนไม่ได้นอนทั้งคืน” หรานหรานเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา นางรู้ดีว่าอาการของยายทรุดหนักลงทุกวันยาต้มที่เคยเจียดเงินซื้อมาจากร้านหมอสมุนไพรในหมู่บ้านก็หมดลงั้แ่วันก่อนแล้ว
“เด็กโง่...ยายแก่แล้วร่างกายก็ย่อมถดถอยเป็ธรรมดา เ้าอย่าได้กังวลไปเลย รีบไปล้างหน้าล้างตาเถอะเดี๋ยวสายแล้วจะไม่ได้ไปเก็บฟืน”มือเหี่ยวย่นลูบผมที่แห้งกร้านของหลานสาวอย่างแ่เบาััที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความเวทนา...เวทนาที่เด็กตัวแค่นี้ต้องมาตกระกำลำบากเพราะแม่แท้ๆหนีตามผู้ชายทิ้งไป ทิ้งภาระทั้งหมดไว้ให้คนแก่ใกล้ตายและเด็กหญิงตัวเล็กๆเพียงลำพัง
หรานหรานพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายนางจัดแจงห่มผ้าให้ยายอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปที่ครัวแคบๆ หลังบ้าน
ข้าวสารในถังเหลือเพียงก้นกะลาเด็กหญิงถอนหายใจยาว ตักข้าวสารอันน้อยนิดนั้นลงไปต้มกับน้ำเปล่าปริมาณมากเพื่อทำเป็ข้าวต้มใสๆ ที่แทบจะนับเม็ดข้าวได้หรานหรานเติมเกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ ก่อนจะตักใส่ชามและนำไปให้ยาย
“ท่านยายกินข้าวต้มร้อนๆ สักหน่อยนะเ้าคะ จะได้มีแรง”
ยายเฒ่ารับชามข้าวต้มมาถือไว้มือที่สั่นเทาตักน้ำข้าวใสๆ เข้าปากอย่างเชื่องช้านางพยายามกินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้หลานสาวต้องเป็ห่วงแม้ว่ารสชาติของมันจะจืดชืดและกลืนยากเพียงใดก็ตาม
“อร่อยมากเลยหรานหรานฝีมือทำกับข้าวของเ้าอร่อยที่สุดในโลก”ยายเฒ่าเอ่ยชมพลางส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดมาให้รอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาของนางหยีเป็รูปสระอิรอยยิ้มที่คอยปลอบประโลมหรานหรานในวันที่เหนื่อยล้ารอยยิ้มที่เป็เหตุผลเดียวที่ทำให้เด็กหญิงมีแรงสู้ชีวิตต่อไป
แต่หรานหรานรู้ดี...รอยยิ้มนี้กำลังจะหายไปหากนางไม่ทำอะไรสักอย่าง
เมื่อยายกินข้าวเสร็จและหลับไปอีกครั้งหรานหรานก็หยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าขึ้นสะพายหลังเด็กหญิงเดินออกจากบ้านกระรุ่งกระริ่งหลังนั้นมุ่งหน้าสู่ตีนเขาเพื่อเก็บฟืนและหาผักป่ามาประทังชีวิต
ระหว่างทางไปเก็บฟืน เดินผ่านโรงหมอสกุลจางโรงหมอเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยมาเตะจมูกทำให้หรานหรานต้องหยุดชะงัก ดวงตากลมโตมองเข้าไปข้างในเห็นเถ้าแก่จางกำลังจัดเรียงโสมและสมุนไพรล้ำค่าต่างๆ อยู่ในตู้ยา
‘โสม...ถ้ายายได้กินโสมร่างกายจะต้องแข็งแรงขึ้นแน่ ๆ’
แต่ราคาของมันล่ะ?
แค่ยาต้มห่อเล็กๆ นางยังแทบจะไม่มีเงินซื้อนับประสาอะไรกับโสมราคาแพงลิ่วพวกนั้น หรานหรานก้มมองมือเล็กๆ ที่หยาบกร้านของตัวเองมือที่ไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว
‘ข้าจะทำอย่างไรดี...ข้าจะปล่อยให้ท่านยายตายไม่ได้’
ดวงตาของเด็กหญิงสั่นระริกความสิ้นหวังเริ่มกัดกินหัวใจ แต่เมื่อภาพรอยยิ้มของยายผุดขึ้นมาในความทรงจำแววตาของหรานหรานก็แปรเปลี่ยนเป็ความเด็ดเดี่ยว เด็กน้อยกำหมัดแน่น
‘ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรข้าก็ต้องหาเงินมารักษายายให้ได้!’
เด็กหญิงหันหลังให้โรงหมอสกุลจางและก้าวเดินต่อไปทว่าในใจลึกๆ ความคิดบางอย่างที่ดำมืดและอันตรายกำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นความคิดที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กน้อยไปตลอดกาล
[1] ่เวลา 05.00 - 07.00 น.