ชายผู้น่าสังเวชทั้งหัวเราะ ร้องไห้ โกรธและเศร้า อย่างสุดขีดภายในเวลาเดียวกันราวกับเป็คนบ้าแต่หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมสุดประหลาดนั้น มันทำให้เขาสามารถเบิกพลังได้ใหม่ถึงสามขั้น รวมกับพลังเดิมที่มีอยู่แล้วจึงทำให้เขากลายเป็ออแกเนียนที่มีพลังถึงสี่อย่าง
แต่ก็ต้องแลกมากับการควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้อยู่สักพักหนึ่งจนกระทั่งเขาตัดสินใจฝึกฝนตนเองให้กลายเป็คนที่พยายามเก็บอารมณ์ทุกอย่างไว้ในตัวไม่แสดงความรู้สึกอะไรใด ๆ ออกมาให้คนอื่นได้เห็นเลย แต่.. ก็ใช่ว่าเขาจะทำมันได้ตลอดเวลา
กลับมา ณปัจจุบัน ตรงสถานที่ที่พึ่งเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท
เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ไทรซ์เข้าใจถึงความรู้สึกของอลันในทันทีบอดี้การ์ดหนุ่มได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่โดนมองข้ามไปอย่างไม่เห็นคุณค่าดั่งที่เขาเคยทำกับไว้กับชายหัวเห็ด
เมื่อได้เจอกับตัวเอง ทัศนคติของไทรซ์ที่มีต่ออลันก็เริ่มเปลี่ยนไปไทรซ์เดินไปหาชายที่เขาเคยดูิ่ว่าเป็เพียงแค่ ‘ไอ้หนูท่อ’ ผู้กำลังจับจ้องมาที่ตัวเขา..
เมื่อเดอะบอดี้การ์ดผู้พี่เดินไปถึงแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรคู่กรณีก็ได้รีบชิงพูดขึ้น “ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมจะสู้กับนายหรอกนะฉันกำลังฝึกฝนพลังอยู่อย่างหนัก แต่คงอีกไม่นานหรอก.. ถ้าฉันพร้อมเมื่อไหร่ ฉันจะเป็คนท้านายประลองเอง!!”อลันพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นขณะที่ดวงตาของเขาก็จ้องเขม็งไปยังดวงตาของไทรซ์
“ฉันจะตั้งตารอวันนั้น และตัวฉันก็จะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ฉันจะพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้ฉันก็มีเป้าหมายของฉันอยู่เหมือนกันส่วนนาย.. ก็ตามมาให้ทันล่ะ!” ชายร่างกำยำผมเตียนพูดอย่างเขร่งขรึมก่อนจะเดินจากไป
อลันได้มองดูแผ่นหลังของไทรซ์ด้วยสายตาที่มุ่งมั่นโดยการแสดงท่าทีของไทรซ์ในครั้งนี้ ทำเอาเด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-ละตินอเมริกาเกิดความฮึกเหิมในการฝึกฝนพลังอวัยวะพิเศษมากขึ้นไปอีกหลายเท่าเลยทีเดียว!
“โอ๊ส!! เยี่ยมมากเลยอลันซังงั้นวันนี้เราไปฝึกหนักกันเถอะ!!” มิทาจิเห็นถึงความตั้งใจของอลันจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลังในแง่บวก
“นี่มิทาจิ.. ที่บอกว่าพี่ยังใช้พลังไม่คล่องน่ะ พี่อยากให้มิทาจิช่วยมาสอนการใช้พลังให้พี่หน่อยได้ไหม?”ครั้งนี้ถึงคราวที่เกษมต้องขอร้องมิทาจิบ้างแล้ว เขาเอ่ยขออย่างไม่เคอะเขินเลยแม้แต่น้อย
“อื้อ! ได้สิคะคาซาเมะซัง ที่จริงมิทาจิก็ตั้งใจจะช่วยแนะนำพวกพี่ๆ อยู่แล้วล่ะ เพราะถ้าพวกพี่ ๆ เก่งขึ้นมิทาจิจะได้ไม่ต้องคอยช่วยพวกพี่อีกไง ฮ่าๆ ๆ ” นินจาสาวตอบเสียงแจ้วพร้อมรอยยิ้มที่แสนสดใส
จากนั้นทุกคนในกลุ่มของเกษมก็ตกลงปลงใจกันให้มิทาจิที่ดูจะมีประสบการณ์ในการใช้พลังมากที่สุดเป็คนช่วยให้คำแนะนำในการฝึกฝนประกอบกับคำชี้แนะของ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม
ณห้องอเนกประสงค์อันโอ่โถงภายในตึกผู้อำนวยการร่างมนุษย์สีทอง ‘เมลฟิลด์’
“เอาล่ะ คุณฟาคาราดีนอับดุลลอฮ์ (Fakhr-Aldin Eabdallah)” คุณเวิร์ดนั่งลงที่โซฟาข้าง ๆ ชายชาวซาอุดิอาราเบียที่เขาคุมตัวมาจากเหตุการณ์วุ่นวายที่สนามกีฬาก่อนเกริ่นเข้าเื่
“คุณลองเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ผมฟังหน่อยสิ”เดอะคอนโทรลเลอร์เริ่มถามด้วยความเป็กันเองเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มเครียด
แต่ดูท่าว่าสภาพจิตใจของฟาคาราดีนนั้นยังคงไม่กลับมาปกติเต็มร้อย“ผะผะ.. ผมสาบานต่ออัลเลาะห์ได้เลยว่าผมจำอะไรไม่ได้จริงๆ ” เขาพูดอย่างหวาดผวา
“คุณฟาคาราดีน.. ตั้งสติดีๆ ไม่ต้องกลัว ผมไม่ได้จะทำร้ายหรือทรมานคุณเพื่อเค้นคำตอบคิดซะว่าเรามานั่งปรึกษาหาทางออกร่วมกันดีกว่าเหตุการณ์สุดท้ายที่คุณจำได้คืออะไร?” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สามพยายามปลอบประโลมก่อนจะถามต่ออย่างสุภาพ
“ผมแค่ไปนั่งรอเพื่อนกินข้าวแล้วผมก็รู้สึกแย่ อาจเป็เพราะผมไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาหลายวัน เนื่องจากผมกำลังถือศีลอดอยู่ผมก็เลยวูบไป แต่ก่อนจะหมดสติในหัวของผมมีเสียงพูดว่า ‘แกต้องเป็ของฉัน’มันวนเวียนอยู่ในหัวของผมก่อนที่ผมจะจำอะไรไม่ได้อีกเลยจนตื่นมาพบคุณ”ชายชาวตะวันออกกลางเล่าความทรงจำสุดท้ายของเขา
คุณเวิร์ดนำมือขึ้นมาจับบริเวณปลายคางด้วยใบหน้าที่ค่อนข้างเคร่งเครียด“อืม.. แล้วทำไมคุณถึงไม่ได้ทานข้าวดื่มน้ำมาหลายวันล่ะการถือศีลอดสามารถทานได้ั้แ่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และหลังพระอาทิตย์ตกไม่ใช่หรอ?”เขาพยายามซักถามต่อจากข้อมูลที่เขารู้
เมื่อสิ้นสุดประโยคคำถามชายเครางามก็ก้มหน้าหลบตาลงในทันที“ผมก็แค่..อยากเป็เหมือนคุณพ่อน่ะครับ” เขาตอบคำถามด้วยเสียงอ่อย ๆ พลางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งอย่างตื่นตัว “คุณก็รู้ว่าตระกูลของผมมีอวัยวะพิเศษคือลำไส้เล็กใช่ไหมล่ะครับโดยลำไส้เล็กของตระกูลผมสามารถดูดซึมสารอาหารได้มากกว่ามนุษย์ทั่วไปพ่อของผมสามารถที่จะถือศีลอดโดยไม่ทานอะไรเลยทั้งเป็ปี ๆ ผมจึงพยายามจะทำแบบพ่อ แต่ผมหิวจนทนไม่ไหวเลยน่าจะเกิดความหงุดหงิดและรู้สึกแย่อย่างที่ผมบอกไปตอนแรกน่ะครับ” ฟาคาราดีนระบายเื่ที่ทำให้เขาทุกข์ใจออกมาจนหมดเปลือก
“อืม.. ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือเป็อย่างดีนะคุณฟาคาราดีนส่วนเื่ที่คุณกำลังรู้สึกแย่ ให้คุณลองทำตามวิธีที่ผมสอนในคลาสสิ ในกรณีของคุณคุณต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ฝึกฝนใหม่และควบคุมสติของตัวเองให้ดี แล้วก็ตามความรู้สึกของตัวเองให้ทัน”ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยแนะ
“แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในมหาวิทยาลัยออแกเนียนผมยังจำเป็ต้องควบคุมตัวคุณให้อยู่ที่นี่เพื่อสังเกตพฤติกรรมของคุณอย่างใกล้ชิดซึ่งก็ต้องขอโทษด้วย ถ้าหากมีอะไรหรือ้าอะไรเพิ่มเติมคุณสามารถใช้แท็บเล็ตที่ติดอยู่ตรงนี้ได้เลยนะ”สุภาพบุรุษชุดทักสิโด้ลุกขึ้นจากโซฟาพลางผายมือไปยังผนังห้องที่มีแท็บเล็ตอัจฉริยะติดตั้งอยู่
“ผมสามารถฝึกฝนอวัยวะพิเศษที่นี่ได้ใช่ไหมครับ? ผมได้ยินคุณประกาศเริ่มการทดสอบแล้ว?” ชายเชื้อสายอาหรับเอ่ยถามทันควัน
“แน่นอน” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่ สาม กล่าวขณะเดินไปเพื่อที่จะออกจากห้องด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
เมื่อพ้นจากสายตาฟาคาราดีนแล้วคุณเวิร์ดจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง.. “ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ใครก็ตามที่อยู่เื้ัเหตุการณ์การอาละวาดของ ฟาคาราดีนอับดุลลอฮ์ จงปรากฏตัวขึ้น!”ชายผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยลองเสี่ยงอย่างมากกับการใช้พลังของเขาในครั้งนี้โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรหลังจากประโยคศักดิ์สิทธิ์ได้จบลง
แต่เมื่อสิ้นคำพูด..ทุกอย่างกลับเงียบสงัดจนได้ยินแต่เพียงเสียงการทำงานของนาฬิกาเรือนเก่าที่ติดตั้งไว้ที่บนผนังห้อง
คุณเวิร์ดเป่าปากออกมาฟู่ใหญ่ด้วยความโล่งอกและกลับมามีสีหน้าที่สบายใจขึ้นอยากเห็นได้ชัด
ณ หอพักของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยออแกเนียน ภายในห้องฝึกส่วนตัวของเกษม..หนุ่มแว่นได้ใช้นิ้วมือของเขาััไปที่แท็บเล็ต ก่อนจะระบุว่าตนเอง้าคำแนะนำจากท่านผู้อำนวยการ
ทันใดนั้นเอง..ก็มีแสงสีน้ำเงินที่คุ้นเคยสว่างขึ้นก่อนจะปรากฏเป็ภาพจำลองของคุณเวิร์ด“สวัสดีนักศึกษา อยากได้คำแนะนำเื่อะไรล่ะ?” ร่างเสมือนจริงของ เอ็ดเวิร์ดอาเธอร์ สปีช ที่สาม เอ่ยถาม
“การใช้พลังครับ” เดอะไซท์สตีลเลอร์ตอบอย่างไม่ลังเล
“เื่ของการค้นหาพลังพิเศษของตนเองการฝึกพลัง การฝึกสมาธิ การเสริมพลังโดยใช้ออกาเน็ม หรือการปลุกพลังขั้นที่สอง?” ตัวแทนของสุภาพบุรุษชุดทักสิโด้ถามต่ออย่างรวดเร็วราวกับถูกวางบทมา
โดยเกษมเองก็ได้เลือกกลับไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน“การฝึกสมาธิครับ” เขาตอบ
“เชิญถามข้อสงสัยของคุณมาได้”คู่สนทนาของเด็กเอ่ยต่อไปตามหน้าที่
“ผมอยากรู้วิธีการควบคุมตาของผมให้ไม่ต้องใช้งานอยู่ตลอดเวลาครับ”ทายาทตระกูลสืบสายั์ตราเผยข้อข้องใจ
“...” ซึ่งคำถามนั้นทำให้ภาพเสมือนจริงประมวลผลไปอยู่สักพัก..“ในกรณีของคุณ เป็พลังที่ไม่เคยมีในสารระบบของเรามาก่อน ผมแนะนำให้ไปพบกับเอ็ดเวิร์ดโดยตรงด้วยตนเองที่ตึกแอนวู้ด”ร่างจำลองให้คำตอบก่อนที่จะหายวับไปในทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้หนุ่มขี้สงสัยถามต่อเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งทำให้เขาได้แต่ตั้งตารอให้ถึงเช้าวันใหม่โดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ไปพบคุณเวิร์ดและถามสิ่งที่คาใจ
ทางด้านของสตีฟที่ภายในห้องของเขาเต็มไปด้วยรูปของเ้าปั๊กกี้แปะตามฝาผนัง
“เฮ้สตีฟ.. ทำไมนายดูไม่กระตือรือร้นที่จะฝึกอวัยวะพิเศษเลยล่ะ?” เ้าตูบถามเพื่อนซี้ของมันด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายอันเป็เอกลักษณ์
“นี่ปั๊กกี้.. ก็ชีวิตฉันขอแค่มีนาย ฉันก็ไม่้าอะไรอีกแล้วชีวิตฉันของน่ะมันขึ้นสู่จุดสูงสุดไปแล้ว” หนุ่มอเมริกันพูดพลางอุ้มหิ้วปีกเ้าหมาหน้าย่นขึ้นมา
“ใช่สิ.. ท่านพลเอกที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา สมบัติอันล้ำค่าของประเทศผู้ที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเป็ทหารั้แ่อายุสิบห้าปีไต่เต้าอย่างรวดเร็วจนได้ยศพลเอกั้แ่ตอนอายุยี่สิบ ชำนาญในการรบทุกรูปแบบเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในาใด..”เ้าหมาดิ้นตัวจนหลุดจากมือชายหนุ่มพลางเดินไปพลิกนิตยสารอ่านบทความที่กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของสตีฟ
“หยุดอ่านนิตยสารบ้านี่ให้ฉันฟังสักทีเถอะหน่าที่จริงฉันไม่เคยชอบเลยไอ้สังคมทหารเนี่ย ทุกอย่างดูขึงขังดุดันไปซะหมดมันไม่ใช่ตัวตนของฉันเลยสักนิด แต่ที่ต้องมาเป็แบบนี้ก็เพราะพ่..” เมื่อจะต้องกล่าวถึงพ่อมันทำให้สตีฟถึงกับต้องหยุดชะงักไปชั่วครู่“ฉันไม่อยากเรียกเขาว่าพ่อเลยให้ตายสิ” เขาจิ๊ปากแรงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“ที่จริงความฝันของฉันน่ะคืออยากจะเปิดฟาร์มน้องหมาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วก็มีนายคอยอยู่ข้าง ๆ กันตลอดแค่นี้ชีวิตฉันก็เหมือนถูกเติมเต็มทุกอย่างแล้วล่ะ” ชายตาน้ำข้าวอุ้มหิ้วปีกเ้าปั๊กกี้ขึ้นมาอีกครั้งพร้อมมองมันด้วยใบหน้าที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข
“แล้วถ้าฉันเกิดหายตัวไปเหมือนเมื่อวานอีกล่ะใครจะเป็คนช่วยฉัน? เพราะถ้าเป็เื่อะไรที่เกี่ยวกับฉันน่ะนายก็กลับกลายเป็แค่เด็กอมมือที่เอาแต่ร้องไห้ นายจะกลายเป็คนอ่อนแอไปในทันทีถ้าเกิดอะไรแย่ๆ ขึ้นกับฉัน นายควรจะฝึกสมาธิ ฝึกการควบคุมสติเอาไว้นะ เพราะถ้านายใช้สมาธิควบคุมสติได้ในตอนที่ไม่มีฉันนายก็จะยังคงใช้ความสามารถของนายได้อย่างปกติ ไม่กลายเป็เด็กขี้แยอีก” หมาน้อยเพ่งตาเขม็งไปที่คู่หูของมันอีกครั้ง
ซึ่งการพูดในครั้งนี้ของเ้าปั๊กกี้นั้นแทงใจดำสตีฟเป็อย่างมาก..หลังได้ยินคำแนะนำจากเ้าย่นน้อย หนุ่มรูปงามถึงกับอึ้งไปสักพัก ก่อนจะวางเ้าปั๊กกี้ลงนอนพร้อมห่มผ้าให้โดยที่เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเลยแม้แต่คำเดียว ชายร่างใหญ่ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เ้าหมาสุดที่รักของเขาจนทำให้บรรยากาศในห้องตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความเงียบสงัด..
ส่วนทางด้านของสองพี่น้องตระกูลซีเชโญ่ , อลันก็ยังคงฝึกซ้อมการใช้ทักษะของอวัยวะพิเศษของเขาอย่างมุ่งมั่น ขณะเดียวกันกับที่โจเซฟกำลังเล่นเกมฟุตบอลเกมโปรดของเขาอย่างสบายใจ “เฮ้อลัน! ฉันจะกำลังจะนอนแล้วนะ ทำไมนายถึงต้องฝึกหนักขนาดนี้ด้วยน้า.. ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ” หนุ่มเดรดล็อคลุกขึ้นเดินเข้าไปคุยกับน้องชายของเขาที่กำลังขะมักเขม้นกับการพัฒนาตนเองในห้องฝึก “ก็เพราะฉันมีเป้าหมายน่ะสิ! นายที่ยังไม่มีเป้าหมายอะไรก็คงไม่เข้าใจฉันหรอก” ชายหัวเห็ดตอบกลับ ในขณะที่กำลังนั่งพักและทบทวนข้อผิดพลาดระหว่างการฝึก “โอเค ๆ เป้าหมายก็เป้าหมาย แต่อย่าหักโหมเกินไปล่ะ แล้วอย่าลืมนั่งสมาธิด้วย ฝันดีไอน้อง” ผู้เป็นพี่ทำสีหน้าปลง ๆ ก่อนจะกลับออกมาจากห้องฝึกและล้มตัวนอนลงบนเตียง ซึ่งเขาก็แอบเอาคำตอบของน้องชายกลับมาครุ่นคิดในใจ “เป้าหมายของฉันหรอ? ก็แค่อยากจะเล่นฟุตบอลให้กับทีมที่ดีที่สุดในโลกล่ะมั้ง” ทางฝั่งของสาว ๆ ณ ห้องของมีสท์.. ซึ่งมีซีรินญ่าและมิทาจิอยู่ด้วย โดยสาวผมเปียกับน้องนินจาก็ได้พูดคุยกันไปตามภาษาผู้หญิง และมีสาวชาวสเปนิชหน้าคมผมดัดลอนคอยเป็นผู้ฟังชั้นเยี่ยม “นี่มิทาจิ ทำไมมิทาจิถึงต้องขยันฝึกฝนพลังด้วยล่ะ? สมัยนี้เขายังมีการรบโดยใช้นินจากันอยู่อีกหรอ?” มีสท์เปิดประเด็นถามนินจาสาวผมสวย “เอ่อ.. คำถามหลังมิทาจิไม่สามารถตอบได้นะคะ แต่คำถามแรก มิทาจิจะขอเล่าว่าตอนที่มิทาจิยังเด็ก ๆ มิทาจิชอบโดนเพื่อน ๆ จากหมู่บ้านอื่นรังแกเป็นประจำเลยล่ะค่ะ แต่ก็จะมีพี่ชายของมิทาจิที่คอยช่วยเอาไว้เสมอ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง พี่ของมิทาจิได้ถูกเรียกตัวไปทำภารกิจลับของหมู่บ้าน แต่หลังหลังจากนั้น.. มิทาจิก็ไม่ได้พบกับพี่ชายอีกเลย” สาวน้อยเปิดใจเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอ ซึ่งตอนแรกเธอก็เล่าด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ตอนที่เริ่มพูดถึงพี่ชายนั้นน้ำตาของสาวน้อยก็เริ่มที่จะคลอเบ้าออกมา “ในตอนที่พี่ยังอยู่ มิทาจิก็คิดว่ามิทาจิไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่ง เพราะยังไงก็จะมีพี่คอยช่วยอยู่ตลอด จนวันที่พี่จากไป มิทาจิถึงรู้ตัวว่าเราจะต้องดูแลตัวเองให้ได้ มิทาจิจึงเริ่มฝึกฝนพลัง และเมื่อเก่งพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว เราก็ต้องไปช่วยเหลือผู้อื่น.. แต่มิทาจิจะไม่ยอมทำพลาดเหมือนพี่ชายหรอกนะคะ เพราะพี่ชายไม่เคยสอนให้มิทาจิดูแลตัวเองได้เลย มิทาจิจึงอยากจะให้คำแนะนำพวกพี่ ๆ ช่วยให้พวกพี่ ๆ เก่งขึ้น จะได้ไม่ถูกใครรังแกอีก!” นินจาน้อยสะอื้นพูดก่อนจะปาดน้ำตาออกอย่างเข้มแข็ง ทั้งมีสท์และซีรินญ่าที่ได้ฟังความคิดของเด็กที่มีอายุเพียงสิบหกปีพูดออกมานั้น ก็รู้สึกอึ้งและชื่นชมความคิดของมิทาจิเป็นอย่างมากจนพูดอะไรไม่ออก แต่การเล่าเรื่องในครั้งนี้ของมิทาจิก็ทำให้ทั้งคู่เกิดแรงผลักดันในการฝึกพลังขึ้นมาอย่างมาก “อะ..อุ้ย!.. มิทาจิเผลอเล่าความลับของนินจาไปด้วยแฮะ แต่มิทาจิคิดว่าคงไม่เป็นไรนะคะ มิทาจิก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมมิทาจิถึงเชื่อใจพี่ ๆ ได้เร็วขนาดนี้ แต่เซนส์ของมิทาจิมันบอกว่าพวกพี่ ๆ เป็นคนดีค่ะ ” นินจาสาวกล่าวเสียงใสก่อนจะยิ้มกว้างพลางลุกขึ้นจากเตียง “นี่ก็ดึกมากแล้ว มิทาจิขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ฝันดีค่ะมีสท์ซัง.. ซีรินญ่าซัง..” เด็กน้อยสะบัดหัวและใช้มือจัดผมหน้าม้าเต่อของเธอให้เข้าทรงพลางเดินไปที่ประตู โดยมีซีรินญ่าที่กำลังลุกออกจากเตียงเพื่อจะกลับห้องเช่นกัน.. เธอทำท่าโบกมือลาพร้อมส่งยิ้มหวานให้ทั้งมิทาจิและมีสท์ “ฝันหวานนะทุกคน คืนนี้สนุกมาก ๆ เลย ไว้มานั่งคุยกันใหม่นะ” สาวผมเปียเองก็ลุกขึ้นเดินไปส่งเพื่อน ๆ ด้วยเช่นกัน “เอ่อ.. ลืมบอกไปอีกเรื่องค่ะ อวัยวะพิเศษของมิทาจิคือเล็บนะคะ” นินจาน้อยหันกลับมาพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอันสดใสและเชื่อใจในตัวพี่ ๆ อย่างเต็มเปี่ยม ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันกลับไปยังห้องนอนของตัวเองในที่สุด