จารึกที่ 236 : เบิกเนตรสูญตาขั้นสอง : คืนแสงสว่างสู่ดวงตา
เสียงกรีดร้องที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดระดับฉีกกระชากวิญญาณของอาเจีย ดังก้องทะลวงม่านปราณระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายที่ถูกบีบอัดจนบริสุทธิ์ของนักพรตหมื่นอีแปะออกมาเป็นระลอกคลื่น ร่างของชายหนุ่มบิดเกร็งอยู่บนเตียงไม้หอมพันปี เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักออกจากดวงตาใต้ผ้าพันแผลไม่หยุดหย่อน
"เพล้ง!"
เสียงปริแตกที่ดังสะท้อนมาจากภายในจุดตันเถียนของชายหนุ่ม ทำเอาสหายที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องรับรองถึงกับหน้าซีดเผือด
"พี่อาเจีย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้อง น้ำตาร่วงหล่นอาบสองแก้ม นางพยายามจะพุ่งตัวเข้าไปหา แต่เย่ปิงอวิ๋นรีบคว้าข้อมือของเด็กสาวไว้แน่น
"อย่าเข้าไปรบกวนเขาหลิงเอ๋อร์! หากเจ้าทำลายสมาธิของเขาในตอนนี้ ปราณโอสถจะตีกลับและบดขยี้วิญญาณของเขาจนแหลกสลาย!" น้ำเสียงของปิงอวิ๋นยังคงเยือกเย็นประดุจขุนเขาเหมันต์ ทว่ามือที่จับข้อมือของหลิงเอ๋อร์นั้นกลับสั่นเทาเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความหวาดหวั่นที่พยายามซุกซ่อนไว้
"ไอ้เจ้าบ้าหน้าเงิน... เจ้าห้ามตายเด็ดขาดนะ! เจ้ายังค้างค่าตอบแทนที่ข้าช่วยเจ้าฝ่าค่ายกลอัสนีอยู่นะโว้ย!" เฟิงอวี้หรานตะโกนลั่น แววตาของดาวนำโชคเต็มไปด้วยความกังวล มือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
หลินชิงเสวี่ยไม่เอ่ยคำใด นางเพียงแค่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู กุมด้าม 'กระบี่สีเงินประกายรุ้ง' ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ปราณพฤกษาในร่างของนางหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับพร้อมจะฟาดฟันทุกสรรพสิ่งที่จะเข้ามาขัดขวางการรักษาของคนเจ็บ ส่วนฉินมู่หลางเพียงยืนหลับตา เจตจำนงกระบี่ตัดห้วงเวลากางขยายออกอีกชั้นด้านนอกม่านปราณของนักพรตเฒ่า เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้า
ภายในวิมานแห่งจิตของอาเจีย บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิที่บ้าคลั่ง
(อาเจีย! ประคองสติไว้!) เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินดังกังวานกึกก้อง ท่าทีของเขาเคร่งขรึมและทรงอำนาจดุจยอดคนผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน (เตาหลอมจำลองของเจ้านั้นคือภาชนะจอมปลอมที่เจ้าพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อกักเก็บพลัง ทว่าแก่นแท้ของวิชาเจ้าคือความว่างเปล่า! เมื่อปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์จากหญ้าโอสถปะทะกับเตาหลอมที่ร้าวราน มันย่อมต้องถูกทำลาย!)
'แต่... ท่านปรมาจารย์... ข้าเจ็บ... เจ็บเหมือนใจจะขาด...' อาเจียร้องตอบในห้วงคำนึง ความเจ็บปวดนี้เหนือล้ำกว่าตอนที่ถูกปราณกระบี่ของมู่หลางฟัน หรือถูกสายฟ้าฟาดใส่เสียอีก
(ข้าไม่สนว่าเจ้าจะใช้สันดานดิบ หรือความหน้าเงิน หรืออะไรก็แล้วแต่ของเจ้า ยังไงก็ต้องทนให้ได้!) มู่เฉินตวาดลั่น (เจ้าเสียศิลาปราณไปตั้งสามแสนแปดหมื่นก้อนเพื่อหญ้าต้นนี้! เจ้าจะยอมให้เงินทองเหล่านั้นมลายหายไปเปล่าๆ รึ? จงใช้ 'ความเสียดาย' นั้นตรึงจิตวิญญาณไว้ แล้วชักนำปราณโอสถให้หมุนวน! สร้างสัญลักษณ์วงกลมที่เป็นรูปแบบของต้นกำเนิด ขึ้นมาแทนที่เตาหลอมจำลองนั้น!)
คำว่า 'เสียเงินสามแสนแปดหมื่น' ประดุจยาทิพย์ที่ปลุกสัญชาตญาณความมัธยัสถ์ของอาเจียให้ตื่นตัว! ในความเลือนลาง เขานึกถึงความยากลำบากที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนยันต์ขยะขายเพื่อประทังชีวิต นึกถึงรอยยิ้มเย้ยหยันของพวกศิษย์สายในตอนที่เขายังเป็นแค่ศิษย์สายนอกผู้ยากไร้
"ข้า... จ่ายเงินไปแล้ว... ข้าไม่ยอม... ขาดทุนเด็ดขาด!"
อาเจียกัดฟันกรอดจนเสียงกระดูกคางลั่นเปรี๊ยะ เขาเลิกขัดขืนต่อความเจ็บปวด ทว่ากลับเปิดรับพลังงานสีมรกตจากหญ้าวิเศษให้ไหลเข้าสู่จุดตันเถียนที่ว่างเปล่าอย่างบ้าคลั่ง!
เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี นึกถึงท่วงทำนองของพู่กันนิรันดร์ นึกถึงความว่างเปล่าที่ลึกล้ำ
ทันใดนั้น สัญลักษณ์วงกลมสีเงินยวงขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเหนือวิญญาณของเขา! มันหมุนวนช้าๆ ทว่าทรงพลังยิ่ง สัญลักษณ์วงกลมเริ่มดูดซับเอาเศษซากของเตาหลอมจำลองที่แตกกระจาย และกลั่นกรองให้กลายเป็นความว่างเปล่าอันบริสุทธิ์ ปราณโอสถจากหญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตรถูกดึงดูดเข้าสู่ใจกลางของวงกลม ราวกับน้ำที่ไหลลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ก้น!
ภายนอกห้องรับรอง บรรยากาศกลับยิ่งทวีความวิปริต
ไอหมอกสีเทาหม่นแผ่ซ่านออกมาจากร่างอาเจีย ปะทะกับม่านปราณป้องกันของนักพรตเฒ่าจนเกิดเสียงเปรี๊ยะปร๊ะ พลังงานรอบตัวของชายหนุ่มกำลังถูกบิดเบือนและลบเลือนหายไป
นักพรตหมื่นอีแปะเบิกตากว้าง แส้ปัดในมือชราสั่นสะท้าน ชายชราต้องรีบรีดเค้นปราณเซียนเข้าไปเสริมม่านป้องกันอย่างระมัดระวังที่สุด "ไอ้หนูนี่... มันกำลังใช้ปราณโอสถสร้าง 'พื้นที่ว่างเปล่า' ขึ้นมาในตันเถียน! วิชามันช่างวิปริตผิดมนุษย์มนาจริงๆ!"
ทันใดนั้น ร่างของอาเจียที่เคยสั่นเทาก็กลับสงบนิ่งลงอย่างประหลาด
แสงสีเงินยวงทะลวงผ่านผ้าพันตาที่เปื้อนเลือดออกมา เจิดจ้าจนทุกคนต้องเบือนหน้าหนี มันมิใช่แสงที่ให้ความสว่างเพื่อมองเห็นสรรพสิ่ง ทว่ามันคือแสงที่ 'เปิดเปลือย' แก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งต่างหาก!
(สำเร็จแล้ว...) มู่เฉินพึมพำด้วยความปีติ
ภายในร่างกายของอาเจีย เตาหลอมปราณจำลองสลายหายไปสิ้นแล้ว แทนที่ด้วย 'วงแหวนสูญตา' ที่ใสกระจ่างประดุจกระจกเงา มันคือฐานรากใหม่ที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ ปราณทิพย์สีเงินยวงที่ถูกหลอมรวมไหลเข้าสู่เส้นชีพจรที่แหลกเหลว ประสานพวกมันเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วปานปาฏิหาริย์ และสุดท้าย พลังงานมหาศาลนั้นพุ่งตรงเข้าสู่ดวงตาที่มืดบอดของเขา!
อาเจียค่อยๆ ยกมือขึ้น มือที่เคยสั่นเทาบัดนี้มั่นคงดุจศิลา เขาเอื้อมมือไปดึงผ้าพันตาที่เปื้อนเลือดออกช้าๆ
เมื่อผ้าผืนนั้นหลุดร่วงลงสู่พื้น สิ่งที่ทุกคนเห็นมิใช่ดวงตาของปุถุชนทั่วไป...
ดวงตาของอาเจียบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีดำขลับที่ลึกล้ำราวกับห้วงอวกาศ ทว่าภายในตาดำนั้น มีวงแหวนสีเงินยวงหมุนวนซ้อนทับกันอยู่ประดุจฟันเฟืองแห่งสวรรค์! มันมิใช่ดวงตาที่มองเห็นเพียงภาพวัตถุ ทว่ามันคือ 'เนตรขั้นสอง' ที่สามารถมองเห็นรากฐานของกฎเกณฑ์ มองเห็นเส้นสายของการเกิดดับ และมองเห็นโครงข่ายกลไกฟ้าดินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง!
อาเจียกะพริบตาช้าๆ ภาพที่เขาเห็นในยามนี้ช่างแตกต่างจากโลกใบเดิมโดยสิ้นเชิง
เขาเห็นเส้นใยปราณพฤกษาของชิงเสวี่ยที่ถักทออย่างเป็นระเบียบ ทว่าแฝงความว้าวุ่นใจอยู่ลึกๆ เห็นรอยแยกในมิติรอบตัวของมู่หลางที่เกิดจากความคมกริบของเจตจำนงกระบี่ เห็นกระแสปราณธาตุเพลิงที่หมุนวนอย่างคาดเดาไม่ได้ในร่างของอวี้หราน และ... เห็น 'กระแสความงก' ที่แผ่ออกมาเป็นหมอกสีทองรอบตัวอาจารย์ของเขา
"ข้า... มองเห็นแล้ว..." อาเจียเอ่ยเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงด้วยความกังวานที่น่าเกรงขาม
"พี่อาเจีย! ท่านมองเห็นจริงๆ หรือ!" หลิงเอ๋อร์ถลาเข้าไปหาด้วยความยินดีจนลืมตัว
อาเจียหันไปมองเด็กสาว แววตาที่ดูลึกล้ำและทรงอำนาจเมื่อครู่ บัดนี้กลับหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะทำหน้าเบ้และบ่นอุบอิบออกมาตามสันดานดั้งเดิม
"มองเห็นสิ... เห็นชัดเลยว่าน้ำมูกน้ำตาของเจ้า ทำเสื้อผ้าไหมฟ้าตัวแพงที่ข้าเพิ่งตัดมาเปื้อนหมดแล้ว! ตัวนี้ข้าซื้อมาตั้งสองพันศิลาปราณเชียวนะ! แล้วนั่น... ตาเฒ่า! ท่านจะจ้องถุงมิติที่เอวข้าทำไม? อย่าแม้แต่จะคิดนะ!"
คำพูดที่หน้าเลือดและไร้ความโรแมนติกโดยสิ้นเชิง ทำเอาบรรยากาศความซาบซึ้งและเคร่งเครียดเมื่อครู่ พังทลายลงไม่เป็นท่า!
หลินชิงเสวี่ยที่น้ำตาคลอเบ้าถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา นางรีบเก็บกระบี่สีเงินประกายรุ้งแล้วเดินเข้าไปตีไหล่เขาหนึ่งที
"ไอ้เด็กบ้า! รอดตายมาได้ก็เห็นแก่เงินเหมือนเดิม! ข้าอุตส่าห์เป็นห่วงแทบแย่!"
ฉินมู่หลางลอบผ่อนลมหายใจ ยอมเก็บกระบี่เข้าฝัก เย่ปิงอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็เผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ทว่านักพรตหมื่นอีแปะกลับเดินเข้ามาจ้องหน้าอาเจียเขม็ง
"ไอ้หนู... ดวงตาของเจ้านั่น... มันผสานวิถีแห่งความเป็นจริงและความว่างเปล่าเข้าด้วยกันแล้ว" ชายชราพึมพำด้วยความตื่นตะลึง "เจ้าได้เบิกเนตรประหลาดที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องระแวง... แต่จงระวังให้ดี พลังที่ฝืนกฎเกณฑ์ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย!"
อาเจียยิ้มกริ่ม แววตาสีเงินทอประกายวาววับ เขาสำรวจร่างกายที่ถูกสร้างใหม่ด้วยพลังอันลี้ลับ เขาสามารถมองเห็นกลไกของสวรรค์ได้ด้วยตาตนเอง!
"เอาล่ะ... ในเมื่อข้าได้ดวงตากลับคืนมาแล้ว" อาเจียลุกขึ้นยืนช้าๆ สะบัดพู่กันนิรันดร์ในมือหมายจะโชว์ความเท่ "ก็ได้เวลาที่เราจะไปกอบโกย... เอ้ย! ไปทวงแค้นกับพวกสำนักอัสนีบาต และไปล่าสมบัติที่หุบเขาเพลิงผลาญกันแล้ว!"
ทว่า... ความเท่และอหังการของมหาเศรษฐีหน้าเงินอยู่ได้ไม่ถึงสามลมหายใจ!
"อึก... โอ๊ยยย!"
ร่างที่กำลังยืนแอ่นอกอย่างสง่างามพลันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดุจหุ่นกระบอกขาดสาย มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมดวงตาแน่น เลือดสีแดงสดหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากหางตา ภาพโครงข่ายฟ้าดินที่เขาเห็นเมื่อครู่กลายเป็นภาพซ้อนที่หมุนคว้างจนชวนคลื่นไส้!
"เกิดอะไรขึ้น!" หลินชิงเสวี่ยและเฟิงอวี้หรานถลาเข้าไปประคองร่างที่กำลังร่วงหล่นพร้อมกัน
"แฮ่ก... แฮ่ก..." อาเจียหอบหายใจอย่างหนักหน่วง รีบหลับตาเพื่อปิดกั้น 'เนตรขั้นสอง' ให้กลับคืนสู่สภาวะดวงตาปรกติ "ตาบ้าเอ๊ย... กินพลังปราณจุยิ่งกว่าปลิงดูดเลือดเสียอีก! แค่เปิดใช้งานไม่ถึงครึ่งก้านธูป ปราณทิพย์ที่เพิ่งหลอมรวมมาได้ก็ถูกสูบไปจนเกือบหมดเกลี้ยง! หัวข้าแทบจะระเบิดอยู่แล้ว!"
(เจ้าเด็กโง่... ขอบเขตพลังของเจ้ายังไม่เสถียร) มู่เฉินดุในห้วงจิตอย่างระอาใจ (ฐานรากของเจ้ามีแต่ 'ความไม่มี' ขาด 'ความมี' อย่างปราณธาตุดินมาคอยค้ำจุน การฝืนใช้ดวงตาที่หยั่งรู้สัจธรรม ย่อมต้องแลกมาด้วยผลสะท้อนที่หนักหน่วง! หากเจ้ายังขืนใช้มันเปิดรับข้อมูลระดับสวรรค์พร่ำเพรื่อ วิญญาณเจ้าได้แตกดับของจริงแน่!)
นักพรตหมื่นอีแปะแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "สมน้ำหน้า! ได้ของดีมาก็ริอ่านจะเอามาอวดเบ่งทั้งที่ปราณเซียนในร่างมีไม่ถึงครึ่งถ้วยชา! ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าการฝืนลิขิตฟ้ามันมีราคาค่างวด!"
อาเจียนั่งแหมะอยู่บนพื้น สลัดหัวไล่ความวิงเวียนก่อนจะบ่นอุบอิบอย่างเจ็บปวดใจ
"ขาดทุน... ขาดทุนสุดๆ... จ่ายไปตั้งสามแสนแปดหมื่น แต่ดันได้ดวงตาที่เปิดใช้ได้แค่เดี๋ยวเดียวมาเนี่ยนะ! สวรรค์ช่างหน้าเลือดเกินไปแล้ว!"