ตอนที่2 คืนชีพข้ามมิติ
ณ หุบเขาเทพอสูรพื้นที่แบ่งแยกระหว่างโลกมนุษย์และเขตแดนของเทพอสูร ซึ่งเป็นพื้นที่ของอาณาจักรฮุ่ย
เมื่อนานมาแล้ว มนุษย์และสัตว์อสูรมักต่อสู้และออกล่ากันและกันจนเกิดความวุ่นวายขึ้นทุกพื้นที่ ไม่มีคำว่าปลอดภัยเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า จนเมื่อสวรรค์เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้ทั้งสองฝ่ายแบ่งเขตแดนกัน เพื่อไม่ให้ทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่อสู้กันจนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปข้างหนึ่ง...
พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์เหมาะแก่การพักฟื้นร่างกายและจิตใจ รวมทั้งฝึกตน ทว่า...กลับเป็นสถานที่อันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากเต็มไปด้วยสัตว์อสูรจำนวนมาก สัตว์ที่หิวโหยอยากจะกลืนกินมนุษย์โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีระดับพลังยุทธ์สูงๆ...หากได้กินเข้าไปร่างกายของพวกมันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น...ขณะเดียวกันมนุษย์เองก็ใช้สัตว์อสูร เป็นยาบำรุงร่างกายเช่นกัน
แต่เนื่องจากมีข้อตกลงแบ่งแยกดินแดนแล้วทั้งสองฝ่ายจึงสงบศึกกัน เว้นแต่ในหุบเขาแห่งนี้...หากมนุษย์อยากล่า ก็ให้เข้ามาในที่แห่งนี้หรือหากอสูรอยากล่ามนุษย์ก็สามารถล่ามนุษย์ที่ล้ำเขตเข้ามาในหุบเขาได้อาณาจักรฮุ่ยมีเขตแดนเข้าสู่หุบเขาสัตว์อสูรได้โดยตรงขณะที่ดินแดนอื่นต้องใช้ประตูข้ามมิติเข้าไป
และวันนี้ก็เป็นวันที่ สัตว์อสูรทั้งป่าต่างตื่นเต้นกับการเห็นกลุ่มมนุษย์ที่เดินทางเข้ามาในหุบเขาอสูร
“กุบ กับ กุบ กับ”เสียงรถม้าและฝีเท้าม้าเดินทางอย่างเร่งรีบ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด และเมื่อไปถึงปลายทางพวกเขายังต้องรีบออกเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้ให้ทันพลบค่ำ
เมื่อป่าตกอยู่ในความมืดสิ่งของที่พวกเขาพกมาเพื่อปกป้องไม่ให้สัตว์อสูรโจมตี จะหมดฤทธิ์ลงพวกเขาจะกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรทั้งป่า!
ทว่าแม้ขณะนี้ยังมีแสงอาทิตย์แต่ทุกคนล้วนมีสีหน้าตรึงเครียด ระแวดระวังว่าสัตว์อสูรจะโจมตี
แม้จะมีขนของกิเลนทองถึงสองเส้นที่ใช้ป้องกันสัตว์อสูรโจมตีพวกเขาก็ยังคงต้องระมัดระวัง เนื่องจากคนในรถม้า คือหลานสาวคนโปรดของฮ่องเต้...หงหนิงหรง
‘อาหารมาแล้ว!’เสียงสัตว์อสูรต่างซุบซิบกัน ขณะแอบมองจากที่ไกลๆพวกมันหลายสิบตัวยืนมองมนุษย์ ด้วยสีหน้าตะกละ น้ำลายไหลย้อย
หลายตัวกระเหี้ยนกระหือรือ อยากจะพุ่งเข้าใส่เหล่ามนุษย์ผู้มาเยือนที่ถูกมองเป็นแค่อาหาร...
สัตว์อสูร เป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพละกำลังมีพลังยุทธสูงกว่าลำดับฝึกตนของมนุษย์หากไม่ถูกมนุษย์ล่าเป็นกลุ่มพวกมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัว
“ตึง ตึง ตึง“เสียงสัตว์อสูรขนาดมหึมา หน้าตาคล้ายๆกับหมียักษ์วิ่งตรงเข้าหาคนกลุ่มนั้นด้วยความหิวโหย
“โฮก...”เจ้าหมียักษ์ร้องคำรามด้วยความฮึกเหิมมันมั่นใจว่าหากมีผู้เริ่มเปิดศึกนี้ก่อน จะต้องมีอีกหลายตนวิ่งกรูตามมารุมขย้ำกินเนื้อมนุษย์แน่นอน
หากได้กินมนุษย์ที่มีพลังยุทธ์สูงมากๆก็จะทำให้พลังยุทธของสัตว์อสูรแข็งแกร่งมากขึ้น...
คนทั้งกลุ่มแม้แต่ทหาร ต่างหวาดกลัว และหวาดวิตก
กล่าวกันว่าขนกิเลนทองช่วยป้องกันไม่ให้เหล่าสัตว์อสูรโจมตีกลุ่มคนที่ถือครอง
แต่หากขนกิเลนทองนี้ไม่ได้ผลเกรงว่ามีแต่ต้องสู้ตายเท่านั้น!
‘นั่นเจ้าโง่นั่นโผล่มาจากไหนกัน!’สัตว์อสูรตัวหนึ่งคำรามสบถด่า
‘คงอยากตายมากสินะถึงได้วิ่งเข้าใส่ผู้ถือครองขนกิเลนทอง’
‘ขายขี้หน้าเป็นบ้าถึงจะตะกละแค่ไหนก็ควรใช้สมองบ้าง’
เสียงวิพากย์วิจารณ์ของสัตว์อสูรดังลั่นป่าพวกมันกำลังด่าทอเจ้าหมีโง่เง่า
แต่ในสายตามนุษย์เสียงที่ฟังไม่ออกเหล่านั้นต่างมองว่าเสียงเหล่านั้นคือการคำรามด้วยความหิวโหยอยากฉีกเนื้อพวกตน...ยิ่งเมื่อเห็นเจ้าหมีตัวโตวิ่งเข้ามาด้วยความดุร้าย พวกเขายิ่งหวาดผวา...
“ตูม!”ทันใดนั้นเกิดเสียงระเบิด
“โฮกกกกก”ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนและกลิ่นเนื้อเหม็นไหม้
ควันเหม็นหนาทึบ ปกคลุมไปทั่วจนมองเห็นหมีตัวนั้นเป็นเงาตะคุ่มๆ
“ตึง!”เสียงเจ้าหมีล้มลงกระแทกพื้น เสียงดังสนั่นราวกับแผ่นดินไหว ...
เหล่าสัตว์อสูรต่างพาส่งเสียงเยาะเย้ย
ขณะที่เหล่ามนุษย์ยืนอ้าปากค้าง เนื่องจากเจ้าหมีที่วิ่งเข้ามาจู่ ๆ ก็ระเบิดตูม คล้ายชนกับกำแพงที่มองไม่เห็น ถูกระเบิด จนขนหงิกงอ หนังไหม้ ขาชี้ฟ้า
หนึ่งในคนที่พกขนกิเลนทอง รีบหยิบขนกิเลนทองในในอกเสื้อออกมา...เขาพบว่าตอนนี้ขนกิเลนทอง กำลังเปล่งแสงสีทองสว่างเรืองรอง
“ใจหายใจคว่ำหมดที่แท้ก็เป็นพลังของขนกิเลนทอง” ทหารผู้นั้นทำสีหน้าโล่งอก
เหล่าคนในขบวนต่างถอนหายใจเมื่อได้เห็นพลังของขนกิเลนทองก็เริ่มมั่นใจขึ้นมาแล้วว่าจะสามารถรอดพ้นทั้งขาไปและขากลับได้ หากออกจากป่าทันก่อนมืด
เหล่ามนุษย์เดินทางด้วยความเร่งรีบรู้สึกเสียวสันหลังตลอดเวลา ที่มีสายตามากมายจ้องมองมาด้วยความหิวโหย
จนมาถึงบ้านพักที่เป็นของสกุลฮุ่ย ซึ่งได้รับการปกป้องจากกิเลนทองกางเขตแดนปกป้อง สัตว์อสูรไม่ให้เข้าเขตบ้านได้
ข้ารับใช้สกุลหง ช่วยกันหามแคร่ วางเด็กหญิงที่ถูกผ้าพันหัวนอนสลบไว้ในลานบ้าน แล้วก็ต่างเร่งรีบจากไปในทันที
เหล่าทหารที่ถูกส่งมาจากวังหลวงเพื่อคุ้มครองหงหนิงหรงต่างพากันตกตะลึง
“เจ้าพวกนี้ไม่คิดจะรั้งอยู่ดูแลคุณหนูผู้นี้กันเลยรึ!”
เสียงสบถของหมอหลวงที่ร้องด่าตามหลังกลุ่มคน ที่เร่งรีบจากไป
“ท่านหมอ.... ข้าว่ารีบนำคุณหนูไปหลบแดดก่อนดีหรือไม่...”เสียงขลาดเขลาเด็กสาวดังขึ้นที่มุมหนึ่งของบ้าน
ท่านหมอหันไปมอง จึงพบว่าที่แท้แล้วคนใช้ทั้งหมดจากสกุลหงยังเหลือเด็กสาวผู้นี้อยู่ ท่านหมอพยักหน้าให้ทหารยกแคร่หาม พาร่างเด็กหญิงไปหลบในร่ม
ขณะที่เด็กสาวรีบเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูด้านในนางทำทีท่าปัดกวาดอยู่ครู่หนึ่ง
เด็กสาวปิดประตู เมื่อลับตาคนนางผายมือปล่อยพลังเวท ทำความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุมจนสะอาด
หากมีใครมาเห็นเด็กสาวใช้เวทมนต์ ซึ่งเป็นวิชาของเหล่าเซียนพวกเขาจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีผู้ฝึกวิชาเซียนที่ไหนลดตัวลงมาเป็นสาวใช้
“ไป๋หลง...เจ้ารีบกลับมาเสียที...หากพลาดช่วงเวลาใกล้จะถึงนี้ข้ากลัวว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายพันปีกว่าเจ้าจะกลับมาได้!...”เด็กสาวบ่นพึมพำถึงใครบางคนที่อยู่แสนไกลสหายผู้เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
ผ่านไปเกือบครึ่งเดือนหลังเด็กหญิงหมดสติ
เที่ยงวันขณะที่แดดเปรี้ยง จู่ ๆ ท้องฟ้าพลันเกิดเมฆดำทะมึนตั้งเค้าพายุลมฝนรุนแรงเทกระหน่ำลงมา มนุษย์ทั้งหลายต่างวิ่งหาที่หลบฝน ไม่ทันสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าปรากฏเงาร่างมังกรถึงสองตัวพร้อมๆกับฟ้าที่ผ่าลงมา
ณ บ้านพักในหุบเขาเทพอสูร หลังฝนตก
“โอย...ปวดหัวเป็นบ้า”เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นในห้องนอนอันเงียบสงัด
ร่างที่นอนหมดสติมาเกือบครึ่งเดือน ขยับเอามือกุมศีรษะ
ภาพในหัว ความทรงจำของตนพัวพันกับความทรงจำของคนอีกคนเป็นความทรงจำที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หวาดผวาและการถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่ลืมตาดูโลก
‘เด็กคนนั้นเป็นใครชะตาชีวิตทำไมอนาถขนาดนั้น!’
คิดขณะ ปวดหัว จนเส้นประสาทตรงขมับเต้น“ตุบ...ตุบ”
หลังจากความทรงจำมากมายนั้นหยุดลง ตนยกมือขึ้นนวดขมับแต่กลับพบว่าร่างกายนี้หนักอึ้ง และทุกขณะที่ขยับตัวทำให้รู้สึกเจ็บตึงไปหมดเหมือนคนที่ไม่ได้ขยับตัวมานาน
“นี่ฉันยังไม่ตายเหรอ...”หญิงสาวพึมพำด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ทว่าหลังจากได้ยินเสียงตนเองกลับรู้สึกขนหัวลุก
‘นี่...นี่มันไม่ใช่เสียงของฉัน!’หญิงสาวอุทานในใจ ขณะรีบมองสำรวจทั่วร่างของตัวเอง...
จึงพบว่าร่างกายที่เคยสูงเพรียวมีหน้าอกแบบสาวสะพรั่ง บัดนี้กลับแบนราบ แขนขา และลำตัวกลับผอมบาง เหมือนเด็กน้อยที่ยังโตไม่เต็มที่
หนำซ้ำเสื้อผ้าบนร่างยังแปลกประหลาดเป็นชุดย้อนยุค ที่ลวดลายปักสวยงามที่ดูก็รู้ว่า เป็นการปักมือต่างจากการใช้เครื่องจักรปักในยุคปัจจุบัน
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”ก่อนจะพึมพำ
‘หรือว่าฝัน?’หญิงสาวได้แต่ถามตัวเองในใจ
ทว่าเมื่อหลับตา ลืมตาหลายต่อหลายครั้งภาพตรงหน้าก็ยังคงเหมือนเดิม ขณะที่สมองคิดย้อนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดกับตนเอง
“ฉัน...เพิ่งถูกยิงตาย..”หญิงสาวบ่นพึมพำขณะลำดับความทรงจำในหัว หาเหตุและผลให้กับสิ่งที่เกิด
“ตายไปแล้ว..แต่กลับตื่นมา ในร่างเด็ก?”หญิงสาวพึมพำอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
ความเจ็บปวด ของร่างกายนี้เป็นของจริงเหมือนร่างนี้จะนอนอยู่บนเตียงนานเกินไป จนกล้ามเนื้อไร้เรี่ยวแรง และเส้นเอ็นทั่วร่างแข็งตึงทำให้เกิดความเจ็บปวดยามขยับร่างกาย
หญิงสาวย้อนคิดถึงความทรงจำที่หลั่งใหลเข้ามาในหัวดูเหมือนความทรงจำทั้งหมดนั้นเป็นของเจ้าของร่างเดิมที่ถูกรังแกจนตายนางจึงได้โอกาสแทรกวิญญาณมาสิงร่างนี้แทน
หญิงสาวทำความเข้าใจกับหลายๆสิ่งในความทรงจำพบว่าโลกใบนี้ มีขนบธรรมเนียม คล้ายกับโลกจีนยุคโบราณแต่กลับมีสิ่งที่เรียกว่าเซียน สัตว์อสูร เทพอสูร ผู้ฝึกยุทธ เป็นโลกอันแปลกประหลาดที่มีแต่ในนิยาย
โลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้อยู่รอด...หากมีร่างกายอ่อนแอฝึกยุทธไม่ได้เหมือนอดีตเจ้าของร่างนี้ แม้จะเกิดมาสูงศักดิ์ก็ต้องลงเอยด้วยการเป็นคนไร้ค่า ถูกรังแกแบบที่เด็กน้อยพบเจอ
หลังจากทำความเข้าใจกับสถานะของเด็กหญิงและหลายๆ อย่างในความทรงจำ หงหนิงหรงคนใหม่ ก็เริ่มทำใจยอมรับความเป็นจริงที่ต้องใช้ชีวิตในร่างนี้
ไม่รู้ว่าการสิงนี้จะชั่วคราวหรือคตลอดไปแต่สุดท้ายชีวิตยังต้องเดินต่อ ดังนั้นจึงเริ่มมองสำรวจรอบตัว แล้วพบว่า ตอนนี้ตนนอนบนเตียงไม้สี่เสาแบบโบราณเตียงที่มีผ้าม่านไว้บดบังให้เกิดความเป็นส่วนตัวกับผู้ที่นอนอยู่...
เมื่อแหวกม่านเตียงออก จึงพบว่าที่นี่เป็นบ้านไม้หน้าต่างกรุกระดาษปิดช่องลม ไม่มีหลอดไฟ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเรือนทำจากไม้ทั้งหมด
“ท่านฟื้นแล้ว!”
เสียงนั้นทำให้ข้าสะดุ้งตกใจ เมื่อหันไปมองจึงเห็นว่าหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ใส่ชุดโบราณทำท่าจะโผเข้ามากอด
หนิงหรงคว้าหมอนที่ทำจากไม้ขึ้นมาทำท่าจะใช้เป็นอาวุธทุบหัวคน
“หยุด! อย่าเข้ามา”เด็กหญิงทำเสียงดุดัน ทว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงและสภาพแขนที่ยกหมอนไม่ไหวจนแขนสั่น จึงไม่น่ากลัวแต่อย่างใด ทว่าแววตาแข็งกร้าวทำให้คนถูกขู่หยุดชะงัก
“ฮือ...คุณหนูในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้วฮือ ๆ เสี่ยวเมิ่งดีใจเหลือเกิน ท่านหลับไปเกือบครึ่งเดือน จนท่านหมอหลวงบอกว่าหากท่านยังหลับแบบนี้ต่อไปท่านอาจจะไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีกฮืออออออ”
แววตาผู้พูดเต็มไปด้วยความยินดี ความรู้สึกมากมายแสดงออกทางแววตา
นี่เป็นท่าทางของคนที่มีความรักใคร่อีกฝ่ายจากใจจริงความผูกพันที่แสดงออกทางสายตา ดูเหมือนจะสนิทสนม ราวกับมิใช่แค่นายบ่าว
หนิงหรงขมวดคิ้ว ขุดคุ้ยความทรงจำจึงพบว่า คนผู้นี้คือสาวใช้ส่วนตัวของหงหนิงหรง อายุราวๆสิบหกสิบเจ็ดปี
“หยุดโวยวาย!ข้าปวดหัว”หงหนิงหรงสั่ง
เสียงร้องไห้โวยวายกำลังทำให้อาการปวดหัว กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง จนต้องกุมขมับ
“คุณหนู...”สาวใช้ชะงักไปครู่นึงเหมือนเพิ่งได้สติว่าต้องทำอะไร
“ข้า...ข้าจะรีบไปยกยามาให้คุณหนูท่านรอสักครู่”เสี่ยวเมิ่งรีบวิ่งไปในครัว เอายาที่อุ่นไว้ มาให้คุณหนูระหว่างทางไปห้องครัวนางก็แวะบอกกล่าวทหารหน้าห้อง
“ในที่สุดคุณหนูก็ฟื้นแล้ว...รีบไปแจ้งท่านหมอเร็ว”นางฉีกยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้นยินดีจนสองแก้มแดงเรื่อด้วยเลือดฝาด
ทหารคุ้มกันที่เฝ้าหน้าประตูได้ยินสาวใช้พึมพำดังนั้นแววตาของเขาก็พลันแสดงความยินดียิ้มมุมปาก ‘ฟื้นแล้วสินะ’ เขามีรูปร่างผอมสูงเต็มไปด้วยกล้ามมัด ผิวคมเข้มไหม้แดดเล็กน้อยใบหน้าหล่อเหลาคมคายในแบบฉบับของทหารที่ใช้ชีวิตกลางแจ้ง
“เยี่ยนเฟย... เจ้ายิ้มเหมือนมีเรื่องน่ายินดีอะไรเกิดขึ้น?”นายทหารผู้มาเปลี่ยนเวรยามพอดี ถามขึ้นเมื่อเห็นสหายยืนยิ้มมุมปาก
“คุณหนูฟื้นแล้วเจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาดูอาการคุณหนูเถิด”เยี่ยนเฟยกล่าวด้วยความยินดี
นายทหารผู้นั้นได้ฟังแล้วก็ทำหน้าตื่นเต้นรีบวิ่งไปตามหมอหลวงมาดูอาหารของคุณหนูทันที
ความชุลมุนเล็ก ๆ พลันเกิดขึ้น ม้าเร็วถูกส่งออกไปแจ้งข่าวดีที่วังหลวงทันที
‘หงหนิงหรงฟื้นแล้ว!’ใจความสำคัญนี้เมื่อมาถึงพระราชวังฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยต่างยินดีกับสิ่งที่ได้ฟังจึงรีบสั่งคนให้เตรียมตัวออกเดินทางในอีกสามวันเพื่อไปพบหลานสาว หากไม่ติดมีราชกิจสำคัญมากมายต้องจัดการพระองค์ก็อยากจะเสด็จตอนนี้เดี๋ยวนี้เลย...