
คำพูดด่าทอจุกอยู่ที่ปลายลิ้นมันอัดแน่นอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเห็นอีกฝ่ายตีสีหน้าเรียบเฉยทำให้ความฉุนจัดมันทบทวีคูณ
“ผมต่างหากน่าจะเป็ฝ่ายถามคุณก่อนด้วยซ้ำ ว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
หญิงสาวนึกว่าเขายียวนจึงโพล่งคำที่อึดอัดแต่แรกออกไปว่า “คุณเป็ใครกันแน่...หรือว่าคุณแอบตามฉันมาจากกรุงเทพฯ”
ได้ยินเสียงเขาหัวเราะลงคอเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มออกมาชนิดที่มองแวบเดียวก็รู้ว่ามันคือยิ้มเหยียดแกมขบขันเท่ากับเป็การตอกย้ำทางสีหน้าเขาให้เธอชาวาบ
“คุณดูละครมากไปหรือเปล่าคนอย่างผมนี่นะ ที่จะถ่อตามคุณมาถึงที่นี่...”เขาขยับขามาอีกก้าว ขณะที่เธอเองเป็ฝ่ายถอยออกไปอีกหนึ่งก้าวเช่นกัน “คุณคิดว่าผมพิศวาสกับเื่เมื่อคืนอย่างนั้นล่ะสิ”
พูดถึงชนวนเหตุ ควันแทบออกหูเหมือนกับเขาเป็ฝ่ายเอากิ่งไม้ไปเขี่ยกองไฟที่ใกล้มอด ทำให้เธอของขึ้นทันควัน “ในหัวคุณมันคิดแต่เื่สกปรกเป็ผู้ชายมักง่าย รังแกผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ด้วยวิธีที่เห็นแก่ตัวที่สุดฉันเองไม่เคยนึกเลย ว่าชาตินี้จะต้องมาพบเจอผู้ชายที่ชั่วช้าอย่างคุณ”
เมื่อด่ากราดออกไปบ้างอารมณ์คุกรุ่นในใจปีวราเหมือนจะทุเลาลงเล็กน้อย เพราะความอัดอั้นมาตลอดทั้งวันมันกำลังสั่งสมให้เธอเกิดความขึ้งเครียด และผลจากความบาดหมางใจนั้นทำให้เธอเองลืมนึกถึงเื่ที่สูรย์กลับมาจากต่างประเทศเสียสนิททำให้ไม่ได้เอะใจเลยสักนิด ว่าผู้ชายตรงหน้าที่เธอกำลังต่อล้อต่อเถียง มีเค้าเดิมของคนที่เธอเคยฝากความรู้สึกไว้หรือไม่
“ผมยอมรับว่าเื่เมื่อคืน มันเป็สิ่งที่อาจเห็นแก่ตัวสำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่อาจทนกับความเร่าร้อนซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเป็ฝ่ายเรียกร้องได้...แต่ความเป็จริงคุณน่าจะขอบใจผมมากกว่านะ เพราะถ้าไม่ได้ผมช่วยคุณไว้จากผู้ชายคนนั้น...”
เขาพูดยังไม่ทันจบหญิงสาวก็ถลันเข้าไปถึงตัวเขา ฟาดฝ่ามือตวัดหน้าชายหนุ่มเต็มแรง “คุณมันมักง่ายเห็นแก่ตัวที่สุด...ฉันไม่ได้นึกขอบใจคุณหรอกนะ กับการที่คุณบอกว่ายอมรับผิดเพราะถ้อยคำของคุณมันบอกให้ฉันเห็นธาตุแท้ในตัวคุณมากขึ้น ว่าคุณมันก็เป็ผู้ชายประเภทที่ไร้มนุษยธรรมขาดความรับผิดชอบ เป็พวกขยะสังคม...มีอย่างที่ไหน มากล่าวหาว่าฉันเป็ฝ่ายให้ท่าแล้วยังมีหน้ากุเื่ โยนความผิดให้คนอื่นอีก”
หญิงสาวระบายความรู้สึกอึดอัดออกมาเป็ชุดขณะที่ดวงตาเริ่มแดงก่ำ มีน้ำใสเอ่อคลอขึ้นมา...โดยที่ฝ่ายชายนั้นหุบปากสนิทมีแววเคร่งขรึมมากขึ้น
เขาขยับเท้าเข้ามาอีกก้าวหลังจากปล่อยให้เธอพรั่งพรูความรู้สึกมาเป็ชุด โดยสัญชาตญาณของลูกผู้หญิงเห็นดังนั้นจึงถอยเท้าก้าวห่าง ความกลัวเริ่มบังเกิดหลังจากได้ปลดปล่อยความรู้สึกออกไป เพราะเธอเองก็ยังไม่รู้หัวนอนปลายเท้าว่าเขาเป็ใครมาจากไหน ดังนั้นเมื่อเธอตบหน้าเขาเต็มรักมันอาจส่งผลให้เขาบันดาลโทสะเข้ามาทำร้ายเธอก็เป็ได้
ผู้ชายสมัยนี้...รู้หน้าไม่รู้ใจต่อให้หน้าตาดี แต่งตัวดี มีการศึกษาดี แต่บางรายสิ่งเ่าั้ล้วนเป็เพียงเปลือกห่อหุ้มเอาความสมบูรณ์ไว้ภายใต้รูปทองดังเช่นที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจตอนนี้
เขาก้าวมาจนเกือบถึงตัวเธอ “ผมจะรับผิดชอบกับเื่เมื่อคืนก็ได้ถ้าคุณ้า”
เธอไม่คิดหรอกว่าจะเรียกร้องสิทธิ์อันชอบธรรมด้วยวิธีนี้...เพราะแต่เดิมเธอคิดว่าถ้าสืบพบเจอเขาเมื่อไหร่ เธอจะหาหนทางวิธีการเอาคืนความคับแค้นใจครั้งนี้อย่างสาสมแล้วเื่อะไรที่เธอจะต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตไปผูกมัดกับ ‘อุบัติเหตุ’ ทางกายที่เปรียบเสมือนรอยแผลนั้น
“คุณเป็ใครถึงจะมาสมอ้างรับผิดชอบเื่เมื่อคืน...อย่าคิดนะ ว่าคนอย่างฉันจะเรียกร้องให้คุณรับผิดชอบ ด้วยวิธีการโง่ๆ แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอย่างคุณ”
เมื่อเอ่ยถึงความไม่รู้จักกันมาก่อนจู่ๆความเคยคุ้นที่ผ่านมาแวบหนึ่งราวกับสายลมพัดมันกลับมากระทบความรู้สึกเธออีกครั้งเมื่อได้จ้องตาของชายหนุ่มตรงหน้าแน่วนิ่ง...หลายสิ่งในตัวผู้ชายตรงหน้าแปรเปลี่ยนไปจนเธอจำเขาไม่ได้สักนิด ทว่าในดวงตาสีดำสนิท กลับมีแววห่วงใยแบบที่เธอเคยรู้สึกกับ‘พี่ชาย’ มาก่อนอย่างที่เธอก็บอกไม่ถูก
“ตกลงคุณเป็ใครกันแน่...แล้วมาทำไมที่นี่”
เธอถามเสียงสั่นพร่าด้วยความคาดหวังบางอย่างว่าผู้ชายตรงหน้าคงจะไม่ใช่ใครคนหนึ่งที่เธอรอคอยมาตลอดสิบเอ็ดปี แล้วคำพูดของเขาก็ทำให้เธอเดือดดาลลบความหวังในใจจนริบหรี่
“ผมไม่จำเป็ต้องบอกคุณว่าผมเป็ใคร คุณรู้เอาไว้แค่ว่า ต่อไปนี้ผมจะกลับมาอยู่ที่นี่”
เธอเหลืออดขี้คร้านมาต่อปากต่อคำเช่นนี้ จึงย้อนกลับ “ฉันเองก็ไม่อยากรู้นักหรอกว่าคุณจะเป็ใคร...แต่คุณรู้เอาไว้เลย ถ้าคุณคิดจะมาอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้คุณจะอยู่ไม่เป็สุขแน่”
เขาหรี่ตา แม้ในความมืดยังเห็นได้ว่าประกายมันส่งแสงท้าทาย “ทำไม...ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างคุณจะทำอะไรผม...หรือว่าแค่ปากพูดอย่าง แต่ใจคิดอีกอย่างจริงๆแล้วคุณอยากจะชวนผมไปรื้อฟื้นเื่เมื่อคืนนี้ก็เลยทำเป็พูดยั่ว...อย่างนั้นใช่ไหม”
เขาจงใจทอดเสียงยั่วโมโหเธอและมันก็ได้ผล เมื่อต่อคำไปว่า “ฉันไม่มีวันคิดแล้วก็ทำตัวได้สกปรกแบบคุณแน่...ส่วนเื่เมื่อคืนนี้ฉันถือว่าทำทาน”
เขานิ่วหน้า เข้มเครียดลงฉับพลันย่างสามขุมมาถึงตัวอย่างเร็ว เผลอคว้าตัวเธอกระชากเข้ามาใกล้จนร่างแนบชิดกันส่งเสียงลอดไรฟันเป็เชิงแหย่
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำทานผมด้วยจูบอีกสักครั้งละกัน...ก็ดีผมชอบของฟรี”
ชายหนุ่มปฏิบัติการอย่างพูดด้วยการเหวี่ยงมือข้างหนึ่งไปรุนศีรษะเธอเข้ามาใกล้แล้วประกบริมฝีปากลงอย่างหนักหน่วง ทว่าความหักดิบในการจูบของเขาไม่อาจทำให้เธอเคลิ้มคล้อยตามดังนั้นเมื่อเธอตั้งสติได้ จึงขืนตัวเต็มเหนี่ยว สะบัดออกอย่างแรง
“ไอ้คนฉวยโอกาส...”เธอด่าเขาทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามออกมานอกทรวง พลางถอนเท้าหนีอารามว้าวุ่นใจทั้งโกรธทั้งกลัว ทำให้เธอไม่ได้รู้เลยว่าบัดนี้ปลายรองเท้าที่สวมได้ถอยร่นมาจนสุดทางเสียแล้ว
เธอจึงทรงตัวไม่อยู่...หงายหลังตึง!
ด้านล่างเหมือนมีแรงดึงดูดจากน้ำทะเลสีเข้มกำลังกระชากเอาร่างของเธอให้ดิ่งลงและสิ่งที่เธอเห็นเบื้องหน้าคือท้องฟ้ากว้างสีดำ ถักทอด้วยดาวดวงเล็กมือสองข้างคว้าไขว่หาที่ยึดเหนี่ยว ความอึกอักในลำคอตีบตันอยู่นานกว่าที่จะเปล่งเสียงร้องะโออกไปดังลั่น
“ว้าย!!”
ไม่ทันเสียแล้ว...ร่างเธอผงะหงายลงกระแทกแผ่นน้ำเสียงดังโครมใหญ่ จนผืนน้ำรอบตัวแตกกระจายเป็วงกว้างแล้วความมืดดำของท้องทะเลก็สูบร่างของเธอให้จมลึกมวลน้ำพรูเข้าทุกส่วนที่เธอหวังสูดอากาศเข้าไปหายใจ
.................................................................