ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 243 : จตุรธาตุบรรพกาล

จารึกที่ 243 : จตุรธาตุบรรพกาล : การถือกำเนิดของเจตจำนงอักขระในวิหารผลึก


ท่ามกลางปราณอัคคีที่บิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็นระลอกคลื่นพร่ามัวประหนึ่งม่านมายา แสงสว่างจากเบื้องบนถูกกลืนหายไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงแสงสีแดงฉานประดุจโลหิตที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกของผืนปฐพี นาวาทะลวงเมฆา ในยามนี้ลอยตัวฝ่าดงความร้อนลงสู่เบื้องล่าง แม้จะก้าวข้ามค่ายกลเพลิงธรรมชาติด้วย 'ม่านสุญญะ' ซึ่งเป็นการตบตากฎเกณฑ์ฟ้าดินมาได้ ทว่าแรงกดดันจากแก่นแท้แห่งปฐพีที่หนาแน่นขึ้นทุกขณะ กลับทำให้โครงสร้างอักขระของเรือส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดประหนึ่งกระดูกที่กำลังจะแหลกสลาย


เบื้องหน้าของพวกเขาคือชั้นหินอัคนีดำทมิฬที่ควบแน่นจนแข็งแกร่งดุจเพชรพญายม มันมิใช่ศิลาธรรมดา ทว่ามันคือ 'กำแพงเพลิงสกัดกั้นฟ้าดิน' ที่ถือกำเนิดจากแก่นปฐพีบริสุทธิ์ ปิดกั้นทางเข้าสู่ใจกลางวิหารไว้ประหนึ่งปราการแห่งสรวงสวรรค์ ความร้อนและแรงกดดันของมันหนักอึ้งเสียจนม่านป้องกันของนาวาทะลวงเมฆาเริ่มบังเกิดรอยร้าว


"แย่แล้ว! ค่ายกลเบ้าหลอมปราณรับแรงกดดันจากแก่นปฐพีไม่ไหว หากชนเข้ากับกำแพงนั่น เรือลำนี้ต้องแหลกเป็นผุยผงแน่!" เฟิงอี้หราน ร้องตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของลาวา พัดขนนกสีเพลิงในมือของเขาพยายามโบกพัดสร้างกระแสลมต้าน ทว่าก็มิอาจสู้แรงกดดันธรรมชาติที่หนักหน่วงดุจขุนเขาได้ ฉินมู่หลาง ชักกระบี่นิรันดร์ออกมายืนขวางอยู่หน้าหัวเรือ เตรียมพร้อมจะใช้เจตจำนงกระบี่สับฟันกำแพงหินแม้จะรู้ว่ายากเย็นเพียงใด ขณะที่ หลินชิงเสวี่ย และ เย่ปิงอวิ๋น ส่งพลังเร่งอักขระเหมันต์จนสุดกำลังเพื่อรักษาอุณหภูมิไม่ให้ตัวเรือลุกไหม้


"หลีกไป! การใช้กำลังบุกทะลวงรังแต่จะทำให้พวกเราตายกันหมด!"


อาเจีย ก้าวพรวดขึ้นมาตระหง่านอยู่ ณ หัวเรือ ชายเสื้อคลุมสะบัดพริ้ว ดวงตาสีดำขลับของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินยวงสุกสว่าง 'เนตรสูญตาขั้นสอง' ถูกเบิกขึ้นจนถึงขีดสุด! วงแหวนแห่งอักขระหลิงภายในดวงตาหมุนวนอย่างเชื่องช้าทว่าสะกดข่มกฎเกณฑ์รอบด้าน ภายใต้สายตาที่ผสานเข้ากับมรรควิถีแห่งเต๋า กำแพงหินอัคนีเบื้องหน้ามิได้เป็นเพียงก้อนหินที่แข็งแกร่ง ทว่ามันโปร่งใสจนเผยให้เห็น 'เส้นสายชีพจรปฐพี' นับล้านเส้นที่ถักทอกันอยู่ภายใน


"ข้าเห็นแล้ว... จุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในกฎเกณฑ์แห่งปฐพีนี้!" อาเจียพึมพำ มุมปากยกยิ้มอย่างคนคำนวณกำไรขาดทุน "หากโจมตีที่จุดตัดชีพจรเบี่ยงซ้ายไปสามชุน โครงสร้างแก่นแท้ของกำแพงนี้จะพังทลายลงไปเองโดยไม่ต้องฝืนสู้กับพลังธรรมชาติ!"


ทว่าก่อนที่อาเจียจะทันได้ลงมือทำสิ่งใด แรงกดดันจากกำแพงเบื้องหน้าก็กระแทกสวนกลับมาประหนึ่งคลื่นยักษ์ ค่ายกลนาวาที่กราบเรือด้านซ้ายส่งเสียงระเบิดดังปัง! รอยร้าวขนาดใหญ่ลุกลามไปถึงแกนบัญชาอักขระ


"ว้าย! เรือจะแตกแล้วเจ้าค่ะพี่อาเจีย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ ร้องลั่น


ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ที่บริเวณท้ายเรือ นักพรตหมื่นอีแปะ ผู้ที่นั่งรินชาจิบมาตลอดทาง พลันลืมตาที่ปรือปรอยขึ้น แววตาของยอดคนอิสระฉายแววคำนวณอย่างเฉียบขาด


"ไอ้เด็กเหลือขอ! ขับเรือประสาอะไรถึงได้เอาสมบัติไปสีกับภูเขาไฟ! ขืนแกนบัญชาพัง ข้าก็ต้องตกลงไปในลาวาด้วยสิ!"


นักพรตเฒ่าบ่นกระปอดกระแปด ทว่ามือเหี่ยวย่นกลับสะบัด 'แส้ปัดหมื่นนฤมิต' ออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มที่เขาจงใจปิดบังไว้ถูกรีดเค้นออกมาเพียงเศษเสี้ยว (แท้จริงแล้วเขาคือยอดคนระดับหลอมความว่างเปล่า) แต่แทนที่เขาจะกางม่านปราณใหญ่โตคลุมทั้งเรือให้สิ้นเปลือง เขากลับตวัดเส้นใยแส้ส่งปราณเซียนสายเล็กจิ๋วพุ่งทะลุทะลวงเข้าไปอุดรอยร้าวที่แกนบัญชาอักขระและเบ้าหลอมปราณอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!


ปราณเซียนที่ส่งไปนั้นเข้าไปต้านทานแรงบีบอัดของปราณปฐพีด้วยสัดส่วนที่พอดีเป๊ะ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' พลังทำลายล้างมหาศาลถูกหักล้างจนหายวับไปในอากาศธาตุ ทำให้โครงเรือหยุดการพังทลายลงในชั่วพริบตา โดยที่ชายชราสูญเสียพลังไปเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น!

"ตาเฒ่าขี้งกเอ๊ย! ท่านช่วยกางปราณคลุมหัวเรือด้วยไม่ได้หรือไง! ข้าแสบตาจะแย่แล้ว!" อาเจียแผดเสียงด่าพลางขยี้ตาที่เบิกเนตรสูญตาจนแดงก่ำ


"เพ้ย! หน้าที่ของข้าคือกันเรือตก ไม่ใช่กันหน้าเจ้าลอก! อยากทะลวงกำแพงก็ใช้พยนต์ของเจ้าสิ จะมายืมจมูกคนแก่หายใจทำไม!" นักพรตตอบกลับก่อนจะยกชาขึ้นจิบต่อหน้าตาเฉย


อาเจียกัดฟันกรอด เขาดิ่งจิตลงสู่มิติพู่กันนิรันดร์ทันที ภายในโลกสีขาว เจ้าหญิงตัวน้อย จิตวิญญาณปฐมต้นกำเนิดกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนก้อนเมฆวิญญาณ นางกำลังเอาพู่กันจิ๋วระบายสีเคราของมู่เฉินที่กำลังนั่งสมาธิหลับตาปี๋ด้วยความอดทนอดกลั้น


"ท่านหญิงน้อย! เลิกเล่นเคราท่านบรรพชนก่อนเถิด!" อาเจียร้องเรียกในจิต "ข้าหาจุดอ่อนของกำแพงนั่นเจอแล้วด้วยเนตรสูญตาขั้นสอง ทว่าหากข้ายังใช้อักขระวัฏจักรขั้นที่สาม หมัดของเจ้าสัวย่อมมิอาจส่งเจตจำนงทะลวงผ่านกฎเกณฑ์แห่งปฐพีที่หนักแน่นเช่นนี้ไปได้ ท่านโปรดชี้แนะวิถีการผสานสู่ ขั้นที่ ๔ จตุรธาตุบรรพกาล ตามมรรควิถีแห่งเต๋าโบราณที่ท่านเพิ่งกล่าวถึงให้ข้าด้วยเถิด!"


นางหยุดมือพลางหันมามองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ "ฮิฮิ! นายท่านขี้งกมาขอความรู้ข้าอีกแล้ว! ได้สิ แต่ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน! นอกจากปราณผลึกปฐพีเจ็ดส่วนและศิลาปราณสิบก้อนแล้ว ท่านต้องไปหา 'ผลท้อสวรรค์เคลือบน้ำตาล' มาให้ข้ากินด้วย! ไม่งั้นข้าจะไม่สอนหรอกนะ!"


"ผลท้อสวรรค์! ยัยเด็กดื้อ! ในหุบเขาเพลิงผลาญแบบนี้ข้าจะไปหาของหวานพรรค์นั้นมาจากไหน!" อาเจียแทบจะบีบคอตัวเองด้วยความหงุดหงิด


มู่เฉินกระแอมเบาๆ "อาเจีย... รับปากนางไปก่อนเถิด เมื่อออกไปได้ค่อยให้ตระกูลเฟิงไปกว้านซื้อมาประเคนให้นาง... การก้าวสู่ขั้นที่สี่คือการมอบเจตจำนงแห่งปฐมกำเนิดให้แก่อักขระ หากเจ้าชักช้า เรือลำนี้ได้ละลายจริงๆ แน่"


"ก็ได้ๆ! ข้าตกลง! จะเหมามาให้ทั้งตลาดเลยพอใจไหมท่านหญิงน้อย!"


"เย้! นายท่านขี้งกใจดีที่สุด!" นางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ก่อนจะสะบัดมือเล็กๆ ส่งกระแสวิถีแห่งเต๋าบรรพกาลอันเข้มข้นทะลุผ่านมิติออกมาอาบไล้ห้วงสำนึกของอาเจีย "จงละทิ้งวิถีวัฏจักรที่ตายตัวเสีย... ผสานอักขระสูญตาให้เป็น 'ผนึกจตุรทิศ' ที่ปิดกั้นทุกเต๋าฟ้าดิน มอบชีวิตและเจตจำนงให้แก่มัน แล้วให้มันบงการพยนต์ของท่านประหนึ่งมีชีวิตของตนเอง!"


เมื่อได้รับชี้แนะ อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์บัญชาการทันที อักขระหลิงสี่ตัวพุ่งออกมาจากปลายพู่กัน เรียงตัวเชื่อมต่อเป็นผนึกจตุรทิศที่ปิดทึบทุกทิศทาง เปล่งแสงสีเงินยวงที่แฝงเจตจำนงแห่งชีวิตที่เพิ่งถือกำเนิด "ผสานชั้นที่ ๔ จตุรธาตุบรรพกาล... บัญชาเจตจำนง! เจ้าสัว! อาบพลังสูญตา สำแดงเดชราชันย์อเวจีกึ่งเซียน!"


พยนต์เทวะร่างยักษ์สีทองบรรพกาลกู่คำรามลั่น ปีกโลหะหกแฉกสยายออก เมื่ออักขระผนึกจตุรทิศหลอมรวมเข้ากับแกนกลางของมัน หมัดเหล็กของมันบัดนี้มิได้เป็นเพียงโลหะแข็ง ทว่ามันถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงแห่งเต๋าที่มีสติปัญญา อาเจียใช้เนตรสูญตาขั้นสองจ้องเขม็งไปที่จุดอ่อนของเส้นชีพจรปฐพีเบี่ยงซ้ายสามชุน


"ตรงนั้น! ทะลวงมันซะ!"


เจ้าสัวพุ่งทะยานจากหัวเรือประดุจดาวตกสีทอง หมัดเหล็กที่อาบด้วยเจตจำนงอักขระอัดกระแทกเข้าที่จุดเชื่อมต่อของวิถีปราณตามที่อาเจียชี้เป้าอย่างแม่นยำ ทว่าครานี้ มิใช่การกระแทกด้วยแรงกาย แต่มันคือการแทรกซึมและทำลายกฎเกณฑ์แห่งความแข็งแกร่งของศิลาให้สูญสิ้นไปจากแก่นแท้!


"กัมปนาทททท!"


เสียงระเบิดดังกึกก้องประหนึ่งสวรรค์ถล่ม เมื่อเจตจำนงสูญตาปะทะกับแก่นปฐพี กำแพงเพลิงสกัดกั้นฟ้าดินที่แข็งแกร่งที่สุดกลับสูญเสียกฎเกณฑ์การคงอยู่ไปในชั่วพริบตา ศิลาอัคนีแตกสลายกลายเป็นละอองธุลีปลิวว่อน เปิดเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ให้เรือแล่นผ่านได้อย่างน่าอัศจรรย์!

ในขณะที่หินผากำลังถล่มลงมา เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณก็แทรกกายออกจากเงามืดของอาเจีย มันพ่น 'ใยโปร่งใสไร้สภาพ' ออกไปถักทอเป็นตาข่ายกลางอากาศ ยึดโยงเศษหินขนาดยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาไม่ให้ตกกระแทกเรือเหาะ การทำงานประสานกันของทุกฝ่ายทำให้คณะวิปลาสหลุดพ้นจากกำแพงมรณะเข้าสู่พื้นที่ด้านในได้สำเร็จ


เมื่อนาวาทะลวงเมฆาแล่นพ้นอุโมงค์ศิลา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือวิหารใต้ดินโบราณที่ถูกสลักเสลาจากผลึกอำพันสุกสว่าง ปราณผลึกปฐพีเข้มข้นลอยอวลอยู่รอบบริเวณ ทว่ารอยยิ้มของอาเจียกลับแข็งค้าง เมื่อเนตรสูญตาของเขามองทะลุชั้นผลึกและพบว่า...


ดวงตาสีเลือดนับร้อยคู่กำลังลืมตาตื่นขึ้นจากพื้นวิหาร ร่างของ เผ่าอสูรศิลา ผู้พิทักษ์ที่แท้จริงซึ่งกลืนกินแร่ธาตุและปราณบริสุทธิ์เป็นอาหาร ได้รับรู้ถึงการบุกรุกแล้ว!


ภายในห้วงจิต เจ้าหญิงตัวน้อยหยุดระบายสีเคราของมู่เฉิน นางชะโงกหน้ามองผ่านวิสัยทัศน์ของอาเจียพลางกลืนน้ำลายดังกึก "เอ่อ... นายท่านขี้งก... ไอ้พวกก้อนหินนั่นดูท่าทางไม่อร่อยเลยแฮะ... ท่านรับหน้าไปก่อนนะ ข้าขอตัวไปนอนรอกินของหวานดีกว่า!"


กล่าวจบนางก็มุดหายวับไปในก้อนเมฆวิญญาณ ทิ้งให้อาเจียยืนกำพู่กันนิรันดร์แน่นพร้อมกับสบถในใจด่าทอจิตวิญญาณจอมเห็นแก่ตัว ท่ามกลางเสียงคำรามของเผ่าอสูรศิลาที่ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขาอเวจี!v

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน