THe Superman

ตอนที่ 189 รอบต่อไป !


         

        หยางหลิวดื่มเบียร์ทั้งสองแก้วในเวลาสั้นๆ ถึงเขาจะไม่รู้ว่าสามารถดื่มต่อไปได้อีกนานแค่ไหนแต่หยางหลิวก็จะไม่ยอมให้ลู่เอินกับเหมยอี๋ต้องโดนลงโทษแน่นอน

         

         

        “ โอ้โห ! หยางหลิวแม่งเอาเรื่องว่ะ ” ว่านเซี่ยงที่มองดูเหตุการณ์นี้อยู่ก็พูดชื่นชมหยางหลิวทันที

         

         

        “ แมนว่ะ ต้องอย่างนี้สิเพื่อนรัก ! ” หลัวโก่วกล่าวเสริม

         

         

        “ หยางหลิว นายนี่มันคนจริงชัด ๆ ” กู๋เจ๋อยกนิ้วให้

         

         

        ส่วนฉางเฟิงซึ่งมองดูอยู่กลับไม่พูดอะไรหรือจะพูดให้ถูกคือเขาพูดอะไรไม่ออกมากกว่า ดังนั้นที่ฉางเฟิงทำในเวลานี้ก็มีเพียงมองไปที่หยางหลิวอย่างเห็นใจก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ ที่โดนพวกบ้าสามตัวนี้แกล้ง

         

         

        เห็นกันชัดว่าจริง ๆ แล้วคนพวกนี้แค่แกล้งชมหยางหลิวเท่านั้นแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไอ้บ้าสามตัวนี้ไม่ได้มีความจริงใจเลยสักนิดเดียว เพราะในใจของสามคนนี้คงอยากเห็นว่าหยางหลิวจะทนดื่มเบียร์ไปได้สักกี่น้ำมากกว่า

         

         

        “ เฮ้อ ” ฉางเฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ยังไงก็ตาม ที่ตกลงกันไว้ก็แค่แกล้งพวกหยางหลิวเล่นเฉย ๆส่วนเรื่องจะสารภาพความรู้สึกกันหรือไม่นั้นพวกเขาไม่ได้บังคับ เพราะอันที่จริงก็มีหลายคนเข้าใจในเรื่องนี้บ้างอยู่แล้วแค่แกล้งกันพอหอมปากหอมคอก็เท่านั้น

         

         

        “ หยางหลิว นายดื่มไหวแน่เหรอ ? ให้พวกฉันช่วยก็ได้อย่างน้อยถ้าคนละแก้วสองแก้วคงไม่เป็นไรหรอก ” เหมยอี๋พูดกับหยางหลิวอย่างเป็นห่วงเป็นใย

         

         

        “ ไม่เป็นไร ตอนนี้ผมยังไหวอยู่ เดี๋ยวถ้าผมดื่มไม่ไหวเธอค่อยช่วยก็แล้วกันนะ ” แต่หยางหลิวยังคงทำเป็นเก่ง เขาไม่อยากให้ลู่เอินกับเหมยอี๋ต้องฝืนดื่มทั้งที่ดื่มไม่เป็นดังนั้นเขาจึงอดทนดื่มมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อย ๆ ก็จนกว่าเขาจะชนะสักทีม

         

         

        “ หยางหลิวไม่ต้องฝืนหรอก ครั้งต่อไปให้ฉันช่วยเถอะ” แม้ลู่เอินจะดื่มไม่เก่ง แต่เธอก็รู้สึกทนไม่ได้ถ้าหากให้หยางหลิวต้องแบกรับภาระนี้ไว้คนเดียว

         

         

        “ ไม่เป็นไรจริง ๆ ถ้าไม่ไหวผมจะให้ช่วยพวกเธอแน่ เอาเป็นว่าตอนนี้ให้ผมจัดการก่อนก็แล้วกันนะ” หยางหลิวยังคงพูดอย่างดื้อดึงต่อไปแม้ไม่รู้ว่าจะฝืนต่อไปได้อีกแค่ไหนก็ตาม

         

         

        “ หยางหลิว ! ถ้านายยังไม่ยอมให้พวกฉันช่วยฉันจะโกรธนายจริง ๆ แล้วนะ ! ” ลู่เอินไม่สามารถทนดูหยางหลิวต้องถูกแกล้งแบบนี้ต่อไปได้เพราะทีมอื่น ๆ ก็ดื่มกันแค่คนละแก้วเท่านั้น ทว่าหยางหลิวกลับต้องดื่มมากกว่าเป็นสามเท่านี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด แม้ตอนนี้หยางหลิวจะทนต่อไปได้แต่ลู่เอินก็เชื่อว่าหยางหลิวคงทำได้อีกแค่ไม่นานเท่านั้น

         

         

        “ ใช่แล้วหยางหลิว ! ถ้านายยังไม่ยอมให้พวกฉันช่วยพวกฉันจะโกรธจริง ๆ นะ ! ”เหมยอี๋เองก็เห็นด้วยกับการกระทำของลู่เอิน

         

         

        “ เหมยอี๋ ลู่เอิน พวกเธออย่าพูดแบบนั้นเลยนะ ” หยางหลิวรู้สึกไม่ดีมากที่เขาถูกกดดันแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาแค่ต้องการช่วยพวกเธอเท่านั้น

         

         

        “ เอาล่ะ รอบที่สองเริ่มได้ ! ” อย่างไรก็ตามกู๋เจ๋อก็ได้ให้สัญญาณแข่งรอบที่สองโดยไม่สนใจการทะเลาะกันของทั้งสามคน

         

         

        “ หยางหลิว ! นายต้องให้ฉันช่วย ! ” ลู่เอินพูดอย่างไม่พอใจ และทำท่าทางข่มขู่หยางหลิว

         

         

        “ เอาเป็นว่าถ้าผมเมาแล้วจริง ๆ เธอค่อยช่วยได้ไหม? พวกเธอก็รู้ที่ผมทำไปเพราะเป็นห่วงพวกเธอนะ ” หยางหลิวยังพยายามต่อรอง โดยอ้างเหตุผลที่เขาทำแบบนี้ขึ้น

         

         

        “ แต่ว่า... ” เหมยอี๋พยายามจะขัดหยางหลิวอีกครั้งถึงเธอจะรู้ดี แต่เธอก็รู้สึกทนไม่ได้

         

         

        ในขณะเดียวกันเบียร์สามแก้วก็ถูกวางไว้ข้างหน้าหยางหลิวเรียบร้อยและนั่นก็ทำให้หยางหลิวหันไปจัดการเบียร์พวกนั้นด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ฟังคำพูดของสองสาวเลยสักนิด

         

         

        “ นี่หยางหลิว ! นายไม่ฟังฉันเลยนะ !นายคิดว่าฉันอ่อนแอขนาดนั้นเลยหรือยังไง !? ”ลู่เอินโกรธหยางหลิวมาก แม้เหตุผลที่หยางหลิวทำจะเป็นเพราะความหวังดีที่มีต่อเธอ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งเธอต้องการให้เกิดขึ้นเธอต้องการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับเขาด้วย

         

         

        “ ลู่เอิน ! ถ้าผมไม่ไหวผมจะไม่ฝืน ” หยางหลิวเริ่มพูดเสียงดัง และดุใส่ลู่เอินอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

         

         

        สำหรับหยางหลิวแล้วเรื่องไหนที่เขายอมได้ หยางหลิวก็จะไม่ขัดขืน แต่สำหรับเรื่องไหนที่หยางหลิวยอมไม่ได้หยางหลิวก็จะไม่ลังเลที่จะขัดขวางมัน !

         

         

        “ นายนี่มันเอาแต่ใจจริง ๆ ! ถ้านายดังดื้อด้านแบบนี้ฉันจะไม่สนใจนายอีกต่อไปแล้ว ! ” ลู่เอินไม่สามารถทำอะไรได้อีกเธอจึงงอนตุ้บป่อง แล้วหย่อนก้นลงไปนั่งข้าง ๆ คอยดูหยางหลิวทำเป็นเก่งต่อไป

         

         

        “ ลู่เอิน เธอจะไม่ห้ามหยางหลิวแล้วเหรอ ? ” เหมยอี๋ถามอย่างรู้สึกกังวลใจ ถ้าหากขาดแนวร่วมห้ามหยางหลิวอย่างลู่เอินไปแล้วเธอจะทำอะไรได้ล่ะ ? ขนาดว่าช่วยกันห้ามถึงสองคนหยางหลิวยังไม่รับฟังเลย

         

         

        “ ฮึ ! ช่างคนบ้าพรรค์นั้นเถอะ ! ถ้าเมาจนอ้วกแตก ฉันจะถ่ายคลิปไว้ล้อสักสิบปีเลยคอยดูสิ ! ” ลู่เอินไม่สนใจหยางหลิวอีกต่อไป เธอตั้งใจที่จะไม่ห้ามเขามีแต่จะคอยซ้ำเติมตอนที่หยางหลิวไม่ไหว

         

         

        หยางหลิวได้แต่รู้สึกเศร้าใจเล็ก ๆที่โดนพูดแบบนั้นใส่ อย่างไรก็ตามเขารู้ดีว่าที่ลู่เอินต้องการห้ามเขา เพราะเธอรู้สึกเป็นห่วงเขาจริงๆ เหมือนกับที่หยางหลิวห่วงลู่เอินกับเหมยอี๋นั่นแหละ

         

         

        การทะเลาะกันซึ่งเกิดจากความคิดที่อยากช่วยอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทั้ง ๆ ที่สาเหตุมาจากความห่วงใยกลับกลายเป็นว่าต้องทะเลาะกันเพราะความหวังดีซะอย่างนั้น

         

         

        “ เอ้า ! รอบที่ 3 มาแล้ว หยางหลิวเหลือกลุ่มนาย รีบดื่มเร็ว ๆ เข้าหรือว่านายจะยอมแพ้แล้วล่ะ ? ฮ่า ๆๆ ” กู๋เจ๋อที่อยู่หัวโต๊ะเร่งทีมหยางหลิวตอนนี้เขารู้สึกแอบสะใจเล็ก ๆ ที่ได้แกล้งหยางหลิวคืนบ้าง หลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมากู๋เจ๋อโดนหยางหลิวกระทำจนเสียหน้าอยู่บ่อยครั้ง

         

         

        ส่วนหยางหลิวเมื่อได้ยินเสียงกู๋เจ๋อ เขาก็ยกเบียร์ดื่มจนหมดในเวลาไม่นานซึ่งตอนนี้หยางหลิวก็ดื่มไป 9 แก้วแล้ว ถึงอย่างนั้นหยางหลิวก็ยังคงสติเอาไว้ได้อยู่

         

         

        ทว่าการแข่งขันเพิ่งผ่านรอบที่สามเท่านั้นจึงไม่แปลกที่ไม่มีทีมใดยอมแพ้เลย หยางหลิวได้แต่หวังว่ารอบที่สี่ ห้า หกจะมีคนยอมแพ้ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว

         

         

        แต่ดูเหมือนหยางหลิวจะคิดผิดถนัด !

         

         

        แม้จะผ่านไปถึงรอบที่เจ็ดหยางหลิวดื่มไปจนครบ 21 แก้วแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีมไหนยอมแพ้แม้แต่ทีมเดียว !

         

         

        “ เฮ้ย ! หยางหลิวนายนี่มันคอแข็งเกินคาดจริงๆ ! ” กู๋เจ๋อหันมายกย่องหยางหลิวจากใจจริง เขาไม่เคยคิดเลยว่าหยางหลิวจะสามารถฝืนดื่มได้มากขนาดนี้ถ้าหากเป็นกู๋เจ๋อดื่มไป 21 แก้วรวดแบบนั้น เขาอาจจะหมอบไปแล้วก็ได้

         

         

        “ นี่มันเสือในคราบลูกแกะชัด ๆ ! ” หลัวโก่วขนลุกซู่ ทีแรกเขาว่าจะแกล้งหยางหลิวเหมือนหมาป่าหยอกลูกแกะ ที่ไหนได้กลับกลายเป็นเขาเองที่กำลังถูกเสือหลอกเข้าถ้ำ

         

         

        “ นั่นดิ รอบหน้าก็แก้วที่ 24 แล้วมันจะดื่มไปถึงไหนวะเนี่ย !? ” ส่วนว่านเซี่ยงกลับงงแทนเขานึกไปว่าหยางหลิวจะหมอบตั้งแต่แก้วที่เจ็ดที่แปดแล้วที่ไหนได้หยางหลิวยังสามารถทนดื่มจนถึงขนาดนี้

         

         

        “ หยางหลิวพอได้แล้วมั้งเพื่อน นายดื่มไหวแน่เหรอ ?” ฉางเฟิงเริ่มทนไม่ไหว เขาจึงถาม และพยายามห้ามให้หยางหลิวเลิกดื่ม

         

         

        อย่างไรก็ตามตั้งแต่การแข่งขันผ่านมานานมากขึ้นหยางหลิวกลับเริ่มยิ้มแปลก ๆ ออกมาบ่อยครั้ง

         

         

        ไม่รู้ว่าหยางหลิวกำลังเมาหรือเพราะมีความคิดบ้าๆ อะไรกันแน่อยู่

        “ หึหึ ไม่เป็นไรฉางเฟิง ”เสียงหัวเราะนี้ทำให้ใครหลายคนรู้สึกขนลุกมากยิ่งขึ้น หากมองแววตาเจ้าเล่ห์ของหยางหลิวยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองตกเป็นเป้าหมายเข้าไปใหญ่

         

         

        ทีแรกก็ไม่มีใครคิดจริงจังอะไรกับการแข่งครั้งนี้เพราะภาพลักษณ์เด็กเรียนบวกกับหน้าตาที่เรียบร้อยของหยางหลิวทำให้ใคร ๆ ก็คิดว่าเดี๋ยวแก้วที่10 หยางหลิวก็คงดื่มไม่ไหวแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นค่อยเฉลยว่าแค่ตั้งกฎเล่น ๆเท่านั้น ไม่ต้องมีการลงโทษกันจริง ๆ

         

         

        แต่ในเวลานี้หยางหลิวดื่มไปยี่สิบกว่าแก้วและดูท่าทางเขาเหมือนมุ่งมั่นจะรอดูคนอื่นโดนลงโทษซะด้วย ถ้าหากบอกว่าล้อกันเล่นก็คงไม่ทันแล้วแน่ๆ

         

         

        ฉับพลันบรรยากาศที่คอยดูหยางหลิวถูกลงโทษก็กลายเป็นเคร่งเครียดที่ตัวเองจะโดนซะเองยิ่งตอนจับคู่เป็นการเลือกจับคู่ชายคู่หญิงที่ตนรู้สึกสนใจอีกต่างหากถ้าหากต้องแพ้จริง ๆ ก็หมายความว่าต้องสารภาพความรู้สึกต่ออีกฝ่ายซึ่งเป็นเรื่องน่าอายมาก

         

         

        “ นิ่งกันทำไม ? ประกาศรอบต่อไปได้แล้ว ” หยางหลิวไม่สนใจคนอื่น เขาหันไปบอกกู๋เจ๋อให้เริ่มการแข่งรอบใหม่ซะที

         

         

        “ เอ่อ...โอเค รอบต่อไปเริ่มได้ ” กู๋เจ๋อพลันรู้สึกหวาดกลัวหยางหลิวอีกครั้งความรู้สึกนี้เหมือนตอนที่เขาเจอหยางหลิวครั้งแรกไม่มีผิด

         

         

        และเบียร์ถูกเสิร์ฟหยางหลิวก็ดื่มมันจนหมด จากนั้นเขาก็ตะโกนสั่งกดดันเพื่อนที่อยู่รอบ ๆทันทีพร้อมกับยิ้มอย่างดูชั่วร้ายว่า

        “ รอบต่อไป ! ”

         

         

        เมื่อหยางหลิวดื่มหมดอีกเขาก็พูดขึ้นอีกว่า

        “ รอบต่อไป ! ”

         

         

        “ รอบต่อไป ! ”

         

         

        “ รอบต่อไป ! ”

         

         

        เหตุการณ์ซ้ำ ๆ รอบแล้วรอบเล่าผ่านไปอย่างรวดเร็วหยางหลิวดื่มเบียร์จนคึกยิ่งกว่าม้า กลับกันเพื่อนที่อยู่รอบ ๆ เริ่มฝืนตัวเองไม่ไหวอีกต่อไป

         

         

        “ ฉันขอยอมแพ้ ” ในที่สุดก็มีคนเอ่ยปากยอมแพ้ออกมาซึ่งคน ๆ นั้นก็คือฉางเฟิง

         

         

        ตอนนี้ฉางเฟิงดื่มไม่ไหวแล้วหากต้องให้เขาดื่มไปมากกว่านี้ เขาคงต้องอ้วกแตกแน่ ๆ ยิ่งในช่วงหลัง ๆ ฉางเฟิงต้องแบกรับภาระโดยดื่มแทนผู้หญิงที่คู่กับเขาด้วยนั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจยอมแพ้ ดีกว่าต้องอ้วกออกมาอย่างน่าขายหน้า

         

         

        ส่วนเหตุผลอื่น ๆก็เพราะฉางเฟิงเห็นว่าหยางหลิวดื่มมากเกินไป หากยังให้หยางหลิวฝืนดื่มอยู่แบบนี้คงเกิดปัญหาขึ้นก็เป็นได้ สู้ฉางเฟิงยอมเสียสละเป็นผู้แพ้เองดีกว่า

         

         

        “ ฉางเฟิงยอมแพ้แล้ว ! ” ว่านเซี่ยงพูดออกมาอย่างดีใจเขาเองก็เกือบถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน

         

         

        “ ฉางเฟิงนายนี่มันอ่อนชะมัด หรือจริง ๆแล้วนายอยากจะสารภาพรักกับผู้หญิงที่แข่งด้วยใช่ไหมล่ะ ? ฮ่าๆๆๆ ” หลัวโก่วเอ่ยแซวฉางเฟิงที่ยอมแพ้ทันที แต่ถึงแม้เขาจะหัวเราะอย่างสบายอารมณ์ทว่าก่อนหน้านี้เขาก็เครียดไม่น้อยที่โดนหยางหลิวกดดัน

         

         

        “ เอาล่ะ ! เกมนี้มีผู้แพ้แล้วดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องแข่งกันอีก เดี๋ยวให้ฉางเฟิงพักสักแป๊บ ค่อยมาเริ่มกิจกรรมสารภาพความรู้สึกกันต่อ ” ส่วนกู๋เจ๋อก็รีบกล่าวปิดการแข่งขันอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้กู๋เจ๋อแอบเห็นสายตาน่ากลัวแปลกๆ ของหยางหลิว เหมือนว่าหยางหลิวกำลังจ้องเหยื่อมองรอบ ๆ อยู่ไม่มีผิด มันจึงทำให้กู๋เจ๋ออดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกกังวล

         

         

        และทันใดนั้นเอง ความวิตกของกู๋เจ๋อก็เป็นจริงหยางหลิวพูดแย้งในทันทีว่า

        “ เดี๋ยวก่อนสิกู๋เจ๋ออย่าเพิ่งรีบ กติกาของเกมนี้คือคนแพ้ต้องโดนลงโทษไม่ใช่เหรอ? ดังนั้นไม่สำคัญหรอกว่าจะแพ้คนแรกหรือแพ้คนสุดท้าย ยังไงคนแพ้ก็ต้องโดนลงโทษอยู่ดีนี่หึ ๆๆ ” เมื่อหยางหลิวพูดจบ เขาก็ยิ้ม และส่งเสียงหัวเราะอย่างเหี้ยมๆ ไร้ความเมตตาอย่างสิ้นเชิง

        “ รอบต่อไป ! ”