ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 325 : รอยหมึกกลืนนภา

จารึกที่ 325 : รอยหมึกกลืนนภา : กงล้อลิขิตฟ้าที่แตกสลาย


ห้วงมิติเหนือหุบเขาสูญตาที่เคยถูกกดทับด้วยอาณาเขตสัจธรรมสัมบูรณ์ บัดนี้แตกร้าวประดุจกระจกเงาบานยักษ์ที่ถูกค้อนเหล็กแห่งมรรคาฟาดกระหน่ำจนแหลกละเอียด คลื่นความว่างเปล่าสีเงินยวงที่สะท้อนกลับจากการรื้อถอนสมการของอาเจีย กวาดล้างรถม้าศึกเทียมกิเลนสวรรค์นับสิบคันจนกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีบรรพกาล ล่องลอยเคว้งคว้างท่ามกลางกระแสลมที่บิดเบี้ยว


ช่วงเวลาที่แสงตะวันสีชาดถูกกลืนกินโดยความมืดมิดแห่งรัตติกาลอย่างสมบูรณ์ บรรยากาศที่ควรจะสงบเงียบ กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวโลหิตเซียนที่คละคลุ้งไปทั่วฟ้าดิน


โลหิตสีทองคำบริสุทธิ์ที่อัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งชีวิต หยดทะลักออกจากมุมปากของบุรุษในชุดเกราะทองคำม่วง ร่างของเซียนอมตะ (Golden Immortal) ผู้สูงส่ง กระเด็นถอยร่นไปไกลนับสิบลี้ รอยร้าวลึกปรากฏขึ้นบนเกราะเทวะที่เคยไร้รอยขีดข่วน แสงสว่างแห่งสัจธรรมที่เคยแผ่ซ่านรอบกายบัดนี้ริบหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด


ความเงียบงันที่น่าสะอิดสะเอียนปกคลุมกองทัพศาลสวรรค์ เหล่าทหารเทวะนับร้อยที่เหลือรอดต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ พวกเขามิอาจทำความเข้าใจได้ว่า มดปลวกจากโลกเบื้องล่างที่อยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม จะสามารถทำลายอาณาเขตที่ถูกสร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์ของราชันย์เซียนได้อย่างไร


นี่มิใช่เพียงการพ่ายแพ้ทางพละกำลัง ทว่ามันคือการถูกฉีกกระชากความเชื่อมั่นใน 'ความสมบูรณ์แบบ' ของสวรรค์จนย่อยยับ


ทว่าบนดาดฟ้าของมหานาวาปราณสูญตา สถานการณ์ของเด็กหนุ่มผู้ถือพู่กันก็มิได้ราบรื่นดั่งภาพลักษณ์ที่ยืนตระหง่านอย่างอหังการ


"อั่ก!"


อาเจียกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ร่างที่เคยหยัดตรงประดุจทวนทะลวงฟ้า ทรุดฮวบลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นกระดานหยกดำ พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประหนึ่งกำลังแบกรับน้ำหนักของดวงดาว


เส้นชีพจรเซียนทั่วร่างปริแตกออกนับพันสาย โลหิตหยดซึมย้อมผ้าคลุมสีเทาจนกลายเป็นสีแดงฉาน ทารกวิญญาณในจุดตันเถียนส่งเสียงครางต่ำ มันสูญเสียพลังงานไปกว่าแปดในสิบส่วนเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการรับน้ำหนักของมหาค่ายกลย้อนศร


"อาเจีย!"


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นถลันเข้ามาประคองร่างของเขาพร้อมกัน ปราณพฤกษาสีเขียวมรกตที่บริสุทธิ์ที่สุดถูกถ่ายทอดเข้าสู่เส้นชีพจรของเด็กหนุ่มอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าบาดแผลที่เกิดจากการรับน้ำหนักของสัจธรรมสวรรค์นั้นลึกล้ำเกินไป ปราณแห่งการเยียวยาทำได้เพียงชะลอการพังทลายของร่างกายมิให้แตกดับไปในทันทีเท่านั้น


"ข้าไม่เป็นไร..." อาเจียกัดฟันกรอด ฝืนกลืนคาวเลือดที่ตีตื้นขึ้นมาลำคอ ดวงตาแห่งความว่างเปล่ายังคงจ้องเขม็งไปยังศัตรูเบื้องบนอย่างไม่ลดละ "สัจธรรมของเซียนอมตะ... หนักอึ้งกว่าที่ข้าคำนวณไว้ การใช้ตัวเองเป็นท่อผ่านพลังงานของสวรรค์ ย่อมต้องจ่ายค่าผ่านทางด้วยเลือดเนื้อ"


ตึก... ตึก...


เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องขึ้นบนพื้นกระดานเรือ มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าศิษย์รัก ร่างเนื้อที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากอักขระบรรพกาลอย่างสมบูรณ์แบบ แผ่กลิ่นอายปราณเซียนแท้ที่มั่นคงและลึกล้ำประดุจขุนเขา


ฝ่ามืออันหยาบกร้านทว่าอบอุ่นของท่านทาบลงบนบ่าของอาเจีย ถ่ายทอดปราณบริสุทธิ์เข้าไปช่วยพยุงเส้นชีพจร แววตาของผู้อาวุโสเต็มไปด้วยความรวดร้าวทว่าเด็ดขาดและภาคภูมิใจ


"เจ้าทำได้ดีมาก อาเจีย... เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่า อักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) สามารถรื้อถอนกฎเกณฑ์ที่จองหองที่สุดได้" มู่เฉินกล่าวเสียงทุ้มลึก "ทว่าศัตรูเบื้องหน้าหาใช่ภาพลวงตา พวกมันคือตัวตนที่แท้จริงที่มีรากฐานลึกล้ำนับหมื่นปี การต้อนให้สุนัขลอบกัดจนมุม ย่อมตามมาด้วยการดิ้นรนที่บ้าคลั่งที่สุด"


"มดปลวกโสโครก!"


เสียงคำรามที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน เซียนอมตะเกราะทองคำม่วงยืดกายขึ้น ใช้หลังมือเช็ดคราบเลือดสีทองที่มุมปาก ดวงตาที่เคยสูงส่งสาดประกายอำมหิตจนมวลอากาศบิดเบี้ยว


"เจ้ากล้าดลบันดาลให้สายเลือดเซียนของเปิ่นจั้วต้องแปดเปื้อน! ความผิดนี้ แม้สับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น สกัดวิญญาณเจ้าไปเผาในเพลิงสวรรค์นับกัปป์ ก็มิอาจล้างมลทินได้!"


"ท่านอ้างแต่ความแปดเปื้อน..." อาเจียแค่นหัวเราะ ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา แม้น้ำเสียงจะแหบพร่าทว่าดังกังวานไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง "ทว่าเนื้อแท้แล้ว ท่านกำลังหวาดกลัว... หวาดกลัวว่าสัจธรรมที่ท่านใช้กดขี่ผู้อื่นมาทั้งชีวิต แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่เปราะบาง ทันทีที่ถูกความจริงกระแทกเข้าใส่ มันก็แตกร้าวไม่ต่างจากกระเบื้องเคลือบราคาถูก!"


"หุบปาก!"


เซียนอมตะไม่เปิดโอกาสให้อาเจียวาดอักขระหรือเอื้อนเอ่ยวาจาตลบตะแลงอีกต่อไป เขาตระหนักแล้วว่าวิชาของเด็กหนุ่มผู้นี้สามารถดูดซับและย้อนศรค่ายกลขนาดใหญ่ได้ ดังนั้น เขาจึงต้องเปลี่ยนยุทธวิธีจากหน้ามือเป็นหลังมือ!


บุรุษเกราะทองคำม่วงเก็บทวนสวรรค์ ก่อนจะพลิกฝ่ามือเรียกศัสตราวุธชิ้นใหม่ออกมา มันคือ 'ตราประทับตัดวัฏสงสาร' ศัสตราประกอบระดับกึ่งเทพบรรพกาลที่หล่อหลอมจากแก่นศิลาแห่งมิติอันบริสุทธิ์ที่สุด!


"ในเมื่อเจ้าใช้ความว่างเปล่าในการดูดซับและพลิกแพลง... เปิ่นจั้วก็จะขอ 'ตัดขาด' ความว่างเปล่านั้นทิ้งเสีย!"


เซียนอมตะซัดตราประทับตัดวัฏสงสารขึ้นสู่เบื้องบน ตราประทับนั้นไม่ได้ขยายขนาดทับถมลงมาเพื่อบดขยี้ ทว่ามันเปล่งแสงสีทองหม่น สาดส่องคลื่นพลังประหลาดลงมากระทบผืนมิติรอบมหานาวาปราณสูญตา


ครืน! เปรี๊ยะ!


อาเจียเบิกตากว้าง เขาสัมผัสได้ทันทีว่า มหาภาวะซวีที่เขาเคยเข้าถึงและดึงมาใช้ได้อย่างง่ายดาย บัดนี้ถูก 'แช่แข็ง' จากระดับรากฐาน! ตราประทับนั่นไม่ได้สร้างอาณาเขตพลังปราณเพื่อกดทับ ทว่ามันเข้าไปตอกหมุดตรึง 'พิกัดมิติและอากาศธาตุ' ทำให้พื้นที่ว่างเปล่ากลายสภาพเป็นสสารที่แข็งกระด้างประดุจเหล็กไหล!


เมื่ออากาศธาตุถูกแช่แข็งจนสูญเสียสถานะความว่างเปล่า การวาดอักขระกลางอากาศจึงไม่อาจทำได้อีกต่อไป พู่กันนิรันดร์ที่เคยพลิ้วไหวลื่นไหล บัดนี้หนักอึ้งราวกับกำลังแบกรับขุนเขาทั้งลูกไว้ที่ปลายขนพู่กัน!


"มันผนึกกระดานวาดของเจ้าแล้ว!" มู่เฉินก้าวออกมาบังหน้าศิษย์รัก ปราณเซียนในร่างเนื้อของท่านโคจรถึงขีดสุดเพื่อต้านทานแรงกดดัน "นี่คือความน่ากลัวของรากฐานระดับเซียนอมตะ เมื่อพวกเขาเอาจริงและยอมละทิ้งความหยิ่งยโส พวกเขาจะค้นหาและปิดตายจุดแข็งของเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ!"


วูบ!


แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นที่ด้ามพู่กันหยกดำ องค์หญิงน้อยปรากฏกายขึ้นในสภาวะโปร่งแสง นางกัดฟันกรอด ใบหน้าเล็กๆ ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการฝืนต้านทานกฎเกณฑ์สวรรค์


"ไอ้พวกสวรรค์หน้าเหม็น! กล้าแช่แข็งมิติรอบตัวพู่กันข้าเชียวหรือ!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงอย่างเกรี้ยวกราด นางประสานอินด้วยมือเล็กๆ ทั้งสองข้าง ดึงเอาพลังปฐมกาลที่หลงเหลืออยู่ในแกนพู่กันออกมาต้านทาน "อาเจีย! ข้าจะใช้พลังวิญญาณทั้งหมดเปิด 'พื้นที่ว่างเปล่าภายใน' ตัวพู่กันเอาไว้ให้! พื้นที่ภายนอกถูกแช่แข็งก็ช่างมัน เจ้าจงหาวิธีจารึกอักขระให้ได้ ข้าจะประคองแกนกลางไว้เอง ห้ามตายเด็ดขาดนะไอ้คนบ้า!"


"ขอบใจเจ้ามาก องค์หญิงน้อย..." อาเจียตอบกลับในใจ เขาไม่ยอมแพ้ แม้แรงกดดันจะหนักอึ้งเพียงใด


"ตายเสียเถิด มารอักขระ!"


เซียนอมตะพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าด้วยตนเอง ร่างของเขาแปรสภาพเป็นลำแสงสีทองคำที่คมกริบและอัดแน่นไปด้วยปราณเซียนบริสุทธิ์ หมายจะทะลวงร่างของเด็กหนุ่มให้ทะลุเป็นรูพรุนในพริบตา ความเร็วของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดของทัศนวิสัยไปแล้ว!


"อย่าหวังจะได้แตะต้องเขา!"


เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นไปสกัดกั้นลำแสงสีทองนั้นอย่างไม่คิดชีวิต!


"วิถีกระบี่... สละชีพเบิกทาง!"


ฉินมู่หลางคำรามลั่น เจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดปะทุออกจากร่างของยอดกระบี่หนุ่ม เขาไม่ใช้กระบวนท่าเพื่อป้องกันตัว ทว่าเขาแทงกระบี่หยกเย็นสวนเข้าใส่ลำแสงสีทองนั้นด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ ดุดัน และพร้อมแตกหัก!


เปรี้ยงงงง!


กระบี่หยกเย็นของฉินมู่หลางปะทะเข้ากับหมัดที่หุ้มด้วยเกราะทองคำม่วงของเซียนอมตะ คลื่นกระแทกจากการปะทะกวาดเอาเศษซากของหุบเขาสูญตาให้ราบเป็นหน้ากลอง!


กรอบ!


เสียงกระดูกแขนขวาของฉินมู่หลางแหลกละเอียดดังก้องไปถึงโสตประสาทของทุกคน กระบี่หยกเย็นที่หล่อหลอมจากวัสดุชั้นเลิศเกิดรอยร้าวรุนแรง ทว่าเจตจำนงกระบี่ของเขาที่ตั้งตรงดุจไม้บรรทัดสวรรค์ กลับคมกริบเสียจนสามารถกรีดรอยแผลบางๆ ลงบนหน้าแก้มของเซียนอมตะได้! นี่คือความอหังการของวิถีกระบี่ที่มุ่งมั่นทะลวงทุกขีดจำกัด!


"มดปลวกจองหอง!" เซียนอมตะพิโรธสุดขีด ซัดฝ่ามือซ้ายกระแทกร่างของฉินมู่หลางจนกระเด็นร่วงลงมากระแทกพื้นดาดฟ้าเรืออย่างแรง เลือดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ร่างกายบอบช้ำจนแทบสิ้นสติ


"พี่มู่หลาง!" อาเจียและสหายต่างเบิกตากว้างด้วยความสะเทือนใจ


ทว่าเซียนอมตะไม่หยุดยั้งความบ้าคลั่ง พุ่งเป้าหมายหลักมาที่อาเจียอีกครั้ง!


"วิถีอัคคี... เพลิงบรรพกาลเผาผลาญสัจธรรม!" เฟิงอี้หรานเผาผลาญแก่นโลหิตของตนเองอย่างไม่เสียดายชีวิต สร้างทะเลเพลิงสีชาดที่ร้อนระอุเข้าขวางกั้น


"ม่านเหมันต์นิรันดร์!" หลินชิงเสวี่ยร่ายค่ายกลน้ำแข็งด้วยพลังทั้งหมดที่มี ซ้อนทับลงบนทะเลเพลิง เกิดเป็นปราการแห่งความร้อนและเย็นที่ขัดแย้งและหนาแน่นอย่างรุนแรง


ทว่าปราการของทั้งสอง กลับถูกเซียนอมตะฉีกทึ้งประดุจกระดาษเปื่อยยุ่ย! พลังของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม แม้จะผสานกันได้ลงตัวและทรงพลังเพียงใด ก็ไม่อาจอุดช่องว่างของตบะที่ห่างกันถึงสองมหาขอบเขตได้อย่างแท้จริง


ฝ่ามือสีทองคำที่แฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการลบเลือน ฟาดฟันลงมาห่างจากศีรษะของอาเจียเพียงไม่กี่ชุ่น!


วูบ! ตึงงง!


ร่างเงาขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาขวางหน้าเจ้านายประดุจกำแพงศิลาที่แข็งแกร่งที่สุด!


"นายท่าน... แม้สสารแห่งศิลาจะแหลกสลาย ทว่าปณิธานแห่งการพิทักษ์ของข้า แข็งแกร่งยิ่งกว่าทองคำม่วงของพวกมัน!"


เจ้าสัว ศิลาพิทักษ์สูญตา ยกแขนศิลาบรรพกาลทั้งสองข้างขึ้นไขว้กันเป็นรูปกากบาท เพื่อรับฝ่ามือแห่งการทำลายล้างของเซียนอมตะโดยตรง!


ครืนนน! แกร็ก!


ฝ่ามือที่สามารถถล่มยอดเขาให้ราบคาบ บดขยี้ลงบนท่อนแขนของเจ้าสัว อักขระหลิงที่สลักอยู่บนตัวของมันพยายามหมุนวนเพื่อดูดซับแรงกระแทก ทว่าสสารของศิลามิอาจทนรับพลังระดับนั้นได้ แขนทั้งสองข้างของเจ้าสัวแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงในพริบตา! รอยร้าวลุกลามไปทั่วลำตัวอันกำยำ แกนปราณที่หน้าอกกะพริบแสงสีเงินยวงอย่างริบหรี่ ก่อนที่มันจะกระเด็นล้มลงแทบเท้าของอาเจีย


ทว่าการเสียสละของเจ้าสัวและสหาย ซื้อเวลาอันมีค่าให้อาเจียได้เสี้ยวลมหายใจ!


เด็กหนุ่มมองดูเศษศิลาที่แตกหัก มองดูสหายที่นอนกระอักเลือดอยู่บนพื้นเรือ และมองดูใบหน้าของศัตรูที่เหยียดหยิ้มอย่างเย่อหยิ่ง


ไฟโทสะที่เยือกเย็นที่สุดปะทุขึ้นในดวงตาของอาเจีย


"ท่านกดดันพวกข้าจนตรอก..." อาเจียยกหลังมือขึ้นปาดเลือดที่มุมปาก กัดฟันฝืนยืนขึ้นอย่างโอนเอน ทว่าแผ่นหลังยังคงตั้งตรง "ท่านผนึกมิติ ปิดกั้นอากาศธาตุ หวังจะตัดแขนตัดขาของมรรคาแห่งสูญตา มิให้ข้ามีพื้นที่ในการเขียนอักขระ... ทว่าท่านลืมไปสิ่งหนึ่ง เซียนอมตะผู้โง่เขลา"


อาเจียไม่ได้วาดพู่กันไปในอากาศธาตุที่ถูกแช่แข็งอีกต่อไป ทว่าเขากลับพุ่งเข้าประชิดและทิ่มปลายพู่กันนิรันดร์ลงไปใน 'กองเลือด' ของฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน และของตัวเขาเองที่ไหลนองรวมกันอยู่บนพื้นกระดานหยกดำ!


"ในเมื่อความว่างเปล่าภายนอกถูกตัดขาด... ข้าก็จะใช้ 'ชีวิต' และ 'ความผูกพัน' ของพวกข้า เป็นผืนกระดาษแห่งเต๋า!"


อาเจียหลับตาลง ภาพของม้วนคัมภีร์โลหิตที่เพิ่งศึกษาไหลเวียนเข้ามาในสมองอย่างแจ่มชัด เขาตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า เหตุใดปรมาจารย์บรรพชนจึงเลือกที่จะจารึกความจริงด้วยหยาดเลือด เพราะ 'เลือด' คือสสารที่ใกล้ชิดกับวัฏสงสารที่สุด มันคือตัวแทนของการก่อเกิดและการดับสูญ ต่อให้มิติจะถูกแช่แข็ง ทว่าสายเลือดแห่งชีวิตยังคงไหลเวียน!


"ท่านอาจารย์ ขอยืมพลังปราณจากร่างเนื้อของท่านสักส่วนเถิดขอรับ!"


"เอาไปทั้งหมดที่เจ้าต้องการ อาเจีย!" มู่เฉินตอบรับทันทีอย่างไม่หวงแหน ฝ่ามือของปรมาจารย์ผู้เฒ่าทาบลงบนแผ่นหลังของศิษย์ ถ่ายทอดปราณเซียนแท้อันทรงพลังและบริสุทธิ์ ไหลเวียนเข้าสู่แกนกลางของพู่กันนิรันดร์ ผสานเข้ากับโลหิตแห่งมิตรสหาย


อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายดุดัน อหังการ และพร้อมท้าทายสวรรค์เยี่ยงพยัคฆ์ที่ถูกต้อนจนมุม!


โดยมีองค์หญิงน้อยคอยกางม่านวิญญาณคุ้มครองความว่างเปล่าภายในพู่กันมิให้แตกสลาย เขาตวัดพู่กันที่อาบชุ่มด้วยโลหิตและเจตจำนงของบรรพชน วาดลวดลายลงบนพื้นเรือหยกดำด้วยความรวดเร็วที่ข้ามพ้นกาลเวลา!


"มหาเวทสูญตา... รอยหมึกโลหิต กลืนนภาพลิกวัฏสงสาร!"


ครั้งนี้ อาเจียไม่ได้วาดอักขระหลิง (零) เพียงตัวเดียวอย่างโดดเดี่ยว ทว่าเขาจารึกอักขระ 'เลือด' 'กระบี่' 'อัคคี' และ 'พฤกษา' ผสานเข้ากับอักขระสูญตา สร้างเป็นมหาค่ายกลขนาดเล็กที่พื้นเรือ ทว่ามันอัดแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งการอยู่รอดและการทำลายล้างที่เหนือล้ำกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ!


เมื่ออักขระถูกจารึกขึ้นด้วยชีวิต สายใย และการเสียสละ มันจึงหลุดพ้นจากการแช่แข็งของตราประทับตัดวัฏสงสาร!


ตูมมม!


เสาแสงสีโลหิตที่แฝงไปด้วยความว่างเปล่าอันลึกล้ำ พวยพุ่งขึ้นจากดาดฟ้าเรือ พุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างของเซียนอมตะที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาในระยะประชิดด้วยความเร็วสูงสุด!


"อะไรกัน!"


เซียนอมตะเบิกตากว้าง ไม่อาจหลบหลีกได้ทัน ลำแสงโลหิตพุ่งกระแทกเข้าที่กลางอกของเขาอย่างจัง! มันมิได้เจาะทะลุเกราะทองคำม่วงเพื่อสร้างบาดแผลทางกายภาพ ทว่ามัน 'แทรกซึม' ผ่านช่องว่างของสัจธรรม เข้าไปโจมตีที่ 'รากฐานแห่งเต๋า' ของเขาภายในจุดตันเถียนโดยตรง!


อักขระโลหิตของอาเจีย นำพาความตาย การเสื่อมสลาย และความว่างเปล่า เข้าไปปนเปื้อนในกฎเกณฑ์สวรรค์อันบริสุทธิ์ของเซียนอมตะ! นี่คือการย้อนศรที่โหดเหี้ยมที่สุด การนำวิถีแห่งความเป็นมนุษย์ไปแทรกแซงความเป็นเทพ!


"อ๊ากกกก!"


เซียนอมตะผู้สูงส่งกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ลึกล้ำยิ่งกว่าการถูกสับร่าง รากฐานเต๋าที่เขาสั่งสมและบ่มเพาะมานับหมื่นปี กำลังถูกรื้อถอนและทำลายโครงสร้างจากภายในด้วยความขัดแย้งของอักขระ! พลังปราณเซียนแท้ของเขาตีกลับอย่างรุนแรงจนเลือดสีทองทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด อาณาเขตปิดกั้นฟ้าดินที่เขาสร้างไว้พังทลายลงในพริบตา


"ข้า... รากฐานของเปิ่นจั้ว... มารอักขระ เจ้าทำอะไรลงไป!"


เซียนอมตะกระเด็นถอยหลังไปไกลลิบ ความหวาดกลัวที่แท้จริงซึ่งเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ปรากฏขึ้นในดวงตาสีทองที่เคยหยิ่งยโส เขาตระหนักแล้วว่า หากเขายังดันทุรังปะทะกับมหาค่ายกลโลหิตนี้ต่อไป รากฐานการบำเพ็ญของเขาจะต้องแตกสลาย และร่วงหล่นจากการเป็นเซียนอมตะ กลายเป็นเพียงผู้ฝึกตนธรรมดาอย่างแน่นอน!


"ถอย! กองทัพสวรรค์ ถอยทัพเดี๋ยวนี้!"


เซียนอมตะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและน่าสมเพช ร่างของเขาโซเซ พยายามประคองรากฐานที่กำลังปริแตกอย่างยากลำบาก รถม้าศึกเทียมกิเลนที่เหลือรอดรีบกรูเข้ามาคุ้มกันนายทัพของตน ก่อนจะเร่งเปิดรอยแยกมิติ และหนีเตลิดกลับคืนสู่วิหารเทพอนันตกาลราวกับสุนัขขี้แพ้ ทิ้งตราประทับตัดวัฏสงสารให้สูญเสียพลังและร่วงหล่นลงมาบนพื้นเรืออย่างหมดสภาพ


ความโกลาหลระดับสวรรค์สงบลง ท้องฟ้าเหนือหุบเขาสูญตากลับคืนสู่ความมืดมิดและเงียบสงัดอีกครั้ง


เคร้ง...


พู่กันนิรันดร์ร่วงหล่นจากมือที่สั่นเทาของอาเจีย เด็กหนุ่มยืนโงนเงนอยู่ชั่วครู่ แบกรับความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกถึงวิญญาณ ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดฮวบลงไปนอนหงายกับพื้นหยกดำ ลมหายใจรวยริน โลหิตไหลซึมออกจากทุกบาดแผล ทว่าบนริมฝีปากที่ซีดเผือด กลับปรากฏรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ


"อาเจีย!" สหายที่บาดเจ็บสาหัสพยายามคลานและพยุงร่างเข้ามาหาเขา


มู่เฉินรีบทิ้งตัวลงประคองศีรษะของศิษย์รักไว้เบาๆ ด้วยความเอ็นดู ปราณเซียนแท้จากร่างเนื้อของท่านถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องเพื่อเยียวยาบาดแผลฉกรรจ์ รอยยิ้มของอดีตมหาปรมาจารย์กว้างขวางและเปี่ยมสุขกว่าครั้งใดๆ ในรอบพันปี


"ท่านอาจารย์ขอรับ..." อาเจียกระซิบเสียงแผ่ว มองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ว่างเปล่า "การผสานอักขระ... มีล้มเหลวบ้าง มีสำเร็จบ้าง แต่สุดท้ายข้า... ข้าก็ปกป้องพวกเขาไว้ได้แล้ว"


"เจ้าทำได้ดีมาก ศิษย์โง่เขลา..." มู่เฉินตอบเสียงสั่นเครือ "พักผ่อนเถิด วันนี้ เจ้าได้จารึกรอยหมึกที่ทำให้แม้แต่สวรรค์เบื้องบนยังต้องหวาดผวา... วิถีแห่งหมื่นอักขระ จะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งอย่างแน่นอน"


มหานาวาปราณสูญตาลอยลำอยู่อย่างเงียบงัน ท่ามกลางสุสานสัจธรรมที่แตกสลาย ชัยชนะในศึกนี้ต้องแลกมาด้วยบาดแผลที่สาหัสและการเฉียดใกล้ความตาย ทว่ามันคือการประกาศก้องให้สิบทิศวัฏสงสารได้รับรู้ว่า กงล้อแห่งลิขิตฟ้าที่สวรรค์จอมปลอมสร้างขึ้นเพื่อกดขี่สรรพชีวิต บัดนี้ได้ถูกรื้อถอนและทำลายลงแล้วด้วยปลายพู่กันเพียงด้ามเดียว!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน