ตอนที่ 33 : ทำลายรังของเซิร์ก I
ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!
เสียงของระเบิดดังขึ้นแม้จะไม่ได้ดังอะไรมากมายแต่ก็ทำให้ได้ยินไปทั่วบริเวณ เสียงดังกล่าวดังขึ้นพร้อมกับสะเก็ดไฟที่ลุกไหม้บนพื้นดินสีดำโดยที่ไฟลามไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว
เหล่าเซิร์กมากมายรีบวิ่งไปยังบริเวณที่ติดไฟทันที โดยเฉพาะเจ้าเซิร์กลิ่งที่วิ่งไวกว่าชาวบ้าน พวกมันวิ่งเข้าหาเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่อย่างไม่เกรงกลัว พร้อมกับเอาร่างของมันทับกองไฟดังกล่าวไว้เพื่อไม่ให้เปลวเพลิงลามไปยังส่วนอื่นแต่ไม่นานร่างของพวกมันก็เริ่มมีไฟลุกไปทั่วร่างกาย
เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นไปทั่วบริเวณพร้อมกับภาพของเหล่าเซิร์กลิ่งที่วิ่งเข้าหากองไฟราวกับแมงแมลงเม่า เมื่อหนึ่งตัวไม่สามารถดับไฟที่ลุกท่วมอยู่ได้ จำนวนของพวกมันก็พลันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นสิบ เซิร์กลิ่งจำนวนมากวิ่งเข้าหากองเพลิงอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะดับไฟไม่ให้มันลามไปทั่วรังของมัน
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง โอเวอร์ลอร์ด เซิร์กซึ่งลอยอยู่กลางอากาศก็พยายามมองหาต้นตอของผู้ที่โยนเปลวเพลิงใส่รังของมัน หันซ้ายหันขวา จะหันกี่ครั้งก็ไม่อาจจับการเคลื่อนไหวอันแปลกปลอมของผู้บุกรุกได้ จนกระทั่ง…
สะเก็ดไฟระลอกที่สองพุ่งขึ้นสู่ฟ้าอีกครั้ง แม้จะยังไม่สามารถเห็นตัวการที่โยนเปลวเพลิงดังกล่าวเพราะเบื้องหน้าของจุดที่สะเก็ดไฟพุ่งออกมานั้นมีหินก้อนใหญ่บังอยู่แต่เจ้าโอเวอร์ลอร์ดก็พอจะคาดเดาได้ว่าผู้บุกรุกที่พยายามจะเผารังของมันนั้นกำลังซ่อนตัวอยู่ตรงไหน
มันใช้ขาราวยาวที่ดูเหมือนกับหนวดปลาหมึกของมันชี้ไปยังทิศทางดังกล่าวทันที ก่อนที่ฝูงเซิร์กลิ่งและเบเนลิ่งที่ไม่ได้มีหน้าที่ดับไฟในรังจะวิ่งไปยังทิศทางที่โอเวอร์ลอร์ดชี้ไปอย่างรวดเร็ว
มินมองภาพฝูงแมลงยักษ์ที่มีขนาดเท่ากับลูกสุนัขวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้านิ่งๆ เขาไม่มีท่าทีตื่นตระหนกกับภาพตรงหน้าแม้แต่น้อย
“ซิลเวอร์ใช้เอ็มเบอร์ไปจุดเดิม อย่าหยุด” เขาสั่งไชลด์ของตนเสียงเรียบ
เพื่อที่จะแยกฝูงเซิร์กที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาไม่ให้มีมากจนเกินไป ชายหนุ่มจึงตัดสินใจให้เจ้าตูบขนเงินแยกกันโจมตี คอยพ่นสะเก็ดไฟไปยังรังศัตรู เพื่อให้เซิร์กบางส่วนต้องคอยอยู่ดูแลรัง ทั้งต้องป้องกันรัง ทั้งต้องโจมตีพวกเขา เป็นกลยุทธ์ที่เข้าท่า
“ต้องจัดการเบเนลิ่งให้หมดก่อนสินะ”
เอ่ยกับตัวเองเสียงแผ่วพร้อมกับมองเจ้าแมลงที่มีก้นเรืองแสงซึ่งกำลังวิ่งอยู่หน้าสุดของฝูงเซิร์ก ชายหนุ่มยกปืนที่ถืออยู่ในมือทั้งสองข้างขึ้นมา ก่อนจะลั่นไกยิงออกไป
ปัง ปัง
แอบแปลกใจตัวเองอยู่เล็กน้อยเมื่อเห็นร่างของเบเนลิ่งสองตัวแตกกระจายพร้อมกับเสียงดัง เพละ ก่อนที่ของเหลวสีฟ้าที่ก้นของเจ้าเบเนลิ่งสองตัวนั้นจะระเบิดออกมา
ของเหลวดังกล่าวกระจายไปทั่วบริเวณ มันกระเด็นโดนเหล่าเบเนลิ่งตัวอื่นๆ ทำให้เจ้าพวกนั้นระเบิดตามไปเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ไม่เพียงพวกเบเนลิ่งเท่านั้นที่โดนความเสียหายนี้ เหล่าเซิร์กลิ่งที่วิ่งตามอยู่ข้างหลังก็ได้อาบของเหลวสีฟ้าเรืองแสงไปเหมือนกัน
และเช่นเดียวกับญาติของพวกมัน ร่างกายของเซิร์กลิ่งหลายสิบตัวก็พลันละลายเนื่องจากโดนของเหลวซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ถึงแม้เซิร์กลิ่งหลายสิบตัวนั้นจะหายไปแต่จำนวนของฝูงเซิร์กนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ไม่รอช้า มินกระหน่ำยิงปืนพลังงานของเขาออกไปทันทีโดยที่ชายหนุ่มพยายามเล็งไปที่เบเนลิ่งที่เหลืออยู่ เพราะไม่อยากให้มีเรื่องน่ารำคาญตามมา เช่นเบเนลิ่งพวกนั้นเข้ามาถึงตัวของเขาและระเบิดใส่จนร่างกายของเขาละลายเหมือนเซิร์กลิ่งเมื่อสักคร่ แค่คิดเขาก็สยองแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น มินก็เริ่มรู้สึกแปลกใจกับตัวเอง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะเหล่าเซิร์กมีจำนวนมากทำให้ยิงนัดไหนไปก็โดนหรือเปล่า แต่กระสุนทุกนัดที่เขายิงไปมันไม่เคยพลาดเป้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในคราแรกมินคิดว่าเป็นเพราะเหตุผลของต้นแต่พอมาลองสังเกตดูแล้ว กระสุนพลังงานที่เขายิงออกไป มันพุ่งเข้าไปยังเซิร์กที่เป็นเป้าหมายที่เขาเล็งไว้นี่สิ ไม่ใช่โดนตัวอื่น
“ตั้งสมาธิกับการต่อสู้ตรงหน้าก่อน อย่าเพิ่งไขว้เขว” เสียงของมายดังขึ้น เตือนสติเขา
ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นการรับทราบไปครั้งหนึ่งโดยที่ไม่หันไปมองอีกฝ่าย นิ้วชี้ของมือทั้งสองข้างยังคงเหนี่ยวไกอย่างไม่หยุดพัก สายตาที่พัฒนาให้สามารถมองได้ชัดแจ๋วในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากระดับพลังของซัมมอนเนอร์เทียร์หนึ่งแรงก์เอฟ ทำให้สามารถมองเป้าถัดไปและเหนี่ยวไกยิงกระสุนพลังงานออกไปอย่างไม่รีรอ
ราวกับเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มินได้เล็งเป้าหมายเอาไว้แล้วว่าเขาต้องการที่จะยิงไปที่เซิร์กตัวใด ยามเมื่อชายหนุ่มเหนี่ยวไก ร่างของเจ้าเซิร์กตัวนั้นจะต้องแหลกกระจุยทุกครั้งไป
มุมปากของมายและเรนะยกยิ้มอ่อนพร้อมกับมองภาพของชายหนุ่มตรงหน้าของพวกเธอที่ตอนนี้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารไปแล้ว หญิงสาวทั้งสองยืนดูเขาด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ได้มีทีท่าตื่นกลัวหรือตั้งการ์ดพร้อมสู้เลยแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าทั้งคู่จะเห็นว่าฝูงเซิร์กกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้พวกเธอในระยะแปดสิบเมตรแล้วก็ตาม
“มาสเตอร์ต้องเตรียมตัวสู้ระยะประชิดได้แล้วนะคะ อีกไม่ถึงครึ่งนาทีพวกเซิร์กจะถึงตัวแล้ว” เรนะกล่าวแนะนำ
มินที่ได้ยินประโยคดังกล่าวจึงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพร้อมกับกระหน่ำยิงออกไปอีกครั้งโดยครั้งนี้เบเนลิ่งทุกตัวที่สายตาของเขาสามารถเห็นได้ ได้ร่างแหละกระจุยไปทุกครั้งที่เสียงปืนดังขึ้น
แต่ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามสักเพียงใด ก็ไม่อาจจัดการเบเนลิ่งทุกตัวได้เพราะว่าพวกมันมีมากมายมหาศาลเหลือเกิน สะบัดหัวและเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์เนื่องจากตนไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ที่ตัวเองตั้งเอาไว้ก่อน
เม้มปากแน่นก่อนจะเริ่มออกตัววิ่งไปข้างหน้าทันทีโดยที่เบื้องหน้าของมินห่างไกลออกไปประมาณยี่สิบเมตร เหล่าเซิร์กลิ่งและเบเนลิ่งมากมายกำลังวิ่งเข้ามาหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ปัง ปัง ปัง ปัง
สิ้นเสียงปืนที่ดังขึ้น เบเนลิ่งสี่ตัวหน้าสุดก็พลันระเบิดจนทำให้เบเนลิ่งที่วิ่งอยู่ใกล้ๆ กับมันระเบิดตามไปเป็นทอดๆ แบบปฏิกิริยาลูกโซ่อีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ต่างกับก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงเพราะว่าพวกมันอยู่รวมกันในระยะที่ใกล้มากเนื่องจากพวกมันกำลังมุ่งเข้าหาชายหนุ่มผู้เป็นผู้บุกรุกรังของมัน ทำให้เสี้ยววินาทีที่ของเหลวที่ก้นของเจ้าเบเนลิ่งระเบิดออก มันได้กระจายเป็นบริเวณกว้างในทันทีซึ่งทำให้จำนวนของฝูงเซิร์กที่กำลังพุ่งเข้าโจมตีมินอยู่นั้นหายไปหนึ่งในสามในพริบตา
“หวานหมู” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจเมื่อมองไปยังรอบตัวของตนแล้วไม่เห็นเบเนลิ่งเหลือสักตัว
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะดีใจเร็วไปเพราะว่าเมื่อแนวหน้าซึ่งเป็นหน่วยพลีชีพอย่างเบเนลิ่งได้หายไปแล้ว เหล่าเซิร์กลิ่งที่เหลืออยู่ก็พลันพุ่งเข้าโจมตีเขาทันทีอย่างบ้าคลั่งเนื่องจากไม่ต้องกลัวว่ามันจะโดนลูกหลงจากแรงระเบิดจากเบเนลิ่งอีกแล้ว
ในจังหวะนั้นเองก็มีเซิร์กตัวหนึ่งสามารถเข้ามาถึงตัวชายหนุ่มได้เป็นตัวแรก มันยกขาหน้าข้างหนึ่งของมันขึ้นและเมื่อมินได้เห็นภาพเบื้องหน้า หัวใจของเขาก็พลันกระตุกทันทีก่อนจะกระโดดถอยหลังหลบการโจมตีของอีกฝ่ายอย่างเร็วจี๋
สิ่งที่เขาเห็นจนทำให้ใจของเขากระตุกคืออะไรน่ะหรือ
สิ่งที่เขาเห็นก็คือเหล็กแหลมที่โผล่ออกมาจากปลายขาของเจ้าเซิร์กลิ่งยังไงล่ะ และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่มันแค่ตัวเดียวที่มีเหล็กแหลมซึ่งสามารถงอกเข้าออกได้อย่างกับวูฟเวอร์ลีนในหนังเอ็กซ์เมน
“ถ้าเผลอโดนเสียบมีหวังตัวเป็นรูโบ๋แน่” พูดออกมาทั้งๆ ที่ยังหลบการโจมตีของเซิร์กลิ่งสี่ตัวที่พุ่งเข้าหาเขาอยู่และในขณะที่กำลังหลบ ชายหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะยิงปืนพลังงานออกไป
ปัง ปัง ปัง ปัง เสียงปืนพลังงานดังขึ้นพร้อมกับร่างของเซิร์กลิ่งทั้งสี่ที่บัดนี้กลายเป็นก้อนเนื้อไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อจัดการพวกมันทั้งสี่ได้ มินก็พลันกวาดสายตามองโดยรอบเพื่อหาพื้นที่ที่เขาจะสามารถต่อสู้ให้ได้เปรียบกว่าอีกฝ่าย เสี้ยววินาทีที่ในหัวของเขาวิเคราะห์กลยุทธ์ที่จะใช้ในการต่อสู้ ชายหนุ่มก็พลันหันหลังและออกตัววิ่งทันทีโดยที่ไม่ลืมจะขานชื่อคู่หูคู่ใจของตน
“ซิลเวอร์!”
เมื่อเจ้าสุนัขขนสีเงินได้ยินเจ้านายของมันเรียกก็พลันหยุดพ่นสะเก็ดไฟไปยังรังของพวกเซิร์กและวิ่งไปหาชายหนุ่มโดยทันทีแต่ตอนที่เขาวิ่งผ่านหญิงสาวทั้งสองซึ่งยืนนิ่งไม่ไหวติงไม่ไหววิ่งตามเขามา มินก็อดไม่ได้ที่จะหันหลังไปมองหน้าทั้งคู่เป็นเชิงถามว่า ‘ไม่มาเหรอ’
มายและเรนะส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยให้กับชายหนุ่ม เขาไม่แน่ใจว่ายิ้มจากสองสาวมีความหมายว่าอะไรและในขณะที่เขาครุ่นคิดอยู่นั้น หญิงสาวดวงตาสีฟ้าครามผู้เป็นบริวารสาวของเขาก็เอ่ยขึ้น
“เชิญเลยค่ะมาสเตอร์ พวกข้าอยู่ตรงนี้ไม่เป็นไร มิชชันนี้เป็นภารกิจของมาสเตอร์ พวกเราขอเป็นผู้ชมไปก่อนในตอนนี้”
สิ้นประโยคของเธอ พลันเหล่าฝูงเซิร์กลิ่งก็วิ่งผ่านหญิงสาวทั้งสองโดยไม่สนใจไยดีของเธอเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าพวกมันไม่เห็นมายและเรนะอยู่ในสายตา ราวกับว่าทั้งคู่นั้นเป็นเพียงก้อนหินไร้ชีวิตที่ตั้งอยู่ตรงนั้นเท่านั้น
ชายหนุ่มเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ เขารีบสับขาวิ่งหนีเหล่าเซิร์กทันทีแต่ก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “ลบตัวตนเหรอ ขี้โกงชะมัด!”
แม้จะรู้สึกหัวเสียอยู่บ้างที่ตนรู้สึกเหมือนโดนโกงเพราะตัวเขานั้นไม่มีความสามารถที่จะลบตัวตนได้ในตอนนี้ แต่มินก็เข้าใจดีว่ามิชชันในครั้งนี้ไม่ใช่กงการอะไรของทั้งสองคน อย่างน้อยถ้าจะให้เรนะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เขาจะต้องสร้างความเสียหายให้กับรังของเซิร์กให้ได้กว่ามากครึ่งเสียก่อน
ว่าแล้วเสียงทุ้มก็พลันเอ่ยออกมา “ซิสเตม ความเสียหายของรังของเซิร์กตอนนี้ได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว”
[ยูสเซอร์สร้างความเสียหายให้กับรังเซิร์กได้สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว]
สีหน้าเหยเกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาทันทีเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับจากซิสเตม อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะก่นด่าออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“อะไรวะ ให้ซิลเวอร์พ่นไฟไปก็ตั้งเยอะ แต่สร้างความเสียหายได้แค่สิบเปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ”
[เรียนยูสเซอร์ ซิลเวอร์เป็นไชลด์สายกายภาพ ท่าพ่นสะเก็ดไฟ (Ember) เป็นท่าที่คิดพลังการโจมตีจากพลังเวทย์ ทำให้ซิลเวอร์ไม่สามารถสร้างความเสียหายได้เท่าที่ควร]
เมื่อมินได้ยินคำอธิบายจากซิสเตม เขาก็พลันด่าทอตัวเองออกมาในใจที่ตนนั้นง่าวอะไรพรรค์นี้ ดันลืมไปซะเสียสนิทได้ว่าตอนสร้างซิลเวอร์ตนตั้งใจให้มันเป็นสายกายภาพเพื่อที่จะได้ให้มันออกไปสู้แนวหน้าแทนเขา
เมื่อลองมาคิดๆ ดูแล้ว การที่มินให้มันยืนใช้ท่าเอ็มเบอร์อยู่นานสองนานนั้น ช่างเป็นการกระทำที่โง่สิ้นดีจนอยากจะเขกกระบาลตัวเองแรงๆ เพราะไม่ยอมไตร่ตรองให้รอบครอบ
คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงหยุดเท้าของตนพร้อมกับชี้ไปที่ฝูงเซิร์กลิ่งที่กำลังวิ่งตามเข้าอยู่ด้านหลังพร้อมกับตะโกนออกไปเสียงดังฟังชัด
“ซิลเวอร์ ใช้ท่าเฟลมชาร์จ (Flame Charge) พุ่งไปหาไอ้พวกปลวกซะ!”
เจ้าตูบขนเงินทำหน้าหงิกเล็กน้อยกับคำสั่งจากเจ้านายของมันเพราะมันรู้สึกว่าคำสั่งดังกล่าวของมินเหมือนกับพยายามสั่งให้มันไปตายอย่างไรอย่างนั้น แต่ถึงแม้มันจะคิดเช่นนั้น ขนสีเงินตามตัวมันก็พลันลุกเป็นเปลวเพลิงในทันทีพร้อมกับที่เจ้าซิลเวอร์พุ่งตัวออกไปเข้าปะทะกับฝูงเซิร์กอย่างไม่รีรอ
ส่วนมิน เขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เช่นกัน หลังจากที่ซิลเวอร์ซึ่งลุกเป็นไฟพุ่งตัวออกไป ชายหนุ่มก็ยกปืนคู่ของเขาขึ้นมากระหน่ำยิงทันทีไปที่ฝูงเซิร์กลิ่งทันที
ปัง ปัง ปัง ปัง
“ใช้เฟลมชาร์จ อย่าหยุด!” มินตะโกนสั่งกับซิลเวอร์อีกครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกสำหรับทั้งเขาและซิลเวอร์ที่ได้ต่อสู้จริงจัง ไม่ใช่ฝึกกับเรนะ ทำให้ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเขาสมควรใช้กลยุทธ์ใดกันแน่ แม้ในหัวของเขาจะคิดแผนออกมาได้สองสามแผนก็ตาม
และตัวเขาก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้ที่ตัวเองทำอยู่นี้ หากใครมาเห็นเข้า จะบอกว่าเขาขี้ขลาดรึเปล่านะ ที่ให้มอนสเตอร์อัญเชิญของตนออกไปสู้แนวหน้าส่วนตัวเองยืนยิงปืนอยู่แนวหลัง แต่ซัมมอนเนอร์ทุกคนก็ทำอย่างนี้นี่นา คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก…ใช่ไหมนะ?
เพราะว่าซิลเวอร์ใช้เฟลมชาร์จอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นดินบริเวณนั้นเริ่มลุกเป็นไฟและลามไปยังซากศพของเซิร์กลิ่งที่มินได้ยิงตัวพรุนไป
เซิร์กลิ่งหลายๆ ตัวที่อยู่ใกล้กับซิลเวอร์เริ่มมีไฟลามขึ้นไปบนร่างกายของพวกมัน พวกมันดินพล่านไปมาบนพื้นดินพยายามให้ดินช่วยกลบเปลวเพลิงที่กำลังเผาตัวอยู่แต่ก็ไร้ประโยชน์
เมื่อซิลเวอร์เห็นภาพดังกล่าว เจ้าตูบขนสีเงินก็รีบปรี่เข้าไปเหยียบบนตัวของเจ้าเซิร์กตัวดังกล่าวทันทีก่อนจะใช้ไฟร์เออร์เทล (Fire Tail) หางที่ลุกเป็นไฟฟาดออกไป ทำให้ร่างกายของเซิร์กตัวนั้นขาดเป็นสองท่อน
“เยี่ยมมากซิลเวอร์” มินตะโกนชมไชลด์ของตน
“บ็อก” มันเห่ากลับเจ้านายของมันเสียงใสหลังจากได้รับคำชม
ปัง ปัง ปัง ปัง
เป็นอีกครั้งที่เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับร่างของเซิร์กลิ่งที่กระจุยออกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ไปทั่วก้อนเนื้อดังกล่าวอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับเจ้าซิลเวอร์ที่วิ่งผ่านจุดนั้นไป
หนึ่งคนหนึ่งตูบต่อสู้กับฝูงแมลงอวกาศอย่างไม่ลดละ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว กี่นาที หรือจะเป็นชั่วโมงแล้ว ทั้งสองก็ไม่ทราบเหมือนกันแต่บัดนี้ เม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม
ไม่แน่ใจกับตัวเองเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด จากความร้อนของเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่รอบๆ ตัวเขาเหรอ หรือจากความเหนื่อยล้าที่ร่างกายกำลังเผชิญอยู่เนื่องจากมานาในร่างกายเขาลดลงต่ำกว่าครึ่งแล้วกันนะ
“เป็นต่อไปอย่างงี้ไม่ดีแน่” เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองเสียงหอบ
แม้จะรู้สึกว่าตนยังมีเรี่ยวแรงต่อสู้ได้อีกนานก็ตามที แต่มินกลับคิดว่าที่ตัวเองกำลังทำอยู่นี้เริ่มจะไร้ความหมาย เพราะว่าจำนวนของเซิร์กลิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่ด้วยนั้น ดูเหมือนว่าพวกมันแทบจะไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเขาจัดการไปได้หนึ่งตัว ตัวใหม่ก็เข้ามาแทนที่ทันที เมื่อเขาจัดการไปได้ห้าตัว เซิร์กลิ่งฝูงใหม่จำนวนสิบตัวก็เข้ามาแทนที่ ไม่มีจังหวะให้ชายหนุ่มได้หยุดพักหายใจเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
“เอาไงดีวะ” มินถามกับตัวเอง
ตอนนี้ในหัวของเขานั้นมีความคิดอยู่สามแบบ หนึ่งก็คือเดินหน้าต่อสู้แบบนี้ต่อไปจนเซิร์กหมดรัง ตราบใดที่ร่างกายของเขาและซิลเวอร์สามารถไปต่อได้ เขามั่นใจว่าเขาจะสามารถล้างรังเจ้าแมลงอวกาศนี้ได้แต่วิธีนี้ฟังดูแล้วอาจจะดูเสี่ยงไปหน่อย ไม่สิ เสียงมากๆ ต่างหาก
เพราะว่าเขาไม่แน่ใจว่าจำนวนของเซิร์กในรังนั้นมีจำนวนเท่าใด ถ้าหากในตอนที่เขาสู้จนหมดแรงแล้วแต่จำนวนของเซิร์กยังไม่ลดลง ตอนนั้นทั้งเขาและซิลเวอร์จบเห่แน่
ส่วนวิธีที่สองนั่นก็คือวิ่งไปที่กลางรังของเจ้าพวกแมลงอวกาศนี้และสร้างความเสียหายโดยตรง ทั้งทำลายแลร์ที่เป็นมิชชันพิเศษของเขาและทำลายรังเพื่อบรรลุมิชชันเลื่อนระดับสตูดิโอของเขาเช่นกัน
เพราะเมื่อมินมองไปรอบๆ และเห็นสภาพของบริเวณโดยรอบที่พวกเขาสู้อยู่นั้น ลองจินตาการว่าถ้าเปลี่ยนจากบริเวณนี้ไปเป็นกลางรังของพวกเซิร์ก เขาคงทำเปอร์เซ็นต์ความเสียหายแก่รังพวกมันได้เยอะอยู่ไม่หยอก
และวิธีสุดท้าย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแต่กระนั้น ถ้าเขาใช้วิธีนี้ ตัวมินเองก็แอบรู้สึกเขินอายอยู่เล็กน้อยที่จะใช้มันโดยวิธีดังกล่าวไม่ยากเลยที่จะใช้วิธี ขอเพียงแค่ชายหนุ่มมีความหน้าด้านพอ ก็เพราะวิธีที่สามนั้นก็คือ ขอให้เรนะช่วยยังไงล่ะ!
ครุ่นคิดอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะตัดสินใจกับตัวเองว่าสมควรเลือวิกธีใดก่อนจะ “ย้าก!”
ตะโกนขึ้นสุดเสียงพร้อมกับใช้ปืนทุบสุดแรงไปที่เซิร์กลิ่งตัวหนึ่งที่วิ่งเข้ามาหาตน เปลือกบริเวณนั้นที่โดนชายหนุ่มทุบไปแตกพร้อมกับเลือดสีฟ้าที่ไหลทะลักออกมา
มายและเรนะมองภาพการต่อสู้ของชายหนุ่มอยู่บนโขดหินห่างออกไปจากจุดที่เขาต่อสู้อยู่ประมาณหนึ่งร้อยเมตร สายตาที่พวกเธอมองไปยังชายหนุ่มเป็นสายตานิ่งเรียบ ไม่ได้มีอาการกังวลเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ” หญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวถอนหายใจออกมา
“ช่วยไม่ได้นี่ค่ะ นี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกของเขา ทำได้เท่านี้ก็ถือว่าเยี่ยมมากแล้ว ข้าจำได้ว่าครั้งแรกที่ข้าสู้ แค่ก็อบลินกากๆ ตัวเดียวก็ทำให้ข้าขาสั่นขยับตัวไปไหนไม่ได้” เรนะเอ่ยออกมา
“อย่าพูดถึงเลย ตอนนั้นเจ้าอายุแค่สิบสองเอง” เสียงหวานเอ่ย
“เจ้าค่ะท่านเท-”
หญิงสาวนัยน์ตาสีครามหยุดชะงักกับประโยคที่ตนกำลังจะพูดออกมาเมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวจากบุคคลเบื้องหน้า เธอไม่ได้โมโหหรืออารมณ์เสียกับสายตาของอีกฝ่ายที่ส่งมาหาเธอแต่อย่างใด
กลับกัน หญิงสาวส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้อีกฝ่ายพลางกล่าวออกไปโดยเปลี่ยนคำพูดก่อนหน้านี้ของตัวเองเล็กน้อย
“เจ้าค่ะท่านมาย”
เจ้าของเสียงหวานไม่ได้กล่าวโทษอะไรอีกฝ่าย เธอทำเพียงยกยิ้มมุมปากก่อนจะหันกลับไปมองชายหนุ่มผู้กำลังใช้ปืนของตน ทุบเปลือกเซิร์กลิ่งตัวหนึ่งอยู่
“ไอ้งั่งเอ๊ย! ทำตัวเป็นพวกสมองกล้ามบ้าการต่อสู้ไปได้ ตัดสินใจได้แล้วก็รีบทำสิ”
พูดอย่างเหนื่อยหน่ายออกมา แม้แต่เรนะที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ต้องเผลอขำจากคำพูดอันทิ่มแทงใจของอีกฝ่ายที่พูดถึงมาสเตอร์ของเธอ
__________________________