อวลกลิ่นดอกท้อ ด้ายแดงสวรรค์

    ตอนที่ 30 พี่ใหญ่จาง

    ป๋ายฮวาวิ่งกลับมาหาเขาก่อนจะยื่นผ้าสีขาวให้เฟยหลง ชายหนุ่มมองนางก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยคล้ายไม่เข้าใจว่านางยื่นผ้าสีขาวให้เขาทำไม

    “คุณชายช่วยข้าผูกผ้าหน่อยนะเจ้าคะ” นางยัดผ้าใส่มือเขาเพราะความกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ทำให้นางลืมไปแล้วว่าต้องปิดบังใบหน้าตัวเองเช่นกัน

    เฟยหลงขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมต้องปิดบังใบหน้าด้วย”

    “เดิมทีในเทศกาลก็มีการแต่งกายที่ประหลาดอยู่แล้ว นอกจากนั้นอากาศแดนเหนือยังหนาวเย็น ไม่ใช่เรื่องแปลกเสียหน่อยที่ชาวแดนเหนือจะมีอะไรมาปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้ความหนาวทำร้าย ตอนนี้ท่านสวมหน้ากาก ข้าไม่มีหน้ากากจึงต้องใช้ผ้าปิดบังเพื่อให้เหมาะสมกับคุณชายอย่างไรเล่าเจ้าคะ” นางอธิบาย

    เฟยหลงก้มลงมองกลุ่มผมสีดำเบื้องหน้าของเขา ดวงตาสีนิลเป็นประกายวาบ ทะเลสีดำลึกไร้ที่สิ้นสุดค่อยๆ เกิดระลอกคลื่นสั่นคลอนไม่หยุด มือหนากำผ้าสีขาวแน่นอย่างลืมตัว จู่ๆ เขาก็รู้สึกหวงแหนความรู้สึกนี้เหลือเกิน

    “ถ้าคุณชายไม่อยากผูกให้ข้า ข้าผูกเองก็ได้เจ้าค่ะ” นางหันกลับมามองเขาก่อนจะพยายามแย่งผ้ากลับคืนหลังจากเห็นว่าเฟยหลงไม่ผูกผ้าให้นางเสียที

    เฟยหลงเบี่ยงมือหลบก่อนจะยึดไหล่บางให้หยุดนิ่ง “หันหน้ามา ข้ามองไม่เห็นว่าจมูกของเจ้าอยู่ตรงไหน”

    ป๋ายฮวาเม้มปากจนเห็นลักยิ้มข้างเดียวตวัดสายตามองเขาด้วยความโกรธ “ใบหน้าของข้ามันดูยากจนคุณชายมองไม่เห็นเลยหรือเจ้าคะ”

    “อยู่นิ่งๆ” เฟยหลงยิ้มขำก่อนจะใช้ผ้าสีขาวทาบกับใบหน้าหวานเหลือไว้เพียงดวงตาดอกท้อเท่านั้น มือหนาเอื้อมไปด้านหลังจนใบหน้าของนางคล้ายกับฝังลงหน้าอกแกร่ง ก่อนจะค่อยๆ ผูกปมผ้า หลังจากผูกแน่นแล้วจึงถอยหลังหนึ่งก้าวเพราะกลัวว่านางจะได้ยินเสียงหัวใจของเขาซึ่งกำลังค่อยๆ เต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุขอเพียงนางยืนอยู่ใกล้

    “เหมาะกับข้าหรือไม่เจ้าคะ” ป๋ายฮวาคลี่ยิ้มจนดวงตาดอกท้อโค้งเป็นประกาย หญิงสาวหมุนหนึ่งรอบก่อนจะร้องถาม

    เฟยหลงจ้องมองหญิงสาวที่ดูเหมือนจะโปรดปรานสีขาวเข้ากระดูกด้วยรอยยิ้มมุมปาก ทั้งเอ็นดูทั้งอยากส่ายหน้าให้กับท่าทางหลงตัวเองของนาง อาภรณ์สีขาว รองเท้าสีขาว ต่างหูปิ่นปักผมยังเป็นสีขาว กำไลและพู่หยกล้วนเป็นสีขาวทั้งหมด เหลือไว้เพียงดวงตานิลและผมสีดำเท่านั้น

    เขากระแอมเบาๆ เพื่อกลั้นขำ “หากเจ้ามีผมสีขาว ก็คงจะกลืนหายไปกับหิมะแล้ว”

    ป๋ายฮวาชะงักนิ่งก่อนจะปรายตามองชายหนุ่มด้วยหางตา “หากท่านไม่มีหน้ากากเงิน ท่านก็ถูกความมืดกลืนหายไปเช่นกันนั่นแหละเจ้าค่ะ เหอะ” เสียงหวานตวัดเสียงและมองชายหนุ่มเบื้องหน้าขึ้นลงรอบหนึ่ง

    “ข้าใส่สีดำจนชินแล้ว” เฟยหลงอธิบาย

    “ข้าก็ใส่สีขาวจนชินแล้วเช่นกัน” นางก็อธิบาย

    “เราต่างคนต่างเป็นคนประหลาดเหมือนกัน หยุดพูดจาประชดเถิด ตกลงหรือไม่” เฟยหลงยิ้มขำกับการต่อปากต่อคำของนาง

    ป๋ายฮวาเอียงคอก่อนจะใช้หางตามองท่าทางได้ใจของเขา “เหอะ ใครอยากเป็นคนประหลาดเช่นคุณชายกัน ข้าแค่ชินแล้วเท่านั้นเอง”

    หญิงสาวสะบัดหน้าหนีก่อนจะก้าวเดินต่อเพราะไม่อยากสนใจเขาแล้ว นางไม่เหมือนมหาเทพมังกรดำที่สวมเพียงสีดำประหลาดคนนั้นสักหน่อย เดิมทีนางมีอาภรณ์หลากหลายสีสัน แต่เพราะอยากยั่วโมโหท่านปู่และพี่ใหญ่เท่านั้นจึงสวมชุดสีขาวจนกลายเป็นความเคยชินแล้ว หรือนางควรซื้อชุดสีอื่นมาสวมใส่ดี

    “ได้ๆ ข้าประหลาดคนเดียว” เฟยหลงรับคำและรีบเดินตามร่างเล็กเพื่อเดินขนาบข้าง

    ป๋ายฮวาไม่สนใจจะพูดคุยกับเขาต่อ ใบหน้าหวานก้มลงเค้นสมองว่าตัวเองเหมาะกับเสื้อผ้าสีใดบ้าง สวมใส่สีขาวจนกลายเป็นความเคยชิน นางควรเริ่มจากสวมชุดสีใดดี แต่นางชอบสีขาวไปแล้วนี่นา พอต้องคิดว่าตนเองสวมชุดสีอื่นบ้างนางก็คร้านที่จะเค้นเอาความคิดเรื่องสีมาทำให้ตัวเองปวดหัวอีก

    “ป๋ายเหนียง” เสียงตะโกนร้องเรียกจากที่ห่างไกลทำให้ป๋ายฮวาหยุดยืนนิ่งและมองรอบตัวอยางรวดเร็วว่าใครเป็นผู้เรียกชื่อของนาง เพราะเดินก้มหน้ามุ่ยคิดเรื่องสีของเสื้อผ้าทำให้ตอนนี้นางเดินเข้ามาด้านในของเทศกาลแล้วอย่างไม่รู้ตัว

    หญิงสาวมองผู้คนหลากหลายรอบตัวด้วยความมึนงง ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสัน เพราะเป็นเทศกาลโคมไฟฉลองวันปีใหม่แคว้นเว่ย ทั้งสองข้างทางจึงมีกิจกรรมมากมาย เสียงโหวกเหวกโวยวายทำให้เทศกาลดูครึกครื้นขึ้นมากกว่าเดิม

    ป๋ายฮวาหันไปมองด้านหลังก่อนจะเห็นมือยาวของเฟยหลงคอยกั้นไม่ให้คนเข้ามาใกล้ จึงทำให้นางไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตัวเองเดินเข้ามาในบริเวณของเทศกาลแล้ว เมื่อเงยหน้าสบกับดวงตาดำทะมึนคล้ายมีพายุฝนอยู่ภายในนั้น หญิงสาวก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเขากำลังโกรธอะไรอย่างนั้นหรือ

    “ป๋ายเหนียง ทางนี้” เสียงร้องเรียกดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงสาวที่ตนเรียกยังคงจ้องมองชายหนุ่มสวมหน้ากากเงินจนไม่ได้ยินเสียงตะโกนเรียก

    ป๋ายฮวานสะดุ้งก่อนจะมองไปตามต้นเสียงและเห็นต้าจางกำลังโบกมือให้นางด้วยความตื่นเต้น แม้จะสวมผ้าปิดใบหน้าครึ่งศีรษะแต่กลับรู้ว่านางเป็นใครทำให้ป๋ายฮวาพอใจกับความช่างสังเกตของต้าจางมาก และเพราะเข้าใจถึงข้อนี้เช่นกันจึงทำให้เฟยหลงกวาดตามองชายหนุ่มในชุดสีแดงตัวใหม่ตัดเย็บด้วยผ้าธรรมดาด้วยดวงตาดำทะมึนดั่งมีพายุโหมกระหน่ำอยู่ด้านใน

    “พี่ใหญ่จาง ท่านก็มาเที่ยวเทศกาลเช่นกันหรือเจ้าคะ” ป๋ายฮวาร้องด้วยความดีใจก่อนจะรีบวิ่งไปหาพี่ชายคนซื่อที่คอยช่วยเหลือนางทุกครั้งที่มีปัญหา อาจจะเป็นเพราะเงินที่นางมอบให้แม่ครัวจางทำให้คนซื่อเช่นเขาทำดีกับนาง หรือไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดแต่นางกลับประทับใจมนุษย์เช่นต้าจางที่สุด ตอนที่นางมาโลกมนุษย์มีเรื่องไม่เข้าใจมากมาย ต้าจางก็มักจะยื่นมือเข้ามาช่วยนางเสมอ

    เฟยหลงมองท่าทางดีอกดีใจของหญิงสาวด้วยดวงตาดำมืด คิ้วทั้งสองข้างขมวดกันจนเป็นปมแน่น ก้นบึ้งของดวงตาปรากฏคลื่นใต้น้ำซัดโหมกระหน่ำประดุจมรสุมกำลังจะมาเยือน แววตาเต็มไปด้วยไฟโทสะ รอบกายเต็มไปด้วยไอเย็นยะเยือกแค่มองก็รู้ว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยว เด็กน้อยบางคนถึงกับร้องไห้งอแงและวิ่งเข้าไปกอดแม่ของตัวเองแน่น

    ป๋ายฮวามองตามเฟยหลงซึ่งกำลังเดินตามหลังมาอย่างไม่เข้าใจ จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าหน้าหนาวปีนี้หนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมาหรือไม่นะ นางควรจะเตรียมเสื้อคลุมให้เฟยหลงหนากว่าเดิมหรือไม่

    “ข้ามาเที่ยวเช่นกัน ไม่คิดว่าเจ้าก็มาเที่ยวเล่นเทศกาลโคมไฟปีนี้ด้วย ปีก่อนเจ้ายังฝากข้าซื้อขนมให้อยู่เลย” ต้าจางยื่นขนมมากมายในถุงให้หญิงสาว ซึ่งเดิมทีก็เป็นขนมที่เขาซื้อเตรียมจะเอาไปฝากนางในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว

    ป๋ายฮวารับมาโดยไม่รู้สึกเกรงใจเลยแม้แต่น้อย

    “เดิมทีคิดว่าจะซื้อไปฝากเจ้า ตอนนี้เจ้ามาแล้ว รับไปสิ” ต้าจางคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้ ผ่านมาหลายปีดูเหมือนนางจะไม่เปลี่ยนไปเลย ยังเป็นดรุณีน้อยเช่นเดิมเหมือนวันวาน

    ป๋ายฮวาคลี่ยิ้มกว้างเพราะล้วนเป็นของที่นางชอบทั้งสิ้น มือบางรีบเปิดห่อผ้าก่อนจะยัดขนมเข้าปากโดยไม่รู้สึกหวาดระแวง เฟยหลงมองท่าทางกินขนมของนางด้วยความเย็นชาก่อนจะมองชายหนุ่มเบื้องหน้านิ่งจนต้าจางที่กำลังฉีกยิ้มอยู่เก็บรอยยิ้มและเม้มปากด้วยความไม่เข้าใจว่าเขาไปทำอะไรให้ผู้ชายคนนี้โกรธอย่างนั้นหรือ

    “คุณชาย” ต้าจางเอ่ยเสียงเบาด้วยความหวาดกลัวและประสานมือทำความเคารพเฟยหลงช้าๆ ทันทีที่เห็นชายหนุ่มแปลกหน้าข้างกายป๋ายเหนียงก็รู้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้มีฐานะอะไร

    แม้จะถูกหน้ากากปิดบังแต่หากตั้งใจมองก็จะเห็นรอยประหลาดสีม่วงได้ไม่ยาก แม้คุณชายผู้นี้จะไม่มีตัวตนมาตลอด 7 ปีแต่หากผู้ใดทำงานในจวนอ๋องมานานล้วนรู้ว่าเรือนท้ายจวนของท่านอ๋องเว่ยชียังคงมีชายหนุ่มประหลาดอาศัยอยู่อีกหนึ่งคน

    เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเย็นชาก่อนจะแย่งขนมในมือของป๋ายฮวาและยัดใส่มือต้าจางคืนไม่สนใจมารยาท “พวกเราซื้อกินเองได้” เขาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจนต้าจางต้องแอบลูบแขนของตัวเองเบาๆ

    ความรู้สึกหวาดเกรงและความหนาวเย็นเช่นนี้ ต้าจางไม่เข้าใจเหลือเกินว่าป๋ายเหนียงซึ่งตัวเล็กและอ่อนหวานถึงเพียงนั้นจะสามารถทนอยู่กับเจ้านายน่ากลัวเช่นเขาได้อย่างไร ดวงตาดำทะมึนที่กำลังจ้องมองทำให้ต้าจางรู้สึกเกรงขามและเกรงกลัวในเวลาเดียวกัน

    เขาทำอะไรให้เจ้านายที่อยู่เรือนหลังผู้นี้ไม่พอใจงั้นหรือ

    “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านเก็บไว้ให้เสี่ยวหลางเถิด” ป๋ายฮวาขมวดคิ้วมองเฟยหลงด้วยความไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเขา แม้จะไม่เข้าใจก็ตามว่าเฟยหลงซึ่งเคยอารมณ์ดีเหตุใดจึงเปลี่ยนอารมณ์กลายเป็นคนเย็นชา

    หรือว่าก่อนที่นางจะลงมาโลกมนุษย์ พี่ใหญ่จางเคยรังแกเฟยหลงงั้นหรือ จึงทำให้คุณชายของนางโกรธพี่ใหญ่จางและมีกลิ่นอายสังหารวนเวียนรอบตัวเช่นนี้ ป๋ายฮวามองพี่ใหญ่จางหนึ่งครั้งและหันไปมองเฟยหลงอีกครั้งด้วยความมึนงง

    เฟยหลงเมื่อรู้ว่าหญิงสาวไม่ขัดคำพูดตัวเองจึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมานิดหนึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์กับความสนิทสนมของนางกับพี่ใหญ่จางอยู่ดี ความรู้สึกแสบร้อนกลางหน้าอกราวกับกลืนก้อนถ่านร้อนๆ ลงไป เขาก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ แต่รู้เพียงว่าตัวเองไม่ชอบหน้าของพี่ใหญ่จางผู้นี้เอามากๆ

    “รอเดี๋ยว” ป๋ายฮวาบอกทั้งสองก่อนจะวิ่งไปแผงลอยด้านข้างและหยิบต่างหูหยกธรรมดาคู่หนึ่งและโคมไฟรูปกระต่ายประณีตอีกอันหนึ่ง หลังจากจ่ายเงินเสร็จก็รีบวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว

    “ฝากเอาให้ทั้งสองคนนั้นด้วยนะเจ้าคะ” ป๋ายฮวาบอกเพราะนางคงรอพบหน้าทั้งสองไม่ได้แล้ว นางมักจะรู้สึกรอบกายเย็นยะเยือกขึ้นมาเล็กน้อย แผ่นหลังเย็นวาบ ต้นเหตุต้องมาจากชายหนุ่มหน้ากากเงินข้างตัวนางอย่างแน่นอน

    หากยืนต่ออีกหน่อยพายุคงได้ฟาดลงกลางงานเทศกาล ท่าทางที่เหมือนกับไม่สบอารมณ์ทุกอย่างรอบตัว ร่างกายสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำกระจายความเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้และยอมเดินเลี่ยงไปอีกทาง เฟยหลงเพียงยืนกอดอกนิ่งด้วยความเย็นชาจ้องมองต้าจางไม่วางตาคล้ายอยากจะฆ่าเขาให้ตายเสียตรงนี้ทำให้นางอยากจะลากเขาให้เดินหนีออกไปจากที่นี่เหลือเกิน

    ตอนเด็ก เขาต้องเคยถูกพี่ใหญ่จางรังแกมาก่อนแน่นอน

    “ได้อย่างไร” ต้างจางมองของทั้งสองอย่างในมือด้วยความเกรงใจ แม้ป๋ายเหนียงจะมีของเช่นนี้ให้พวกเขาทุกเทศกาลแต่ก็ยังรู้สึกเกรงใจนางมากอยู่ดี มันอาจจะเป็นของเล็กน้อยในความคิดของนางแต่กลับเป็นของล้ำค่าและราคาแพงในสายตาพวกเขา

    เมื่อปีก่อนนางยังส่งกำไลหยกและกำไลข้อเท้าทองให้เขา หากปีนี้ยังรับไว้อีกเขาก็ละอายใจตัวเองเกินจะรับไหวแล้ว

    “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจะพูดเช่นนี้ ข้าไม่ได้ซื้อให้ท่านนี่นา ข้าซื้อให้สองคนนั้นต่างหาก ขอให้มีความสุขในเทศกาลโคมไฟนะเจ้าคะ ข้าขอตัวก่อน” ป๋ายฮวารีบพูดก่อนจะคว้าแขนของชายหนุ่มสวมหน้ากากด้านข้างเดินหนีไปอย่างรวดเร็วเมื่อสังเกตเห็นว่าเขากำลังจ้องมองโคมไฟกระต่ายจนแทบจะเกิดไฟลุกท่วมอยู่แล้ว

    เฟยหลงขมวดคิ้วเดินตามแรงของมือเล็กด้วยความเย็นชา ก่อนจะหันหลังไปมองชายหน้าซื่อซึ่งกำลังถือโคมไฟรูปกระต่ายด้วยรอยยิ้ม จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าแสงจากโคมไฟกระต่ายนั้นแสบตาเกินไปแล้ว ในใจอยากจะจุดไฟเผาทำลายมันทิ้งให้สิ้นซาก

    “คุณชายไม่พอใจอะไรหรือเจ้าคะ หรือเมื่อก่อนพี่ใหญ่จางเคยทำเรื่องไม่ดี ใช่หรือไม่เจ้าคะ” เมื่อเดินออกมาไกลพอสมควรนางจึงหันมาถามเขาด้วยความไม่เข้าใจกับท่าทางเย็นชาที่ไม่มีที่มาเช่นนี้

    เฟยหลงเม้มปากแน่นก่อนจะหันไปด้านอื่นไม่อยากสนใจคนตัวเล็กอีกต่อไป เขาไม่อยากจะคุยกับนางแล้ว หากนางยังไม่พอใจก็ไปคุยกับพี่ใหญ่จางของนางสิ

    “ท่านเป็นอะไรกันแน่” ป๋ายฮวาพยายามพูดคุยเสียงเย็นเมื่อเห็นท่าทางเอาแต่ใจและน้อยใจคล้ายเด็กน้อยของบุรุษตัวโต

    เฟยหลงเงยหน้ามองโคมไฟสีแดงไม่อยากจะสนใจคำพูดของนางอีก

    “คุณชายไม่พอใจสิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวจะได้รู้ว่าควรทำอย่างไร” ป๋ายฮวาพอเห็นท่าทางของเขาจึงกลับมาแทนตัวเองว่าบ่าวเช่นเดิม

    และคำพูดของนางก็ได้ผลทันที เมื่อจบประโยคเฟยหลงก็หันกลับมาสบตากับนางด้วยความเย็นชาอย่างรวดเร็ว “ไม่ต้องมาประชดข้า ข้าแค่อยากรู้ว่าทำไมเจ้าต้องซื้อโคมไฟให้เขาด้วย”

    ป๋ายฮวาเอียงคอไม่เข้าใจ “คุณชายก็อยากได้โคมไฟเช่นกันหรือเจ้าคะ คุณชายอยากได้ตัวไหน ข้าสามารถซื้อให้คุณชายได้อีกเยอะเลย ขอเพียงคุณชายถือไหว ข้าสามารถซื้อโคมไฟทั้งงานให้คุณชายได้นะเจ้าคะ”

    หลังจากฟังคำพูดของนางคิ้วทั้งสองข้างของเฟยหลงก็คลายออกเล็กน้อย แต่ก็ยังรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของนางอยู่ดีคล้ายมีตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง เหมือนจะรู้สึกดีใจที่ตัวเองได้หลายตัวกว่า แต่เขาก็ยังไม่ชอบใจที่นางซื้อของให้ชายอื่นอยู่ดี

    “อารมณ์ดีหรือยังเจ้าคะ” ป๋ายฮวาแกว่งมือหนา

    เฟยหลงขมวดคิ้ว “ทำไมเจ้าต้องซื้อโคมไฟให้เขาด้วย” ทำไมนางต้องซื้อของให้ต้าจางคนนั้นด้วย นอกจากนี้ยังรับขนมมากินโดยไม่รู้สึกระแวงเลยแม้แต่น้อย เรื่องพวกนี้มันทำให้เขารู้สึกว่าคล้ายมีก้างปลาที่ติดอยู่ตรงลำคอในยามที่เขาเคยเป็นเด็กเลย

    “ข้าไม่ได้ซื้อให้พี่ใหญ่จางสักหน่อย ข้าซื้อให้พี่สะใภ้จางและเสี่ยวหลางบุตรชายของพี่ใหญ่จางต่างหาก ท่านคงไม่หวงของแม้แต่กับเด็กชายวัย 2 ขวบหรอกนะเจ้าคะ” ป๋ายฮวาถามด้วยรอยยิ้ม เข้าใจแล้วว่าเฟยหลงคงจะหวงของเท่านั้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าร่วมเทศกาลและมอบของให้ผู้อื่น

    เฟยหลงชะงัก ใบหน้ารู้สึกชาวาบประหลาด “พี่สะใภ้ บุตรชาย” เขาทวนคำพูด

    “นั่นเจ้าค่ะ พี่สะใภ้จางและเสี่ยวหลาง เพราะพี่ใหญ่จางมักเกรงใจของที่ข้าซื้อให้เสมอ ข้าจึงซื้อของให้ทั้งสองแทนเจ้าค่ะ” ป๋ายฮวาชี้ให้เห็นสามคนพ่อแม่ลูกซึ่งกำลังเดินดูของตามแผงลอย

    ด้านข้างของพี่ใหญ่จางมีหญิงสาววัย 20 ปี ส่วนในมือก็กำลังโอบอุ้มเด็กชายซึ่งกำลังมองโคมไฟกระต่ายด้วยความตื่นเต้นและชอบใจเป็นอย่างมากจนเกิดรอยยิ้มกว้างทั่วใบหน้ากลมๆ ของเขาเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับโคมไฟประณีตถึงเพียงนี้

    เฟยหลงมองตามนิ้วชี้ของนาง ร่างกายชะงักนิ่งตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นชัดถึงครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกก็รีบเสมองไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ความไม่พอใจทั้งหลาย ความแสบร้อนกลางหน้าอก ก้างปลาซึ่งติดคออยู่ก็หายไปมลายสิ้นคล้ายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจนเขารู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อยกระทั่งแอบเผยรอยยิ้มกว้างภายใต้หน้ากากออกมา

    ไม่นานก็กลับมาขมวดคิ้วอีกครั้ง นางเคยพยายามซื้อของให้พี่ใหญ่จางด้วยหรือ แม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่เขาทำเป็นไม่สนใจได้ หลังจากมองเห็นครอบครัวเล็กๆ สามคนพ่อแม่ลูกเดินเคียงคู่กัน จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าต้าจางคนนี้ไม่ได้ขัดตาถึงเพียงนั้นแล้ว

    “คุณชายเป็นอะไรหรือเจ้าคะ” ป๋ายฮวาถามเมื่อเห็นท่าทางเขาอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างไร้ที่มา ตกลงแล้วเขาไม่พอใจเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ

    เฟยหลงกระแอมไอเปลี่ยนเรื่องคุย “เจ้าชอบขนมอะไรหรือ ต่อไปนี้ทุกปีเรามาเที่ยวเทศกาลนี้ดีหรือไม่ พวกเราจะได้ซื้อขนมที่เจ้าชอบกลับไปด้วย” เพราะต่อไปข้าจะเป็นคนคนเดียวที่ซื้อขนมให้เจ้าเอง เฟยหลงพูดประโยคสุดท้ายในใจ ความรู้สึกหวงแหนเหล่านี้ทำให้เขาไม่อยากแบ่งความสนใจความเอาใจใส่ของหญิงสาวเบื้องหน้าให้คนอื่นเลยแม้แต่น้อย

    ความคิดที่ฝังรากลึกในวันนี้แม้เวลาผ่านไปนานหลายปี เมื่อเขาเติบใหญ่มากขึ้น อายุมากขึ้นกว่าเดิม หรือเป็นวันที่เขามีตำแหน่งมีอำนาจอยู่เหนือคนนับล้าน หรือแม้แต่วันที่เขาเหยียบใต้หล้าไว้ใต้ฝ่าเท้า ต่อให้ช่วงนั้นพวกเขาอยู่ห่างไกลกันแค่ไหน เฟยหลงก็จะหาโอกาสกลับมาพานางไปเที่ยวเทศกาลโคมไฟในทุกปี

    หลายร้อยปีผ่านไปเกิดเป็นตำนานรักกล่าวไว้ว่ามีแม่ทัพท่านหนึ่งเคยควบม้าทั้งกลางคืนทั้งกลางวันหลายร้อยลี้เพียงเพื่อพาสาวงามเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟ ห่อม้าฝ่าหิมะท่ามกลางความหนาวเสียดกระดูกหลายร้อยลี้ขอเพียงแลกกับรอยยิ้มของหญิงงามในดวงใจผู้เดียว


    ขี่ม้าผ่านคืนวันสี่ฤดูกาล

    ข้ามผ่านสามพิภพพันโลกา

    ขอเพียงได้กระซิบข้างหูของนวลนาง

    บอกชอบที่มีนางในอ้อมกอดเหนือทุกสิ่ง