หลินมู่หยางมาถึงหอการค้าของสำนักศึกษาตั้งแต่เช้าตรู่ถึงกระนั้นกลับพบว่าตนเองมาช้ากว่าผู้อื่นบัดนี้ภารกิจทั่วไปกับภารกิจลำบากถูกเลือกไปหมดแล้วเหลือเพียงภารกิจอันตรายจำพวกเข้าแดนโลหิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ซึ่งตรงกับความปรารถนาของเขาพอดี
แต่ความยินดีก็พังทลายอย่างรวดเร็วภารกิจอันตรายต้องทำร่วมกับผู้อื่น สมาชิกในกลุ่มต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดที่สำคัญคือผ่านการลงทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจ
หลินมู่หยางในตอนนี้ไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนร่วมหอหากต้องหาคนร่วมกลุ่มให้ได้ห้าคนในวันเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้อีกทั้งในกลุ่มต้องมีนักสำรวจระดับสามัญอย่างน้อยสองคนตนเองที่ยังอยู่ในระดับฝึกฝนย่อมรู้สึกท้อแท้ห่อเหี่ยวเป็นธรรมดา
แม้จะผ่านการฝึกฝนมาเป็นเวลาครึ่งปีแต่สถานะของเขายังไม่เปลี่ยนแปลงการฝึกกายาเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เขากลายเป็นนักสำรวจระดับสามัญได้จำเป็นต้องสร้างผลงานและหลอมกายาให้ถึงระดับชำระเนื้อเปลี่ยนเส้นเอ็นจึงจะมีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง
หลินมู่หยางทำได้เพียงนั่งรออย่างใจเย็นเมื่อก่อนเขาก็ไม่มีกลุ่มในการออกล่าสมบัติ อาศัยนั่งรอตามค่ายนักล่าสมบัติหากวันไหนโชคดีก็ได้รับว่างจ้างให้เข้ากลุ่ม ช่วยแบกของหรือคุ้มกันนักธนูหากวันไหนไม่มีโชคก็ทำได้เพียงออกเดินทางหาสมุนไพรตามรอบนอกของป่าชายขอบ ไม่กล้าเดินทางเข้าไปด้านในด้วยตัวคนเดียว
"เหล่ามู่กับเหล่าเฉิงไม่สามารถมาได้ตอนนี้กลุ่มของเราขาดผู้ร่วมเดินทางอีกสองคน ควรทำเช่นไรดีชักชวนคนรู้จักเก่าหรือเสาะหาเอาแถวนี้?"
เสียงสนทนาดังขึ้นตรงเบื้องหน้าหลินมู่หยางเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความงุนงง ไม่คิดว่าโอกาสจะมาถึงเร็วเพียงนี้ชายหนุ่มสง่างามสองคนกำลังยืนสนทนาอยู่หน้ากระดานภารกิจ คนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมเข้ม สวมชุดนักศึกษาสีดำ แสดงออกถึงตำแหน่งนักสำรวจระดับสามัญขึ้นไปอีกทั้งยังฝึกฝนกายาถึงระดับชำระเนื้อเปลี่ยนเส้นเอ็นอีกคนหนึ่งรูปร่างใกล้เคียงกับเขา แต่ผอมบางกว่าเล็กน้อย ใบหน้าห้าวหาญดุดัน
“คงต้องหาเอาจากแถวนี้แหละชักช้ากว่านี้จะไม่ทันการณ์แล้วภารกิจตามหาสมุนไพรที่พวกเรารับมาครั้งนี้เป็นภารกิจเร่งด่วนยิ่งออกเดินทางไวยิ่งดี หากชักช้าหนึ่งวันจะถูกหักหินวิญญาณหนึ่งส่วน”
สตรีร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งพูดพร้อมกับเดินเข้ามารวมกลุ่มใบหน้าของนางสวยงามจนทุกคนหันมองแต่สายตาอันเย็นชาคู่นั้นกลับไม่แยแสผู้คนแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นก็ป่าวประกาศเลยดีหรือไม่”
หลินมู่หยางได้ยินดังนั้นรีบพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวก็มาถึงด้านหลังของหญิงสาวผู้นั้น ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า
“ศิษย์น้องหลินมู่หยางจากหอไผ่เขียวฝึกฝนกายาระดับผลัดผิวหลอมหนังขั้นปลาย ขอร่วมทางไปกับกลุ่มของศิษย์พี่ได้หรือไม่?”
หลินมู่หยางพูดรวดเดียวก็บอกสิ่งที่ควรกล่าวออกมาทั้งหมดเป็นผลพวงจากประสบการณ์ที่ได้รับในค่ายนักล่าสมบัติมาหลายปีทั้งสามคนหันมามองดูเขาด้วยความประหลาดใจไม่นึกว่าจะมีคนเสนอตัวเข้าร่วมกลุ่มอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
“เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ที่พยายามขึ้นบันไดเก้าร้อยขั้นสุดท้ายคนนั้นอีกทั้งยังเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวของหอไผ่เขียวบนยอดเขาผลการฝึกฝนหลายเดือนมานี้ก็ดูไม่เลว พวกเจ้าคิดว่าสมควรรับเข้ากลุ่มหรือไม่”
บุรุษร่างสูงใหญ่หันไปถามสมาชิกอีกสองคนทั้งคู่ล้วนยักไหล่บอกใบ้ว่าไม่ขัดข้องแสดงออกถึงความเชื่อมั่นและรู้ใจกันเป็นอย่างดี
หลินมู่หยางรู้สึกตื่นตัวเล็กน้อยเรื่องราวของเขากลับถูกถ่ายทอดออกมาจากปากผู้อื่นโดยไม่ผิดพลาดแสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านการข่าวของกลุ่มอำนาจในสำนักศึกษาแห่งนี้การแย่งชิงตำแหน่งสำคัญต้องดุเดือดอย่างแน่นอน
“ข้า...เว่ยเฉิงอันเป็นหัวหน้ากลุ่มอาชาหมื่นลี้ สหายคนนี้คือเล่ยจวิ้น และนางคือเจียงอวี้หลานพวกเราล้วนเป็นนักสำรวจระดับสามัญเผอิญว่าวันนี้สหายอีกสองคนติดธุระไม่อาจเข้าร่วมภารกิจ คงต้องรบกวนสหายหลินแล้ว”
หลินมู่หยางรีบกล่าวคำขอบคุณพลันรู้สึกดีต่อศิษย์พี่เว่ยเฉิงอันมากกว่าเดิมการแสดงออกและมารยาทของคนผู้นี้เสมือนได้รับการอบรมมาจากตระกูลใหญ่ไม่โอ้อวดหรือยกตนข่มท่าน กลับให้เกียรติเขาคล้ายสหายผู้หนึ่ง
“ข้าก็ต้องการร่วมด้วยศิษย์พี่เว่ย”
“รับข้าไปด้วยนะศิษย์พี่เว่ยผู้ยิ่งใหญ่”
“ได้โปรดเลือกข้าศิษย์พี่...”
พวกที่กำลังแอบฟังบทสนทนาของพวกเขาต่างแสดงตัวออกมานับสิบคนล้วนต้องการอาศัยบารมีของกลุ่มอาชาหมื่นลี้ท่องแดนโลหิตหากเดินทางไปพร้อมกับผู้มีประสบการณ์โชกโชนเหล่านี้คงปลอดภัยและได้รับส่วนแบ่งไม่น้อย
ในขณะที่เว่ยเฉิงอันกำลังลังเลว่าสมควรเลือกใครดีอยู่นั้นสตรีใบหน้างดงามผู้หนึ่งก็แหวกผู้คนเข้ามาพร้อมกับพูดเสียงดังว่า
"ถ้าเช่นนั้น...เพิ่มข้าอีกคนได้หรือไม่"
หลินมู่หยางเงยหน้ามองดูคนผู้นั้นด้วยความแปลกใจเล็กน้อยสตรีในชุดสีเขียวไม่ใช่ใครอื่นไกลกลับเป็นไป๋หลิงซวงที่มาจากเมืองหันซุยเช่นเดียวกับเขา
“เจ้าก็อยากไปแดนโลหิต?”
ไป๋หลิงซวงยิ้มเล็กน้อยเมื่อสบตากับชายหนุ่มที่คุ้นเคยจากนั้นหันไปทักทายเว่ยเฉิงอันและพวกรอบหนึ่งคนที่มาสมัครก่อนล้วนรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น
เว่ยเฉิงอันคล้ายจะพบว่าหลินมู่หยางกับสตรีผู้นี้รู้จักกันมาก่อนจึงส่งสายตาให้เขาไขข้อสงสัย หากว่าเป็นพวกเดียวกันจริงสามารถรับเข้ากลุ่มทันทีโดยไม่ต้องคัดเลือกให้ยุ่งยาก
“เป็นสหายที่มาจากเมืองหันซุยนางเชี่ยวชาญการลอบสังหารและการใช้อาวุธลับ น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับพวกท่านได้”
เมื่อได้ยินดังนั้นเว่ยเฉิงอันก็ตัดสินใจรับไป๋หลิงซวงเข้ากลุ่มหากเป็นคนคุ้นเคยของสมาชิกในกลุ่มย่อมพูดคุยและต่อสู้ร่วมกันได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเสียเวลาอธิบายหลายรอบให้เปลืองน้ำลาย
หลินมู่หยางจำเป็นต้องเปลี่ยนอาวุธตามคำขอของเว่ยเฉิงอันหันกลับมาใช้ดาบและโล่อีกครั้งเนื่องจากเจียงอวี้หลานเป็นมือธนูที่รับหน้าที่ตัดสินผลแพ้ชนะจึงต้องมีคนคอยคุ้มกันอยู่ข้างกาย
“ในแดนโลหิตมีสัตว์อสูรที่เป็นนักย่องเบามากมายตอนที่เล็งและยิงธนูจะใช้สมาธิมากเป็นพิเศษ ทำให้สูญเสียการป้องกันตนเองเจ้าต้องคอยปกป้องนาง”
หลินมู่หยางตอบรับทันทีเขาเคยออกเดินทางกับนักล่าสมบัติหลายกลุ่มย่อมเข้าใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เป็นอย่างดี มือธนูในกลุ่มสามารถชี้ขาดผลแพ้ชนะได้
ระยะทางจากยอดเขาเทียนเฟิงไปยังแดนโลหิตนั้นใช้เวลาถึงสามเค่อพวกเขาไม่ได้ใช้พาหนะในการเดินทาง ทำให้ถึงจุดหมายปลายทางล่าช้ากว่ากำหนดพอมาถึงค่ายนักล่าสมบัติก็เป็นเวลาบ่ายแล้วจึงพากันหยุดพักและหาซื้อของที่จำเป็นหลายชนิด
เว่ยเฉิงอันพาทั้งหมดเดินเข้าไปในตลาดเสียงเอะอะโวยวายดังไล่หลังตลอดทางสุดท้ายมาถึงร้านขนาดเล็กที่มุงหลังคาด้วยใบหญ้าเจ้าของร้านตัวอ้วนกลมรีบออกมากล่าวต้อนรับ ทำท่าพินอบพิเทายิ้มแย้มแจ่มใสคล้ายเถ้าแก่ใจดีผู้หนึ่ง
“หลี่ต้าหนิวยินดีต้อนรับสหายเว่ยและพรรคพวกโอสถต้านไอพิษจากหญ้ากร่อนกระดูกมีขายแค่ในสถานที่แห่งนี้เท่านั้นพวกท่านอย่าลืมซื้อเก็บไว้ให้พอใช้ ควรจะมีไว้อย่างน้อย...ยี่สิบเม็ดหากเป็นกลุ่มอาชาหมื่นลี้ของสหายเว่ย เราจะลดราคาให้ครึ่งหนึ่งขอเพียงขากลับแบ่งขายหญ้าน้ำค้างให้เราบ้าง”
เว่ยเฉิงอันผงกศีรษะคราหนึ่งรับข้อเสนอของหลี่ต้าหนิวโดยไม่ขบคิดมากความ ทุกครั้งที่เขามายังแดนโลหิตมักจะแวะทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าในค่ายแห่งนี้จึงคุ้นเคยกับคนเหล่านี้เป็นอย่างดี
เว่ยเฉิงอันจ่ายเงินเหรียญซื้อยาลูกกลอนไปหลายพันเหรียญการซื้อขายนอกสำนักศึกษาใช้เหรียญเงินแทนหินวิญญาณดังนั้นเขาจึงเตรียมเหรียญเงินมามากพอสมควรจากนั้นแจกจ่ายยาลูกกลอนให้คนในกลุ่มคนละสิบเม็ด ด้วยความชำนาญในพื้นที่ของพวกเขาไม่จำเป็นต้องมียาลูกกลอนพวกนี้มากเกินไป
หลังจากเสียเวลาในค่ายนักล่าสมบัติเกือบครึ่งชั่วยามกลุ่มอาชาหมื่นลี้ก็ออกเดินทางเข้าสู่แดนโลหิตแต่เนื่องจากต้องผ่านพื้นที่ป่าชายขอบอันกว้างขวางเดินทางได้สองชั่วยามพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า จึงพากันพักแรมในพื้นที่สูงแห่งหนึ่ง
พื้นที่ป่าชายขอบได้รับผลกระทบจากการแผ่กลิ่นอายของแดนโลหิตทำให้สิ่งมีชีวิตในพื้นที่กลายเป็นกึ่งกลายพันธุ์หรือกึ่งสัตว์อสูรพืชในพื้นที่ก็ดูดซับกลิ่นอายเหล่านี้ทำให้บางชนิดเกิดการกลายพันธุ์เป็นสมุนไพรล้ำค่าถึงจะด้อยกว่าสมุนไพรที่อยู่ในแดนโลหิต แต่ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
เว่ยเฉิงอันเผาขนของพยัคฆ์เขี้ยวเงินเพื่อขับไล่สัตว์กึ่งกลายพันธุ์ที่จับตาดูพวกเขาพวกมันแอบตามติดมาตั้งแต่แรก เพียงแต่เห็นคนจำนวนมากจึงยังไม่กล้าลงมือไม่นานก็พากันหลบหนีเพราะกลิ่นสาบจากการเผาขนพยัคฆ์เขี้ยวเงินค่ำคืนอันหนาวเหน็บจึงผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีสัตว์ร้ายตัวใดกล้าเข้ามาก่อกวนอีก
ทั้งห้าคนออกเดินทางแต่เช้าตรู่จึงเข้าสู่แดนโลหิตตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เมื่อก้าวเข้าเขตแดนโลหิตบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนแปลงไปทันที หมอกสีแดงจางๆ ลอยล่องอยู่เหนือพื้นดินต้นไม้ใบหญ้าล้วนมีรูปร่างแปลกตา บางต้นมีใบสีดำแต่ผลกลับเป็นสีขาวบางต้นมีลำต้นบิดเบี้ยวราวกับถูกบางสิ่งดัดให้มันงอเช่นนั้นยิ่งพินิจดูก็ยิ่งแปลกตา
หลินมู่หยางมองไปรอบตัวอย่างระมัดระวังเขาเคยเห็นแดนโลหิตจากระยะไกลมาหลายครั้งแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบย่ำเข้ามาในดินแดนต้องสาปนี้รู้สึกว่าทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยอันตราย การหายใจเข้าออกก็ลำบากกว่าภายนอก
“เป้าหมายของพวกเราคือตามหาสมุนไพรหายากสี่ชนิดได้แก่หญ้าน้ำค้าง เถาวัลย์ดินแดง ผลสาลี่ดำ และหญ้าใบหินเนื่องจากภารกิจครานี้เป็นภารกิจเร่งด่วน ต้องรีบทำให้เสร็จสิ้นภายในสามวัน”
ชื่อของสมุนไพรเหล่านี้ไม่ได้ฟังดูพิสดารแต่อย่างใดแต่ทั้งสี่ชนิดล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำยาลูกกลอนเสริมกายาเติบโตได้ในพื้นที่แดนโลหิตเท่านั้น ไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้จึงเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะผลสาลี่ดำที่หายากเป็นพิเศษเป็นสมุนไพรที่มักถูกยึดครองโดยหมูป่าเขี้ยวดาบผลของมันเป็นอาหารโปรดของสัตว์อสูรประเภทนี้ เนื่องจากพวกมันมักอยู่รวมกันเป็นฝูงจึงยากที่จะจัดการโดยไม่ได้รับความสูญเสีย
พวกเขาเริ่มค้นหาสมุนไพรตามเส้นทางที่เดินผ่านไม่นานนักก็พบหญ้าน้ำค้างขึ้นอยู่บริเวณโขดหินบนเนินสูงแห่งหนึ่งในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยวอยู่นั้นทุกคนล้วนลืมระมัดระวังตัวไปชั่วครู่
ทันใดนั้นเสียงคำรามแหลมเล็กพลันดังขึ้นสิ่งมีชีวิตสองร่างพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ มันคือมุสิกสายฟ้าตัวเต็มวัยคู่หนึ่งประกายสีฟ้าแซมอยู่ตามปลายขนสีดำ แสดงให้เห็นว่ามันผ่านการเลื่อนระดับมาแล้วย่อมแข็งแกร่งกว่าตัวที่หลินมู่หยางเคยสังหารในลานประลอง
สัตว์ร้ายทั้งสองพุ่งใส่เป้าหมายด้วยความเร็วสูงสุดคล้ายเงาดำสองสายกระโจนเข้าหาเจียงอวี้หลานที่อยู่ใกล้ที่สุดเล่ยจวิ้นที่ยืนอยู่ถัดไปมีปฏิกิริยาตอบสนองค่อนข้างไวรีบเคลื่อนกายไปอยู่ด้านหน้าแล้วแทงทวนออกไปอย่างรวดเร็ว
มุสิกสายฟ้าตัวหนึ่งถูกทวนแทงสวนจนต้องเปลี่ยนทิศทางอีกตัวกระโดดข้ามหัวเล่ยจวิ้นแล้วจู่โจมใส่เจียงอวี้หลานดังเดิมทันใดนั้นก็ปรากฏโล่เหล็กกระแทกใส่มันจนล้มกลิ้งไปคลุกฝุ่นรอบหนึ่งยังไม่ทันที่จะลุกขึ้นมายืนหยัดอีกครั้งก็ปรากฏเงาทวนจู่โจมใส่จนมืดฟ้ามัวดิน
เว่ยเฉิงอันสมกับเป็นทายาทแม่ทัพใหญ่ในอดีตเพลงทวนของมันรวดเร็วและพลิกแพลงกว่าเล่ยจวิ้นเสียอีกเพียงสิบกระบวนท่าก็สามารถปลิดชีพมุสิกสายฟ้าตัวนั้นปลายทวนแทงทะลุอกสัตว์อสูรพร้อมกับยกชูค้างไว้ในอากาศ แสดงออกถึงพละกำลังอันมหาศาล
ทางด้านเล่ยจวิ้นก็แสดงออกถึงเพลงทวนอันสูงส่งเช่นกันแม้จะไม่พลิกแพลงหรือดุดันเท่าเว่ยเฉิงอันแต่ใช้ยี่สิบกระบวนท่าก็สังหารคู่ต่อสู้ได้
ทั้งหมดรีบช่วยกันชำแหละร่างของมุสิกสายฟ้าทุกส่วนบนร่างของมันล้วนขายได้ เนื้อสามารถนำมาปรุงอาหารหนังเป็นของจำเป็นในการผลิตกระเป๋าและเครื่องหนังชั้นสูงแต่ที่ล้ำค่าที่สุดย่อมเป็นหินวิญญาณที่ฝังอยู่กลางอกของพวกมันเว่ยเฉิงอันพินิจดูหินวิญญาณในมือ กล่าวว่า
“หินวิญญาณดิบของมุสิกสายฟ้าที่เลื่อนระดับแล้วแวววาวยิ่งนักคงจะมีราคามากกว่าตัวที่ยังไม่ได้เลื่อนระดับกลับไปรอบนี้ส่วนแบ่งของแต่ละคนต้องมากกว่าหนึ่งร้อยหินวิญญาณอย่างแน่นอน”
สิ่งที่น่าพิศวงคือร่างของพวกมันจะสูญสลายอย่างรวดเร็วในแดนโลหิตดังนั้นนักสำรวจและนักล่าสมบัติจะพกสารดองศพติดตัวเวลาเข้ามาในแดนโลหิตมีเพียงสิ่งนี้ที่จะยังยั้งไม่ให้เนื้อหนังของสัตว์อสูรสูญสลายกลายเป็นดินต่อหน้าต่อตา
เวลาผ่านไปสามชั่วยามพวกเขาเก็บสมุนไพรอย่างหญ้าน้ำค้าง เถาวัลย์ดินแดง และหญ้าใบหินได้ตามเป้าหมายถูกจู่โจมโดยมุสิกสายฟ้าและจิ้งเหลนไฟหลายรอบ ล้วนจัดการได้อย่างไม่ยากเย็นแต่กลับไร้วี่แววของผลสาลี่ดำกับหมูป่าเขี้ยวดาบ
"หากต้องการหาต้นสาลี่ดำพวกเราต้องหาที่อยู่ของหมูป่าเขี้ยวดาบให้เจอเสียก่อน"
เว่ยเฉิงอันพูดออกด้วยน้ำเสียงคร่ำเครียดการตามหาหมู่ป่าเขี้ยวดาบไม่ง่ายอย่างที่คิดสถานที่ที่พวกมันเคยอยู่ล้วนกลายเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรตัวอื่นหลินมู่หยางที่เงียบมาตลอดมองพื้นดินเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวขึ้นมาว่า
"ข้าเคยตามล่าหมูป่ามาแล้วหลายครั้งคาดว่าพฤติกรรมของพวกมันไม่ต่างกันมากนักบางทีอาจใช้วิธีนั้นตามหาหมูป่าเขี้ยวดาบเจอ พวกท่านคิดเห็นเช่นไร"
ทุกคนหันมามองด้วยความงุนงงคล้ายกับคาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มวัยสิบหกย่างสิบเจ็ดผู้หนึ่งจะเคยเป็นนายพรานมาก่อนแต่การแสดงออกที่ไม่ธรรมดาของหลินมู่หยางตลอดทางที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาคุ้นเคยกับชีวิตในป่าเป็นอย่างดี เว่ยเฉิงอันจึงว่า
"เช่นนั้นก็ลองดูเถอะคงดีกว่าตามหาอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้"
หลินมู่หยางเริ่มต้นด้วยการมองหาแหล่งน้ำสัตว์ป่าทุกชนิดจำเป็นต้องดื่มน้ำ โดยเฉพาะหมูป่าที่ตะกละและมีรูปร่างใหญ่โตยิ่งต้องการน้ำในปริมาณมาก
ในที่สุดก็พบเจอบ่อน้ำขังแห่งหนึ่งบริเวณนี้กลายเป็นปลักโคลนโดยสมบูรณ์แล้ว หลินมู่หยางเดินรอบบ่อโคลนอย่างเชื่องช้าสายตาสอดส่องรอบด้านจนค้นพบสิ่งที่ต้องการ เขาชี้ไปที่รอยเท้าของหมูป่าจำนวนมากแน่นอนว่ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งตัวแน่นอน
หลินมู่หยางเดินตามรอยอย่างระมัดระวังใช้หูกับประสาทสัมผัสเป็นส่วนใหญ่หมูป่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ถนัดในการซ่อนตัวและจู่โจมศัตรูโดยไม่ทั้งตั้งตัวจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทุกคนจึงเดินตามเขาไปด้วยใจระทึกร่องรอยทอดยาววกไปวนมาจนล่วงล้ำเข้าไปในป่าลึกในที่สุดก็มาถึงหุบที่มีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะแห่งหนึ่ง
หลินมู่หยางนั่งลงแล้วชี้นิ้วไปยังกองดินที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากนั้นชี้ไปบริเวณกลางแอ่งกระทะที่มีต้นสาลี่ดำต้นใหญ่อยู่ผลสาลี่สีดำหลายร้อยลูกห้อยย้อยตามกิ่งก้านจากนั้นเลื่อนนิ้วยังโพรงไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดวา กล่าวเสียงเบาเนิบนาบว่า
“พวกมันอาศัยอยู่ในนั้นสมควรมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบตัว”
"พวกเราจำเป็นต้องสู้กับพวกมันผลสาลี่ดำเป็นส่วนประกอบหลักของการทำยาลูกกลอนเสริมกายาหากไม่ได้มาภารกิจคงไม่ผ่าน แต่ปัญหาคือพวกเรามีแค่ห้าคนจะรับมือกับหมูป่าเขี้ยวดาบนับสิบตัวถือว่าเกินกำลังไปบ้างต้องใช้วิธีที่ลดความเสียหายได้มากที่สุด"
หลังจากเว่ยเฉิงอันพูดจบทุกสายตาล้วนมองมายังหลินมู่หยางผู้เป็นนายพราน เขาสำรวจมองไปรอบๆ อย่างละเอียดกล่าวออกมาอย่างมั่นใจว่า
"วิธีวางกับดักสมควรได้ผลแต่พวกเราต้องช่วยกันออกมาให้มากหน่อยไม่ทราบว่าใครมีข้อเสนอที่ดีกว่านี้หรือไม่"
ทุกคนล้วนสนับสนุนแนวคิดของหลินมู่หยางดังนั้นทั้งหมดจึงออกห่างจากรังหมูป่าเขี้ยวดาบชั่วคราวใช้เวลาที่เหลืออยู่หนึ่งชั่วยามก่อนตะวันตกดินสร้างกับดักโชคดีที่พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกฝนกายาสามารถสร้างกับดักที่คนทั่วไปใช้เวลาสร้างสองวันให้เสร็จสิ้นภายในเวลาหนึ่งชั่วยาม
กับดักได้รับการจัดสร้างตามที่หลินมู่หยางต้องการดังนั้นเขาจึงมองดูผลงานด้วยความภาคภูมิใจแต่เวลานี้ไม่เหมาะสมที่จะลงมือเพราะความมืดกำลังคืบคลานเข้ามาแล้วพวกเขาจึงตัดสินใจพักค้างคืนเพื่อลงมือในเช้าวันถัดไป
ค่ำคืนนี้ไม่มีการจุดไฟไม่มีใครเผาขนพยัคฆ์เขี้ยวเงิน สิ่งนี้อาจทำให้สัตว์ร้ายทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้แต่อาจดึงดูดสัตว์นักล่าบางชนิดที่ชื่นชอบการต่อสู้มาทั้งห้าคนจึงเลือกโพรงไม้ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเป็นที่พักแม้ว่าภายในโพรงจะค่อนข้างแคบ แต่ยังพอให้เบียดกันนอนได้
ค่ำคืนในแดนโลหิตสั่นประสาทยิ่งเสียงสัตว์อสูรคำรามดังมาจากทั่วสารทิศ แต่ทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันจึงผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย เหลือเพียงคนเฝ้ายามที่นั่งเงียบอยู่ตรงทางเข้าโพรงไม้คอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยให้กับพรรคพวก