เมื่อจางหลี่มี่ได้รับคำอนุญาตจากผู้เป็นแม่แล้วเด็กน้อยก็ไปหาผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งผู้เป็นพี่ชายก็ไม่เคยขัดใจเด็กน้อยและก็ตามใจเด็กน้อยเมื่อได้ยินว่าผู้เป็นน้องสาวต้องการจะออกไปเดินตลาดคนเป็นพี่ชายก็ตามใจและพาไป
" พี่ชายดูนี่สิเจ้าค่ะสวยหรือไม่ " เมื่อออกมาเดินตลาด จางหลี่มี่ได้เห็นความครึกครื้นภายในตลาดและเห็นสินค้าที่แปลกตาที่นำเข้ามาจากเมืองอื่น และในมือของเด็กสาวก็ถือปิ่นสีทองเหลืองอร่ามเอาไว้
" สวยถ้าเช่นนั้นพวกเราซื้อไปฝากท่านแม่ดีหรือไม่พี่คิดว่าหากได้อยู่บนหัวท่านแม่มันคงจะสวยมากๆ " จางหลี่หมิงมองปิ่นในมือของน้องสาวก่อนจะคิดว่าหากมันได้อยู่บนหัวผู้เป็นแม่มันคงจะสวยมากๆ
" ดีถ้าเช่นนั้นพี่ก็มาจ่ายเงินเจ้าค่ะ " เมื่อผู้เป็นพี่เห็นด้วยกับการซื้อปิ่นครั้งนี้เด็กสาวก็หยิบปิ่นไปพร้อมกับหันไปบอกให้ผู้เป็นพี่ชายมาจ่ายเงินให้ เพราะผู้เป็นแม่ให้เงินไว้กับพี่ชายจำนวนมากและเด็กสาวคิดว่าสามารถซื้อของได้ตามที่ตัวเองต้องการ
" ได้เดี๋ยวพี่จ่ายให้เจ้าไปเลือกดูสิ่งที่เจ้าต้องการอีกเถอะ นานๆครั้งพวกเราจะได้ออกมาหากท่านแม่ไม่ใจดีครั้งหน้าไม่รู้จะได้ออกมาอีกหรือเปล่า แล้วอีกไม่นานพวกเราก็ต้องกลับไปอยู่ที่หมู่บ้าน น้อยนักที่จะมีโอกาสออกมาเดินเที่ยวแบบนี้ เจ้าต้องการอะไรหรืออยากได้อะไรก็บอกพี่ไดเลยนะ " เมื่อเห็นความดีใจบนใบหน้าของน้องสาวจางหลี่หมิงก็ยิ้มออกมาน้องสาวของเขาเป็นคนน่ารักสดใส ในช่วงเวลาที่ผ่านมาน้องสาวของเขาต้องทำงานอย่างหนักต้องช่วยเขาหาบน้ำ ร่างกายผอมบางตอนนี้ดูมีเนื้อมีหนังขึ้นมาทำให้น่ารักน่าเอ็นดูเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆแต่เขาคิดว่าอีกไม่นาน น้องสาวตัวน้อยของเขาก็คงจะมีเนื้อมีหนังเพิ่มมากขึ้น
สองพี่น้องและผู้ติดตามทั้ง 4 เดินเที่ยวตลาดซื้อของมีสิ่งของหลายอย่างที่สองพี่น้องไม่เคยเห็น ทำให้จางหลี่หมิงต้องจ่ายเงินไปจำนวนมากกับสินค้าที่น้องสาวเขาต้องการซื้อซึ่งผู้เป็นพี่ชายก็ไม่ขัดใจน้องสาวแต่ตามใจทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งไร้สาระก็ตามเขาก็ตามใจเสมอ
ยิ่งเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าและความดีใจก็ยิ่งทำให้หัวใจของผู้เป็นพี่ชายเต็มไปด้วยความสุข เมื่อคิดถึงวันวานที่ผ่านมาก็อดจะเสียใจไม่ได้ชีวิตคนเรามาทุกข์ยากลำบาก ถึงแม้เขาจะมีอายุเพียงแค่ 10 หนาวแต่ความคิดของจางหลี่ หมิงเป็นผู้ใหญ่มากๆ
" พี่หยางนำเงินจำนวนนี้ไปซื้ออาหารแล้วนำมาแจกพวกขอทานแถวนี้ด้วยนะ " จางหลี่หมิงมองดูขอทานที่น่าสงสารที่นั่งเรียงรายการจำนวนมากอยู่ริมข้างถนนบางคนก็ร่างกายผอมแห้งเหมือนคนไม่มีเรี่ยวมีแรงเมื่อเด็กชายเห็นแบบนั้นก็อดสงสารไม่ได้
" ขอรับคุณชายแต่เงินที่คุณใช้ให้มานี้ข้าคิดว่ามันมากจนเกินไปหากจะซื้ออาหารให้พวกขอทานพวกนี้ซื้อเพียงแค่ซาลาเปาหรือหมั่นโถให้พวกเขาก็คงพอ " หยางหนุนจนมองเงินในมือของจางหลี่หมิงอย่างตกใจ เพราะเงินที่จางหลี่ หมิงนำออกมาคือเงินห้าตำลึงทอง เงินห้าตำลึงทองเป็นเงินจำนวนมากสามารถกินอาหารในภัตตาคารหรูได้หลายมื้อเลยด้วยซ้ำ ขอทานในเมืองก็ไม่ใช่จำนวนมาก หากซื้อซาลาเปาหรือหมั่นโถก็ใช้เงินเพียงแค่ไม่กี่ตำลึงเท่านั้นแต่คุณชายของเขากับนำเงินห้าตำลึงทองออกมาได้อย่างไม่คิด
" ซื้ออาหารอย่างดีให้พวกเขาส่วนเงินที่เหลือก็แลกเป็นเงินตำลึงให้พวกเขาแล้วกัน คนพวกนี้น่าสงสารยิ่งนัก บางคนอาจเป็นผู้ประสบภัยจากเมืองอื่น บางคนอาจเป็นผู้ไม่มีที่ดินทำกินทำให้ต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้พวกท่านทั้งสองก็เคยใช้ชีวิตเร่ร่อนมาน่าจะเข้าใจ " สองพี่น้องตระกูลหยางต่างเข้าใจคำพูดของจางหลี่หมิงเป็นอย่างดี พวกเขาเองก็เคยใช้ชีวิตเร่ร่อนมาก่อน ตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดสำหรับคนเร่ร่อนไร้บ้าน ช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดสำหรับพวกเขาคือฤดูหนาวฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในแต่ละปีมีผู้ยากไร้ตกตายไปเป็นจำนวนมากบางคนก็ทนอากาศหนาวไม่ไหว บางคนก็อดตายเพราะ ขาดอาหาร ถึงแม้ในแต่ละปีทางราชสำนักจะมีการทำบุญให้แก่ผู้ยากไร้จำนวนมากแต่มันก็ไม่เพียงพอสำหรับจำนวนคน
แต่ก็มีขุนนางใจดีบางคนทำบุญให้กับผู้ยากไร้พวกนี้ แต่มันก็ไม่เพียงพออยู่ดี เมื่อเห็นคุณชายของตนเองมีความคิดแบบ นั้นทั้งสองก็รู้สึกตื้นตันใจและรู้สึกขอบคุณแทนเพื่อนพี่น้องขอทานที่เคยร่วมทางกันมาไม่ได้
" พวกพี่ทั้งสองไปเถอะเดี๋ยวข้าจะดูแลน้องน้องเอง " จางหลี่หมิงรับรู้ถึงความซาบซึ้งของสองพี่น้องนี้ได้จึงรีบบอกให้ทั้งสองออกไปส่วนตนก็พาน้องสาวเดินเที่ยวซื้อของตามที่น้องสาวต้องการ
" ขอรับคุณชาย " สองพี่น้องตระกูลหยางรีบไปทำตามคำสั่งของจางหลี่หมิงทันที่