ทั้งสองตามเดินตามกันออกมาจากตำหนักแม่เฒ่าเมื่อเดินมาได้ครึ่งทาง
เยี่ยอู๋ฉีก็หยุดกะทันหัน“เ้าคิดอะไรอยู่” เขาถามโดยไม่หันมามอง
หลินเหมยเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้น
“ข้าแค่สงสัยบางอย่าง...”
“สงสัยอะไร”
“การไม่ผูกพันกับใครเลย”หลินเหมยพึมพำ “ท่านไม่คิดว่ามันเป็เื่ยากบ้างหรือ”
เยี่ยอู๋ฉีเหลือบมองนาง
“ยากตรงไหน”
“...”
“เพียงไม่ใส่ใจ ก็พอแล้ว”
หลินเหมยนิ่งไปนางไม่แน่ใจว่าควรเห็นด้วยหรือไม่ คนผู้หนึ่งต้องใช้ชีวิตเช่นไรจึงมองความผูกพันของผู้คนเป็เื่ที่ตัดทิ้งได้ง่ายดายเพียงนี้
นางไม่ได้ถามต่อ
ส่วนเยี่ยอู๋ฉีก็ไม่มีทีท่าว่าจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม
หลังจากนั้นทุกอย่างยังคงดำเนินไปเช่นเดิมนางทุบตีเหล็กส่วนเขาหากมีเวลาว่างก็จะมานั่งจิบชาอยู่มุมเดิมคอยจับตามองนางเหมือนอย่างที่เคยทำทว่าสายตาที่มองมานั้นกลับมีความซับซ้อนบางอย่างที่นางอ่านไม่ออก
บ่ายวันหนึ่งหลังจากที่นางหลอมเหล็กชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้น เขาก็วางถ้วยชาลงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาหานางโดยไม่พูดอะไรสักคำ หลินเหมยเกร็งตัวขึ้นโดยสัญชาตญาณแต่เขากลับเดินผ่านนางไปทางประตู “ตามข้ามา” เสียงทุ้มต่ำสั่งสั้นๆ
ไปไหน? หลินเหมยหน้าเหรอหราก่อนจะเดินตามไปอย่างงุนงง
เขาพานางเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหินที่คดเคี้ยวซึ่งปูผ่านสวนของตำหนักจอมมารสองข้างทางเต็มไปด้วยพืชพรรณอสูรแปลกตาซึ่งมีสีสันจัดจ้านและรูปทรงบิดเบี้ยวในที่สุดเส้นทางก็เปิดออกสู่ลานกว้างเบื้องหน้าสระน้ำขนาดใหญ่น้ำในสระเป็สีนิลสนิท สะท้อนเงาท้องฟ้าสีเืของแดนอสูรได้อย่างชัดเจนกลางสระมีดอกบัวสีดำสนิทขนาดมหึมาเบ่งบานอยู่กลีบของมันมีเปลวไฟสีน้ำเงินเข้มลุกโชนอยู่รำไร ส่งไอความร้อนเรื่อๆ ออกมาปะทะผิวกลางลานนั้นมีศาลาแปดเหลี่ยมหลังคาทรงสูงตั้งอยู่อย่างสงบ
เยี่ยอู๋ฉีก้าวเข้าไปในศาลาแล้วนั่งลงข้างโต๊ะหินอ่อนสีดำเขาผายมือไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้ามหลินเหมยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปนั่งลงอย่างระมัดระวัง
“เ้าคงยังจำคำพูดของยายเฒ่าเมิ่งฝานได้”เขาเปิดประเด็นขึ้น
หลินเหมยเหลือบมองหน้าเขาก่อนพยักหน้าเบาๆ
“นางบอกว่า...อารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งจะทำให้พันธะนี้แข็งแกร่งขึ้น”
“ถูกต้อง” เขากล่าวรับ“ข้าไม่คิดว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ใช่จากข้า”เขาหยิบเหยือกสุราหยกขาวและจอกสองใบที่เตรียมไว้บนโต๊ะหินขึ้นมา
“ข้าไม่กังวลเื่ตัวเองแต่ข้าไม่ชอบตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้” เยี่ยอู๋ฉีหันกลับมาสบตานางโดยตรง
“พันธะนี้เชื่อมโยงจิตใจของเราเข้าด้วยกันไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันจะส่งผลมากเพียงใด”
หรือเขากำลังกังวลว่าพันธะนี้จะทำให้ข้าเผลอไปหลงใหลเขาเข้า?
หลินเหมยแอบมองใบหน้าเ็าของอีกฝ่าย...ก็ดูเหมือนจะเป็ไปได้อยู่เหมือนกัน“แล้วท่าน้าให้ข้าทำอะไร”
“เราจะทำสัตย์ปฏิญาณ”เยี่ยอู๋ฉีรินสุราสีใสลงในจอกทั้งสอง “เราจะทำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าต้นเซียนเยว่จะไม่ใช้พันธะนี้ชักนำอีกฝ่าย จะไม่ปล่อยให้อารมณ์มาบงการการตัดสินใจและจะไม่ทำร้ายตนเองเพื่อส่งผลต่ออีกฝ่าย"
"ที่นี่หรือ"หลินเหมยถาม
"ไม่"จอมมารส่งจอกชาสุราให้นาง แล้วลุกขึ้นยืน "ตามข้ามา"
หลินเหมยมองต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้าอยู่พักใหญ่จากนั้นจึงหันไปมองบุรุษข้างกาย แล้วกลับมามองต้นไม้อีกครั้งก่อนจะหันกลับไปมองบุรุษข้างกายอีกรอบ
"..." ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกประหลาดในความทรงจำจากโลกเดิม
ต้นไม้ลักษณะนี้มักมีไว้ให้พระเอกนางเอกมาสาบานรัก
สาบานว่าจะจับมือกันจนแก่เฒ่า
สาบานว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน
สาบานว่าจะร่วมเป็ร่วมตาย
ส่วนนาง...ถูกจอมมารลากมาสาบานตรงกันข้าม
หลินเหมยถอนหายใจช่างเป็ประสบการณ์ทะลุมิติที่มีเอกลักษณ์เหลือเกิน แต่ช่างเถิดอย่างไรก็เป็เพียงการสาบานเท่านั้น
“ตกลง” นางตอบรับในที่สุด นางยกจอกขึ้นเสมอระดับอก
เขายกจอกของตนขึ้นเช่นกัน “ข้าเยี่ยอู๋ฉี ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณ ว่าจะไม่ใช้สายใยคู่บำเพ็ญทำร้ายหลินเหมยจะไม่ปล่อยให้อารมณ์หรือความผูกพันใด ๆ มาบงการการตัดสินใจของข้าและจะไม่มีวันเกิดความรู้สึกฉันชู้สาวหากผิดคำสาบาน ขอให้ดวงจิตแหลกสลาย”
หลินเหมยสูดลมหายใจเข้าลึกกล่าวตามด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงไม่แพ้กัน “ข้า หลินเหมย ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ใช้สายใยคู่บำเพ็ญทำร้ายเยี่ยอู๋ฉี จะไม่ปล่อยให้อารมณ์หรือความผูกพันใด ๆมาบงการการตัดสินใจของข้า และจะไม่มีวันเกิดความรู้สึกฉันชู้สาวหากผิดคำสาบาน ขอให้ดวงจิตแหลกสลาย”
ทั้งสองจ้องตากันนิ่งอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะยกจอกขึ้นดื่มพร้อมกัน สุรานั้นมีรสขมฝาดและเย็นจัดไหลผ่านลำคอลงไปราวกับน้ำแข็ง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว่างโหวงในช่องท้อง
ทันใดนั้นเองท้องฟ้าที่เคยสงบนิ่งพลันมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็วลมพายุพัดกรรโชกแรงจนต้นไม้ใบไม้รอบแถวนั้นเอนตัวลู่ไปตามลมเสียงหวีดหวิวดังลั่นราวกับเสียงกรีดร้องของิญญานับพัน
หลินเหมยรีบยกแขนขึ้นบังใบหน้าจากแรงลมมหาศาลกิ่งก้านของต้นเซียนเยว่สั่นไหวรุนแรงราวกับตอบรับคำสัตย์สาบานแล้วจู่ ๆกิ่งไม้เส้นหนึ่งเหนือศีรษะก็แอ่นโค้งลงมาอย่างประหลาด
หลินเหมยเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงงก่อนที่กิ่งนั้นจะสะบัดลงมาอย่างรวดเร็ว
โป๊ก!
“ว้าย!”
ความเจ็บแล่นจี๊ดขึ้นกลางหน้าผากจนดาวแทบขึ้นต่อหน้าต่อตา
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
หลินเหมยกุมหน้าผากพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าวบนหน้าผากขาวเนียนมีรอยไหม้เป็วงสีแดงเข้ม นางเจ็บจนน้ำตาแทบเล็ด
“เหตุใดต้นไม้ถึงตีข้า!”
นางเงยหน้าขึ้นอย่างคับแค้นใจ
ส่วนเยี่ยอู๋ฉียืนยกมือแตะหน้าผากของตนอย่างเงียบงันดวงตาสีโลหิตเหลือบมองกิ่งเซียนเยว่ที่ยังแกว่งไกวอยู่เหนือศีรษะเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างหาได้ยากเพราะตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา...ต้นเซียนเยว่ไม่เคยใช้กิ่งไม้ฟาดหัวผู้ใดมาก่อน
“อ๊ะ!”
หลินเหมยยกมือแตะหน้าผากความร้อนประหลาดแล่นจากรอยไหม้เข้าสู่ร่าง เภาพตรงหน้าเริ่มหมุนหมดสติร่างของนางอ่อนปวกเปียกล้มลงแต่แทนที่จะกระแทกพื้นหินเย็นเฉียบกลับมีอ้อมแขนแข็งแกร่งรับไว้ได้ทันท่วงที
เยี่ยอู๋ฉีชะงักไปเมื่อร่างนุ่มนิ่มอยู่ในอ้อมแขนของเขาเขาก้มลงมองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางบนหน้าผากขาวเนียนมีรอยไหม้เป็วงสีแดงเข้มปรากฏขึ้น
“เหตุใดจึงวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้...”เขาพึมพำเสียงต่ำ ลมพายุเริ่มสงบลงแล้วทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและสตรีที่หมดสติในอ้อมแขนของเขา
สายตาเ็ามองไปที่ต้นเซียนเย่ว์อีกรอบ