
คืนที่สามของเดือนเก้า จันทร์ขึ้นเต็มดวงเหนือเมืองที่ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว
อนัญญายืนอยู่ตรงปากทางเข้าเมืองเก่า มือข้างหนึ่งกำสายสะพายเป้จนข้อนิ้วซีด อีกข้างหนึ่งถือตะเกียงน้ำมันที่พ่อทิ้งไว้ให้เป็นมรดกชิ้นเดียว แสงสีส้มสั่นไหวตามลมหนาว ส่องให้เห็นป้ายไม้ผุ ๆ ที่ยังอ่านออกรางๆ ว่า “ยินดีต้อนรับสู่เวียงสาน”
สิบสองปีก่อน ที่นี่มีคนอยู่หมื่นกว่าคน
คืนนี้มีเธอคนเดียว
“เงาไม่ตกตามแสง” เธอพึมพำคำที่พ่อพูดซ้ำ ๆ ก่อนตาย “ถ้าเงาไม่ตกตามแสง ให้วิ่ง”
อนัญญาก้าวข้ามเส้นหินที่คั่นระหว่างป่ากับเมือง เสียงรองเท้าบดกรวดดังเกินจริงในความเงียบ เธอเหลือบมองพื้นข้างตัว เงาของเธอทอดยาวไปทางขวา ตรงกับทิศที่จันทร์ลอยอยู่ ถูกต้องตามที่ควรเป็น
เดินได้ร้อยก้าว เธอหยุด แล้วมองลงอีกครั้ง
เงายังทอดไปทางขวา
แต่จันทร์ย้ายไปอยู่ทางซ้ายแล้ว
ลมหยุดพัดพร้อมกับหัวใจเธอที่หยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ ตะเกียงในมือสั่นจนเปลวไฟเกือบดับ อนัญญาไม่ได้วิ่งอย่างที่พ่อสั่ง เพราะขาทั้งสองข้างไม่ยอมฟังคำสั่งใครทั้งนั้น
เสียงนั้นมาจากข้างหลัง เบามาก เหมือนผ้าลากไปบนหิน
* * *
“ไม่ต้องกลัว” เสียงผู้ชายดังขึ้น “มันยังไม่เห็นเธอ ตราบใดที่เธอไม่หันหลัง”
อนัญญากลืนน้ำลาย “คุณเป็นใคร”
“คนที่หันหลังไปแล้วเมื่อสิบสองปีก่อน” เสียงนั้นตอบ แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง “เดินตรงไปสามร้อยก้าว เลี้ยวซ้ายที่หอนาฬิกา แล้วอย่าเงยหน้ามองจันทร์อีก”
“ทำไม”
“เพราะคืนนี้มันไม่ใช่จันทร์”


