หลังจากที่ฉางเฉิงหนีความอุดอู้ในครัวมาเดินสำรวจค่ายทหาร เขาดันมาพบกับความโกลาหลของทัพม้าที่ควบหักเลี้ยวชนกันเองจนล้มระเนระนาด ภาพกระบวนทัพที่เละเทะนั้นกระตุกต่อมความเพอร์เฟกชันนิสต์ขั้นสุด เพราะในสายตาเขามันช่างเหมือนการสับหมูบะช่อที่ไร้จังหวะสิ้นดี!
"หยูดดดด! หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงะโใสๆ ดังแทรกขึ้น ฉางเซิงหุบร่มแล้วเดินฝ่าดงฝุ่นเข้ามากลางลานฝึก ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทหารม้าทั้งกองทัพ
"ค…คุณชายจี้! ท่านมาทำอันใดที่นี่ ที่นี่ลานฝึกม้าศึกนะขอรับ อันตรายยิ่งนัก!" หลี่ฉงหน้าตื่น รีบวิ่งเข้ามาบังกันฝุ่นให้
"ข้าเห็นหมดแล้ว ความปั่นป่วนของกองทัพม้าของท่านน่ะ!" ฉางเซิงชี้หน้าด่า "พวกเ้าควบม้าพุ่งชนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน คนหน้าชะลอ ในขณะคนหลังกับเร่งความเร็ว จังหวะกีบเท้าตีกันมั่วซั่วไปหมด! แบบนี้มันก็เหมือนการสับหมูด้วยมีดทื่อๆ ที่ไร้จังหวะ! เนื้อหมูแหลกเหลวไม่เท่ากัน แล้วลูกชิ้นมันจะไปนุ่มเด้งได้อย่างไร!"
"ห๊ะ? ส…สับหมู? ลูกชิ้น?" หลี่ฉงเกาหัวแกรกๆ งงเป็ไก่ตาแตก
"หลีกไป! ข้าจะแสดงให้ดูว่า 'จังหวะที่แท้จริง' มันเป็ยังไง!" ฉางเซิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเดินดุ่มๆ ตรงไปยังหอลั่นกลองรบ คว้าไม้ตีกลองอันเขื่องมาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง หลับตาลงสูดหายใจลึก... ิญญาเชฟมือทองแห่งภัตตาคารห้าดาวประทับร่าง!
ตึ่ม~ ตึมๆๆๆๆ!!!
แทนที่จะเป็เสียงกลองรบที่ตีจังหวะ 'ตึง... ตึง...' แบบเนิบนาบดุดันตามปกติ ลานฝึกกลับกึกก้องไปด้วยจังหวะกลองที่รัวเร็วและสม่ำเสมอเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว! ราวกับมีพ่อครัวกำลังใช้ปังตอสับเนื้อหมูบนเขียงไม้ด้วยความเร็วแสง!
"เอ้า! ควบม้าออกไป! วิ่งตามจังหวะสับ... เอ้ย! จังหวะกลองของข้า!" ฉางเซิงะโสั่ง
ทหารม้ายังคงมึนงง แต่สัญชาตญาณทหารเมื่อได้ยินเสียงกลองย่อมต้องเคลื่อนทัพ พวกเขาควบม้าออกไป ทว่าคราวนี้สิ่งมหัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้น! จังหวะกลองที่คงที่และเร้าใจสุดขีดดันไปตรงกับจังหวะการย่ำกีบเท้าของม้าศึกเข้าอย่างพอดิบพอดีโดยไม่ต้องนัดหมาย ไม่ต้องคิดคำนวณ... ทั้งคนทั้งม้าถูกเสียงกลองสะกดจิตให้ขยับร่างกายไปตามจังหวะ 'ตึ่มๆๆๆ' อย่างพร้อมเพรียง!
จากกระบวนทัพที่เคยวิ่งชนกันเละเทะ บัดนี้กลายเป็คลื่นม้าเหล็กที่พุ่งทะลวงไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่ากันเป๊ะ กีบเท้านับร้อยกระแทกพื้นพร้อมกันจนแผ่นดินะเื ทะลวงค่ายกลหุ่นฟางขาดกระจุยราวกับถูกมีดั์ฟันฉับเดียว!
"ส…์... เป็ระเบียบและทรงพลังยิ่งนัก!" หลี่ฉงเบิกตาโพลงก่อนจะรีบวิ่งมาที่หอลั่นกลองรบ ประสานมือค้อมเอวให้ฉางเซิงด้วยความเลื่อมใสสุดหัวใจ "คุณชายจี้! นี่ท่านใช้เพลงกลองรบจากตำราพิชัยยุทธ์เล่มใดกัน! เหตุใดถึงทำให้ทัพม้าผสานใจเป็หนึ่งได้รวดเร็วปานนี้!"
ฉางเซิงโยนไม้ตีกลองทิ้ง ปัดฝุ่นที่มือเบาๆ แล้วยืดอกอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังระดับนักวิชาการ "ตำราพิชัยยุทธ์อันใดกัน นี่คือ 'เคล็ดวิชาสับหมูเด้งร้อยแปดมีด' ต่างหาก!"
"สับ... สับหมู?"
"ถูกต้อง!" ฉางเซิงชูนิ้วขึ้นฟ้า "เคล็ดลับวิชาในตำราขั้นที่หนึ่ง! มันอยู่ที่ความสม่ำเสมอยังไงล่ะ! หากสับช้าไป เนื้อจะเสียน้ำ หากสับเร็วไปโดยไร้จังหวะ โครงสร้างไฟเบอร์... เอ้ย! เส้นใยกล้ามเนื้อจะขาดสะบั้น! กองทัพของพวกเ้าเมื่อครู่ก็เหมือนก้อนเนื้อหมูที่ไร้การประสาน! ต้องอาศัย 'จังหวะมีดที่คงที่' เพื่อผสานโครงสร้างไขมันและเนื้อแดงให้รวมเป็หนึ่งเดียว! เมื่อนั้นแรงกระแทกจะทำให้ทุกอย่างเข้าที่นุ่มเด้งแต่ทรงพลังทะลุทะลวงเลยทีเดียว!
ทหารทั้งกองทัพยืนฟังตาปริบๆ สมองรันกระบวนการประมวลผลไม่ทัน... โครงสร้างไขมันคือสิ่งใด? เส้นใยกล้ามเนื้อคือวรยุทธ์สายไหน?
“นุ่มเด้งทรงพลังงั้นเหรอ?” แม่ทัพหลี่ได้แต่ยืนงงตาค้าง ทำท่าจับบังเหียนแล้วโยกเอวเด้งๆ แต่ทรงพลังตามคำบอกเล่าของคุณชายจี้พร้อมอ้าปากหวอ
แม้จะฟังไม่รู้เื่แม้แต่ประโยคเดียว ทว่าผลลัพธ์ที่เห็นตรงหน้าคือกระบวนทัพที่สมบูรณ์แบบ ทหารม้าจึงพร้อมใจกันประสานมือ โห่ร้องด้วยความเลื่อมใสอย่างบ้าคลั่ง! (อีกแล้ว)
"สุดยอด! แม้ข้าจะไม่เข้าใจเคล็ดวิชาไขมันหมูอันใดนั่น แต่คุณชายจี้ต้องเป็เทพกุนซือผู้เชี่ยวชาญการคุมจังหวะทัพที่แฝงกายมาเป็แน่!" หลี่ฉงลอบกลืนน้ำลายดัง เอื๊อก... "ช่างเป็ปรัชญาการทหารที่ลึกล้ำยิ่งนัก! ข้าชักจะหวาดกลัวบุรุษผู้นี้เสียแล้ว!"
ทว่าในจังหวะที่เหล่าทหารกำลังตะลึงงกับความสามารถด้านการรบของคุณชายจี้อยู่นั้นเอง!
ฮี้ฮี้ฮี้!! ตึง!! โครม!!
เสียงม้าร้องแหลมปรี๊ดดังขึ้นที่คอกม้าด้านหลัง 'อาชาทมิฬ' ม้าศึกร่างั์ตัวใหม่เกิดคลุ้มคลั่งพยศขึ้นมา! มันเตะทหารยามจนลอยละลิ่ว ก่อนจะควบตะบึงพุ่งตรงมาทางจี้ฉางเซิงอย่างบ้าคลั่ง!
"คุณชายระวัง!!" หลี่ฉงหน้าซีดเผือด ชักดาบเตรียมพุ่งเข้าไปขวาง
แต่ฉางเซิงกลับยืนนิ่ง... ในสายตาของอดีตเชฟ เขาเห็นเพียง 'ก้อนเนื้อชั้นดีที่เส้นเอ็นกำลังตึงเปรี๊ยะ' เท่านั้น! วินาทีที่ม้าั์ชูขาหน้าหมายจะกระทืบ ร่างเพรียวบางก็เบี่ยงหลบฉิวเฉียด ยื่นมือออกไปใช้สุดยอดวิชา "นวดแป้งเทวดา" คลึงเจาะทะลวงเข้าที่ 'จุดสลักเพชร' บริเวณโคนคอของม้าศึกอย่างแม่นยำ!
พรืดด...
เพียงพริบตาเดียว อาชาทมิฬที่ดุร้ายปานปีศาจ กลับตาเหลือกค้าง ขาอ่อนยวบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างสิ้นสภาพ! ท่ามกลางความตกตะลึง มันถึงกับหงายท้อง ยื่นคอให้คุณชายหน้าหยกเกาพุงให้อย่างเคลิบเคลิ้มประหนึ่งลูกสุนัขแสนเชื่อง!
ทหารม้านับร้อยเบิกตาถลน! ทารกหน้าขาวที่พวกเขาเคยดูถูก บัดนี้เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็ปราบอาชาปีศาจได้ในกระบวนท่าเดียว!
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสรรเสริญความเก่งกาจของคุณชายจี้ รองแม่ทัพหลี่ฉงลอบกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ เตรียมจะก้าวเข้าไปคารวะ 'มหาเทพผู้สยบอาชา' อย่างเป็ทางการ
ทว่าจู่ๆ รอยยิ้มกริ่มบนใบหน้าของจี้ฉางเซิงกลับเลือนหายไป... ดวงตาที่เคยดูขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็คมกริบ อดีตเชฟหนุ่มหยุดมือที่กำลังเกาพุงม้า จมูกระดับเทพที่ผ่านการดมกลิ่นเครื่องเทศมานับหมื่นชนิดขยับสูดลมหายใจฟุดฟิด...
กลิ่นเหงื่อม้า กลิ่นฝุ่นทราย... และกลิ่นฝาดเฝื่อนที่แสนจะคุ้นเคย?
ฉางเซิงขยับตัวเข้าไปใกล้ปากของม้าั์ที่กำลังหอบแฮ่กๆ กลิ่นเหม็นเขียวประหลาดลอยปะทะจมูก เขาใช้นิ้วปาดคราบน้ำลายสีขาวขุ่นที่มุมปากของมันขึ้นมาจ่อที่ปลายจมูกช้าๆ ...
"ค…คุณชาย! ท่านทำอันใดน่ะ! น้ำลายม้ามันสกปรก…" หลี่ฉงร้องห้ามหน้าตื่น
"เงียบ!" ฉางเซิงตวาดสวนเสียงเฉียบขาดจนหลี่ฉงสะดุ้งเฮือก รังสีความกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้นจนทหารรอบข้างเงียบกริบ
อดีตเชฟหนุ่มลุกขึ้นพรวด ก้าวยาวๆ ตรงไปยัง 'รางหญ้า' ประจำตัวของม้าทมิฬตัวนี้ เขากวาดสายตามองเศษหญ้าแห้ง ก่อนจะล้วงมือลงไปกอบหญ้าที่ก้นรางขึ้นมาดมใกล้ๆ สีหน้าดำทะมึนลงผิดตา
หญ้าแห้งคลุกเคล้ากับผงสีเหลืองอ่อน... กลิ่นฉุนเตะจมูก รสฝาดขมติดปลายลิ้น... นี่มัน 'หญ้าคลั่งประสาท' (หมาหวงสกัดเข้มข้น) ที่พวกพ่อค้าเถื่อนชอบแอบใส่ให้ม้าวิ่งลืมตายจนหัวใจวายนี่หว่า!
"พี่หลี่ฉง พี่เติ้งสือ!" ฉางเซิงเอ่ยเรียกเสียงต่ำเย็นเยียบ เติ้งสือที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบตามมาถึงลานฝึกรีบก้าวออกมายืนคู่กับหลี่ฉงทันที
"ข…ขอรับคุณชาย มีสิ่งใดผิดปกติหรือ?" หลี่ฉงถามเสียงสั่น ััได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากล
ฉางเซิงแบมือที่เต็มไปด้วยเศษหญ้าและผงสีเหลืองให้ขุนศึกทั้งสองดู ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สามคน "ม้าตัวนี้ไม่ได้พยศเพราะสันดานดิบ... แต่มันโดน 'วางยา' กระตุ้นประสาทขั้นรุนแรง"
"วะ... ว่าอย่างไรนะขอรับ!" หลี่ฉงเบิกตาโพลง เตรียมจะแหกปากโวยวาย แต่เติ้งสือรีบตะครุบปิดปากเพื่อนไว้ได้ทัน
"ท่านแม่ทัพเพิ่งยกทัพหน้าออกไปเมื่อรุ่งสาง หากมีคนจงใจวางยาม้าศึกในค่ายหลัก แปลว่าพวกฏส่ง 'หนอนบ่อนไส้' แฝงตัวเข้ามาถึงชั้นในสุดแล้ว..." ดวงตาของฉางเซิงหรี่แคบลง สมองนักวางแผนก้นครัวทำงานเต็มที่ "วันนี้พวกมันเล่นงานม้าศึก เป้าหมายต่อไปของพวกมัน ย่อมต้องเป็ 'แหล่งเสบียง' ของทหารทั้งกองทัพแน่!"
เมื่อได้ยินคำว่า 'เสบียง' ใบหน้าของขุนศึกทั้งสองก็ซีดเผือดเป็กระดาษ หากทหารนับหมื่นโดนวางยา กองทัพอุดรย่อมพินาศย่อยยับโดยไม่ต้องออกรบ!
"ข้าจะรีบส่งม้าเร็วไปแจ้งท่านแม่ทัพให้ยกทัพกลับมา!" เติ้งสือลนลาน
"ไม่ต้อง!" ฉางเซิงยกมือห้ามเฉียบขาด "เมียข้า... เอ้ย! ท่านแม่ทัพกำลังฮึกเหิมกับแผนบุกทะลวง ขืนเรียกนางกลับมาตอนนี้แผนรบได้พังหมดแน่ ปัญหาหลังบ้านจุกจิกแบบนี้อย่าเอาไปกวนใจนาง ในเมื่อมีหนอนสกปรกแอบลอบเข้ามาในห้องครัว ‘ของข้า!’ ..."
อดีตเชฟหนุ่มแสยะยิ้มเ็า แววตาทอประกายอำมหิตแบบที่เติ้งสือเคยเห็นตอนที่เขาเอากระทะฟาดหัวนักฆ่าไม่มีผิดเพี้ยน!
"ข้าก็จะใช้ 'กฎก้นครัว' จับหนอนตัวนั้นมาย่างสดด้วยตัวเอง! พวกท่านทั้งสอง... ข้ารบกวนพวกท่านแล้ว!"
.......................เอาล่ะสิ ฝั่งตัวร้ายเริ่มทำงานกันแล้ว ท่านจี้ผู้ห่วงเมียจะทำอย่างไรต่อไปอย่าลืมติดตามกันต่อนะคะ ขอบคุณคอมเม้น ไลค์ ซัพจากทุกคนเลย รักกก~