สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 32 ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่

    หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าที่พยายามสงบที่สุด


    “เพราะ”


    ยูรันพยักหน้า


    “แสดงว่าชอบแบบนี้”


    “แต่คราวหน้า...”


    หลานชิงอวี้หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนมองเขาตรง ๆ


    “ถ้าท่านบอกว่าจะร้องให้ข้าฟัง ก็ช่วยมองข้าด้วย”


    หนานอวี้หันขวับทันที


    “หลานชิงอวี้!”


    หลานชิงอวี้ไม่หลบสายตา


    “ข้าพูดผิดตรงไหน?”


    ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ


    “ได้สิ”


    เสียงกีตาร์พร้อมเสียงร้องมันไม่ได้เศร้าเหมือนเพลงก่อนหน้า


    แต่มันเหนื่อย


    เหมือนคนที่เดินมาไกลมากแล้ว ยังไม่เห็นปลายทาง แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดเดิน


    ยูรันหันไปมองหลานชิงอวี้จริง ๆ ตามที่นางขอ


    คราวนี้สายตาของเขาไม่ได้ล้อเล่น ไม่ได้กวน ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัว


    เขาเพียงร้องออกมาอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังบอกนางว่า ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ถ้ายังหายใจอยู่ ก็ยังไปต่อได้


    หลานชิงอวี้นั่งนิ่ง


    ถ้อยคำในเพลงเหมือนค่อย ๆ แตะลงบนใจนางทีละชั้น


    นางเคยเป็นคนที่ต้องพยายามอ่านสถานการณ์ให้ทัน ต้องระวังตัว ต้องคิดก่อนคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ เพราะถ้าพลาดเพียงนิดเดียว คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็คือนางเอง


    แต่เพลงนี้กลับไม่ได้บอกให้นางต้องเก่งขึ้น


    มันแค่บอกว่า แม้ล้ม แม้เหนื่อย แม้ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน ก็ยังไม่จำเป็นต้องยอมแพ้


    มือของหลานชิงอวี้ค่อย ๆ กำแผ่นหยกในมือแน่นขึ้น


    หนานอวี้ที่ตอนแรกตั้งท่าจะโวยวาย กลับเงียบลงโดยไม่รู้ตัว


    ไป๋หลิงหลุบตาลงเล็กน้อย


    หลิงเยวี่ยเองก็จิบชาช้าลงกว่าปกติ


    เมื่อเพลงแรกจบลง ดาดฟ้าชั้นสิบสามเงียบไปพักหนึ่ง


    หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวเสียงเบา


    “ขอบคุณศิษย์พี่ยู”


    ยูรันยิ้ม


    “เพลงนี้พอใช้ได้ไหม”


    หลานชิงอวี้พยักหน้า


    “ดีมาก”


    หนานอวี้รีบยกมือขึ้นทันที


    “แล้วเพลงของข้าล่ะ!”


    ยูรันหันไปมองนาง


    “เมื่อกี้ศิษย์พี่ก็ฟังด้วยไม่ใช่เหรอ”


    “แต่เจ้ามองชิงอวี้!”


    “ศิษย์พี่สาม ข้าว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน”


    “ไม่เกี่ยวกันกับผีสิ!”


    ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “เพลงสุดท้าย พรุ่งนี้ข้าจะไปเตรียมตัว”


    หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ


    “เพลงสุดท้าย”


    ยูรันมองทุกคน ก่อนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว


    “เข้าใจแล้ว”


    คราวนี้เสียงเพลงที่ดังขึ้นต่างออกไป


    มันไม่ได้เป็นเพลงปลอบคนคนเดียว


    แต่มันเหมือนเพลงของคนที่รู้ว่าทางข้างหน้ายาก รู้ว่าคืนบางคืนไม่มีดาว รู้ว่าชีวิตไม่ได้ใจดีกับใครนัก แต่ก็ยังเลือกเดินต่อไปด้วยกัน


    ลายดวงดาวบนโต๊ะหยกค่อย ๆ ขยับตามทำนอง


    แสงเล็ก ๆ ลอยขึ้นจากผิวโต๊ะเหมือนหิ่งห้อยสีเงิน กระจายออกไปรอบดาดฟ้า ก่อนลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้า ๆ


    หนานอวี้เงียบลงอย่างหาได้ยาก


    ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงข้างตัว


    หลานชิงอวี้มองแสงดาราที่ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ รู้สึกเหมือนความกังวลบางอย่างในอกเบาลงทีละนิด


    หลิงเยวี่ยมองยูรันจากด้านข้าง


    เด็กคนนี้มักพูดเหมือนไม่สนใจอะไร


    ทำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องเล่น ๆ


    แต่เพลงที่เขาเลือกกลับไม่เคยเบาเลยสักครั้ง


    เมื่อเพลงที่สองจบลง ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง


    สุดท้ายเป็นหนานอวี้ที่สูดจมูกเบา ๆ แล้วรีบหันหน้าหนี


    “เพลงบ้าอะไร ฟังแล้วขนลุกชะมัด”


    หลานชิงอวี้มองนาง


    “ศิษย์พี่สาม ท่านร้องไห้นี่”


    “ไม่ได้ร้อง!”


    ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ


    “ร้องไห้ชัด ๆ”


    “ศิษย์พี่รอง!”


    หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “คืนนี้พอเท่านี้”


    ทุกคนค่อย ๆ พยักหน้า


    ยูรันยิ้มบาง ๆ


    “ทุกคน ฝันดีนะ”


    คำพูดนั้นไม่ได้ดังนัก


    แต่กลับทำให้ลมกลางคืนบนดาดฟ้าดูอ่อนลงเล็กน้อย


    หนานอวี้ชะงัก ก่อนรีบหันหน้าหนี


    “อะ อืม ฝันดี”


    หลานชิงอวี้เม้มปากเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา


    “ฝันดีนะ... ศิษย์พี่ยู”


    ไป๋หลิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า


    “ฝันดี”


    หลิงเยวี่ยเป็นคนสุดท้ายที่ตอบ


    นางมองยูรันด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม แต่แววตากลับอ่อนลงเล็กน้อย


    “ฝันดี ยูรัน”


    หลังจากนั้นทุกคนจึงค่อย ๆ แยกย้ายกลับห้องของตน


    เหลือเพียงยูรัน เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลับไปทั้งแบบนั้น


    ค่ำคืนนี้ อย่างน้อยก็ถือว่าไม่เลว


    ---


    ก่อนหน้านั้นในช่วงเย็น ณ ราชวัง


    แสงตะวันสีส้มส่องผ่านหน้าต่างสูงของพระราชวัง ทอดเงายาวบนทางเดินหินอ่อน


    หน้าห้องทรงงานของจักรพรรดินี หญิงสาวในเครื่องแบบกึ่งทางการหยุดฝีเท้าลง นางรวบผมตึง แผ่นหลังเหยียดตรง และถือม้วนแผนที่กับรายงานเล่มหนาไว้ในอ้อมแขน นางคือ องค์รัชทายาท


    นางสูดหายใจลึก ก่อนผลักประตูไม้สลักเข้าไป ภายในมีเพียงแสงตะวันยามโพล้เพล้ไล้ไปตามผ้าม่านและเครื่องเรือนไม้


    หลังโต๊ะทรงงานคือสตรีอาวุโสผู้ทรงอำนาจที่สุดในห้อง องค์จักรพรรดินี


    พระนางสวมชุดผ้าไหมสีเข้มเรียบหรู เส้นผมสีดอกเลาเกล้าอย่างประณีต ดวงตาคมกริบละจากฎีกาตรงหน้าแล้วเงยสบตาหลานสาว


    “ถวายพระพรเพคะ เสด็จน้า”


    รัชทายาทสาวก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างนอบน้อมแต่ไม่มีแววประหม่า เสียงของเธอนุ่มนวลทว่าหนักแน่นสมเป็นผู้นำคนต่อไป


    “อืม...”


    เสียงของจักรพรรดินีเรียบเรื่อย ไม่เบาไม่ดัง แต่กลับมีพลังกดดันอย่างประหลาด พระนางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ขยับปลอกเล็บทองคำบนนิ้วพระหัตถ์เบา ๆ สายตาจ้องมองมายังม้วนรายงานในมือของหลานสาว


    สายตาคู่นั้นเป็นของประมุขแห่งแผ่นดิน ไม่ใช่ท่านย่าผู้ใจดี พระนางเข้าเรื่องโดยไม่อ้อมค้อม


    “รายงาน”


    “จะมีสำนักเข้าร่วมทั้งหมดหกสำนัก”


    “สำนักเมฆาจันทร์ จากรายงานยอดเขาจันทราอาจเข้าร่วมด้วย ศิษย์ใหม่ของยอดเขาจันทราเป็นผู้ชนะเลิศงานประลองศิษย์ใหม่ โดยใช้เครื่องดนตรีประหลาดชนะโดยไม่ขยับตัว แถมยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณเลยด้วยซ้ำเพคะ”


    ดวงตาของจักรพรรดินีหรี่ลงเล็กน้อย


    “น่าสนใจ”


    รัชทายาทพยักหน้า


    “ต่อไปคือตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาสนใจพืชวิญญาณที่อาจอยู่ในแดนลับ ครั้งนี้น่าจะส่งศิษย์สายโอสถระดับสูงมาด้วย โดย ผู้อาวุโสวูจะมาด้วยตนเอง”


    “สำนักกระบี่เมฆคราม พวกเขาต้องการทดสอบศิษย์รุ่นใหม่และค้นหาวัตถุวิญญาณสายกระบี่”


    “หุบเขาหมื่นอสูร พวกเขาเชี่ยวชาญการรับมือสัตว์อสูร หากภายในแดนลับมีอสูรโบราณ การมีพวกเขาอยู่ย่อมช่วยลดความเสียหายได้”


    “หอค่ายกลเทียนจี พวกเขาขอสิทธิ์เข้าร่วมเพราะประตูแดนลับมีโครงสร้างค่ายกลที่ไม่เคยพบมาก่อน”


    “และหอการค้าหมื่นสมบัติ พวกเขาไม่ได้ส่งกำลังรบมากนัก แต่เสนอสนับสนุนเสบียง ยา และเครื่องมือแลกกับสิทธิ์ประเมินของวิเศษที่นำออกมาได้ก่อนผู้อื่น”


    เมื่อรายงานจบ ห้องทรงงานพลันเงียบลง


    พระนางยกมุมปากขึ้นเพียงเล็กน้อย


    ---


    ณ ตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์


    กลิ่นสมุนไพรลอยทั่วโถง เตาหลอมโอสถเรียงอยู่ตามผนังใต้แสงค่ายกลสีเขียวอ่อน ด้านนอกหน้าต่างคือสวนสมุนไพรขั้นสูงที่ได้รับการดูแลอย่างประณีต


    ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาว


    นางรวบผมไว้ด้านหลัง สวมชุดขาวเรียบสะอาดของตำหนักโอสถ ตรงหน้ามีตำราเปิดค้างอยู่สามเล่ม ข้างมือเป็นแผ่นหยกบันทึกสูตรยาและถ้วยแก้วบรรจุของเหลวสีฟ้าใส


    นางคือ เซียวซินเยวี่ย


    ศิษย์ลำดับที่สี่ของยอดเขาจันทรา ผู้ทำงานอยู่กับตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์มาหลายปี


    “เซียวซินเยวี่ย”


    เสียงของผู้อาวุโสซูดังขึ้นจากด้านหลัง


    ซินเยวี่ยวางพู่กันลง ก่อนลุกขึ้นคารวะอย่างเรียบร้อย


    “เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส”


    ผู้อาวุโสซูเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ในมือถือแผ่นหยกข่าวสารจากราชวงศ์


    “แดนลับครั้งนี้ เจ้าจะไปหรือไม่”


    ซินเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามกลับ


    “แดนลับทางหุบเขาตอนเหนือหรือเจ้าคะ”


    “ใช่”


    ผู้อาวุโสซูวางแผ่นหยกลงบนโต๊ะ


    “ราชวงศ์ส่งข่าวมาแล้ว ตำหนักโอสถของเราจะเข้าร่วมด้วย ภายในแดนลับอาจมีพืชวิญญาณโบราณหลายชนิด และอาจมีสมุนไพรที่ตำราปัจจุบันบันทึกไว้ไม่ครบ”


    ซินเยวี่ยมองแผ่นหยกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง


    “ข้ายังมีสูตรโอสถฟื้นชีพรากปราณที่ทดลองค้างอยู่เจ้าค่ะ หากออกเดินทางตอนนี้ งานอาจต้องหยุดไปหลายวัน”


    ผู้อาวุโสซูไม่ได้แปลกใจนัก


    “ข้าเดาไว้แล้วว่าเจ้าจะตอบเช่นนี้”


    ผู้อาวุโสซูกล่าวเสียงเรียบ


    “แต่ครั้งนี้มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าน่าจะสนใจ”


    ซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้น


    “เรื่องใดเจ้าคะ”


    “ยอดเขาจันทราอาจเข้าร่วมด้วย”


    มือของซินเยวี่ยที่กำลังจะหยิบพู่กันชะงักไปเล็กน้อย


    “ข่าวบอกว่าผู้อาวุโสหลิงเยวี่ยอาจพาศิษย์ใหม่ที่ชนะเลิศงานประลองเข้าสู่แดนลับด้วย”


    “ศิษย์ใหม่หรือเจ้าคะ”


    “ใช่ ชื่อยูรัน”


    ผู้อาวุโสซูเลื่อนรายงานอีกแผ่นให้นาง


    “เขาชนะเลิศงานประลองศิษย์ใหม่ โดยใช้เครื่องดนตรีประหลาดชนะคู่ต่อสู้ และตามรายงาน เขายังไม่ได้เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณด้วยซ้ำ”


    ครั้งนี้ ซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้นจริง ๆ


    “ยังไม่เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณ แต่ชนะเลิศงานประลอง?”


    “รายงานเขียนเช่นนั้น”


    “เป็นไปได้หรือเจ้าคะ”


    ผู้อาวุโสซูมองนาง


    “เจ้าถามข้าหรือถามตัวเอง”


    ซินเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุบตาลงมองรายงานในมือ


    “ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่... แต่ข้ายังไม่สนใจแดนลับเจ้าค่ะ”


    ผู้อาวุโสซูมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ


    “เข้าใจแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เคล็ดกายานวดารา

    เคล็ดกายานวดารา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    11.12M 7294
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810