แสงอรุณแรกแห่งวันค่อย ๆ ทอดจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา หยดน้ำค้างเย็นเยียบเกาะพราวอยู่บนผืนหิมะสีขาวอันหนาวเหน็บ ก่อนจะสะท้อนประกายจาง ๆ ใต้แสงเช้ารำไร
หลังจากค่ำคืนอันรื่นเริงและอบอุ่นของเทศกาลโคมไฟฤดูหนาวผ่านพ้นไป หมู่บ้านชิงซีก็ค่อย ๆ ตื่นจากความคึกคัก และกลับคืนสู่ความสงบเรียบง่ายดังเช่นทุกวัน
ริมลำธารชิงซีอันใสกระจ่าง ซากโคมกระดาษจากค่ำคืนก่อนยังคงหลงเหลืออยู่ให้เห็นประปราย บางดวงเปียกชุ่มจนจมอยู่ใต้ผิวน้ำ บางดวงปลิวไปติดอยู่ตามกิ่งหลิวริมน้ำอย่างเงียบงัน
เด็กน้อยสองสามคนในชุดผ้าฝ้ายเก่ากำลังช่วยกันเก็บรวบรวมเศษโครงไม้ไผ่ที่เหลือจากงานเทศกาล เพื่อนำกลับไปใช้เป็เชื้อเพลิงในบ้าน
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เริ่มผลักเปิดประตูบ้าน ก้าวออกมาฝ่าลมหนาว เพื่อเริ่มต้นชีวิตประจำวันตามครรลองเดิม
บรรยากาศภายในหมู่บ้านยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของความสุขจากค่ำคืนที่ผ่านมาอยู่บ้าง แม้เสียงหัวเราะและแสงโคมไฟจะเลือนหายไปแล้ว ทว่าความอบอุ่นที่เกิดขึ้นในหัวใจของผู้คน กลับยังคงอยู่มิได้จางหายตามกาลเวลา
หลินเหยียนตื่นนอนั้แ่เช้าตรู่ ก่อนที่แสงตะวันจะพ้นขอบฟ้า เด็กหนุ่มลุกขึ้นพับเก็บผ้าห่มยัดนุ่นผืนเก่าให้เรียบร้อย ก่อนก้าวออกจากกระท่อมไปกวาดหิมะรอบบ้าน ผ่าฟืนสนแห้ง ตักน้ำจากลำธาร และให้อาหารไก่ป่าสองสามตัวที่เลี้ยงไว้หลังรั้วไม้ไผ่
ทุกการเคลื่อนไหวเป็ไปอย่างคล่องแคล่วและคุ้นชิน ราวกับงานเหล่านี้ได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปนานแล้ว
ระหว่างที่สองมือกำด้ามขวานเหล็กทื่อ ๆ ฟันลงบนท่อนไม้ฟืน เสียงหัวเราะของผู้คนในงานเทศกาลเมื่อคืน ภาพสายธารแห่งโคมไฟสีส้มเหลือง และรอยยิ้มอ่อนโยนของมารดาริมลำธาร ยังคงหวนกลับเข้ามาในความคิดของเขาเป็ระยะ
ทว่ามันมิใช่ความรู้สึกอาลัยหรือเสียดาย หากเป็ดั่งไออุ่นสายหนึ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจ คอยขับไล่ความหนาวเหน็บของเหมันตฤดูอันยาวนานอย่างเงียบงัน
จวบจนยามสายของวัน อากาศกลับปลอดโปร่งกว่าที่ผู้คนคาดคิด มวลเมฆหนาทึบซึ่งปกคลุมหุบเขามาหลายวันเริ่มบางตาลง แสงแดดฤดูหนาวอันอ่อนจางทอดส่องลงมายังหลังคาคาและลานดินภายในหมู่บ้านชิงซี
เกล็ดหิมะที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้และชายคาเริ่มละลาย กลายเป็หยาดน้ำใสหยดตกลงสู่พื้นเป็ระยะ หลินหว่านชิงสวมผ้าคลุมไหล่ผืนเก่า ก่อนยกกระด้งสานไม้ไผ่ที่บรรจุสมุนไพรตากแห้งและผ้าฝ้ายปะชุนออกมาวางผึ่งแดดบริเวณลานหน้าบ้าน เพื่อรับไออุ่นจากแสงตะวันอันหาได้ยากในฤดูนี้
หลินเหยียนซึ่งเพิ่งผ่าฟืนเสร็จ ก็ก้าวออกมาจากกระท่อมเพื่อช่วยประคองกระด้งไม้ไผ่เคียงข้างมารดา
สองแม่ลูกมิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด เพียงปล่อยให้่เวลาอันเรียบง่ายไหลผ่านไปตามธรรมชาติ ประหนึ่งสายน้ำในลำธารชิงซีที่ไหลล่องผ่านหน้าหมู่บ้านมาเนิ่นนาน
ขณะที่กำลังขยับผ้าฝ้ายให้รับแสงแดดอยู่นั้น หลินเหยียนพลันเงยหน้าขึ้นสู่ท้องนภาโดยบังเอิญ
สายตาคู่กระจ่างของเด็กหนุ่มสะดุดเข้ากับเงาร่างของนกสีขาวตัวหนึ่ง มันกำลังกางปีกโบยบินอยู่เหนือชั้นเมฆบางเบา สูงขึ้นไปบนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่
นกตัวนั้นหาใช่สัตว์วิเศษที่มีตบะแก่กล้า หรือสัตว์เทพโบราณที่ถูกบันทึกไว้ในไท่กู่อี้จื้อไม่
มันเป็เพียงนกขนสีขาวธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น ทว่ามันกลับบินได้สูงยิ่ง สูงเสียจนเมื่อมองจากผืนดินเบื้องล่าง ร่างของมันเหลือเพียงจุดสีขาวเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่กำลังเคลื่อนผ่านท้องฟ้าสีครามอย่างเดียวดาย
หลินเหยียนทอดสายตามองตามเงาร่างนั้นอยู่เนิ่นนาน นานเสียจนสองมือที่กำลังประคองผ้าฝ้ายชะงักค้างไปโดยไม่รู้ตัว
ั์ตาคู่กระจ่างสะท้อนเงาท้องฟ้ากว้างใหญ่ คล้ายกำลังจมลึกลงไปในห้วงความคิดบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจอธิบายออกมาเป็คำพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้เลย
หลินหว่านชิงที่กำลังจัดเรียงสมุนไพรแห้งอยู่ข้างกระด้ง สังเกตเห็นความผิดปกติของบุตรชาย
นางจึงค่อย ๆ หยุดมือ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดังเช่นทุกวัน “เหยียนเอ๋อร์... กำลังมองสิ่งใดอยู่หรือ?”
หลินเหยียนมิได้ละสายตาไปจากท้องฟ้า เขาเพียงยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังจุดสีขาวเล็ก ๆ เหนือชั้นเมฆ พลางทอดมองตามมันต่ออีกครู่หนึ่ง
สายลมหนาวพัดผ่านลานหน้ากระท่อมแ่เบา เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหันกลับมามองมารดา แววตาของเขาสงบนิ่งและจริงจังกว่าทุกครั้ง ราวกับคำถามนี้ได้ก่อตัวอยู่ภายในใจมาเนิ่นนานแล้ว
“ท่านแม่...” หลินเหยียนเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ท่านเคยเห็นโลกภายนอกหลังเทือกเขาเเห่งนี้บ้างหรือไม่ขอรับ?”
หลังสิ้นคำถามของบุตรชาย ลานดินหน้ากระท่อมพลันตกสู่ความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวจากขุนเขาที่พัดผ่านเบา ๆ จนชายผ้าคลุมไหล่ของหลินหว่านชิงพลิ้วไหว
นางมิได้รีบร้อนตอบ เพียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นทอดมองท้องนภาสีครามเบื้องบน
สายตาของนางเลื่อนไปยังจุดสีขาวเล็ก ๆ ที่กำลังโบยบินอยู่เหนือแนวขุนเขาอันห่างไกล นกตัวนั้นยังคงบินต่อไปอย่างเงียบงัน ข้ามผ่านยอดเขาสูงชันที่กักขังผู้คนในหุบเขาแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน
หลินหว่านชิงมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสบสายตากับบุตรชาย แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายดังเช่นทุกวัน
“เคย”
คำตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียวนั้น กลับทำให้หลินเหยียนถึงกับนิ่งอึ้ง ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
ตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา มารดาของเขาใช้ชีวิตอยู่ภายในหมู่บ้านชิงซีอย่างเรียบง่ายมาโดยตลอด นางไม่เคยกล่าวถึงอดีตของตนเอง และไม่เคยเล่าเื่ราวของโลกภายนอกให้เขาฟังเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้เอง คำว่า “เคย” เพียงคำเดียว จึงทำให้ความเข้าใจที่เขามีต่อมารดามาตลอดสิบกว่าปีเริ่มสั่นคลอนขึ้นเป็ครั้งแรก
เมื่อความอยากรู้พลันพุ่งขึ้นมาในใจ เด็กหนุ่มจึงก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเอ่ยถามต่อทันที
“ท่านแม่เคยเห็นสิ่งใดมาบ้างหรือขอรับ?”
“เคยเดินทางไปไกลเพียงไหน?”
“แล้ว... โลกภายนอกหลังเทือกเขาผืนนี้ แท้จริงแล้วเป็เช่นไรหรือขอรับ?”
หลินหว่านชิงมองท่าทีอันกระตือรือร้นของบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง นางเงียบไปเล็กน้อย ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งจากกาลเวลาอันห่างไกล ก่อนจะค่อย ๆ วางสมุนไพรในมือลง
ทว่านางหาได้เอ่ยถึงชาติกำเนิดของตนเอง ไม่ได้กล่าวถึงตระกูลใหญ่ หรือเื่ราวลึกลับซับซ้อนใด ๆ ของโลกภายนอก
นางเพียงเริ่มเล่าเศษเสี้ยวความทรงจำบางส่วนออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“แม่เคยเห็นผืนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด...”
“เคยเห็นนครหลวงที่กำแพงเมืองสูงตระหง่านเหนือสายตาผู้คน...”
“และเคยเห็นขุนเขาที่หิมะโปรยตกตลอดทั้งปีไม่มีวันละลาย...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แม่เคยนั่งอยู่บนเรือใหญ่กลางทะเล ล่องอยู่ท่ามกลางคลื่นลมและหมอกหนาจนมองไม่เห็นแผ่นดินอยู่หลายเดือน...”
ถ้อยคำเ่าั้เรียบง่ายยิ่งนัก ทว่าหลินเหยียนกลับฟังอย่างไม่กะพริบตา
ภาพที่มารดาเล่าออกมาทีละน้อย คล้ายกำลังเปิดประตูบานหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ และยิ่งฟังมากเท่าไร เด็กหนุ่มก็ยิ่งตระหนักว่า ผู้หญิงผอมบางซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมดินหลังนี้มาตลอดหลายปี หาได้เป็เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาในความทรงจำของเขาไม่
อย่างน้อยที่สุด... นางเคยยืนอยู่บนโลกที่กว้างใหญ่กว่าหมู่บ้านชิงซีแห่งนี้มากนัก
หลินเหยียนใจเต้นระทึก ก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยความใคร่รู้ “แล้วโลกภายนอกที่ท่านแม่เคยประสบพบเจอ... เป็เช่นไรหรือขอรับ?”
หลินหว่านชิงยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ปรกอยู่ข้างแก้มเบา ๆ นางคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนดังเช่นทุกวัน ทว่ากลับเจือความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะบอกกล่าว
“เื่ราวเ่าั้... มันผ่านมานานเกินไปแล้ว” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “นานเสียจนบางเื่แม่ยังจำได้ชัดเจน”
“แต่บางเื่ก็เลือนรางลงไปตามกาลเวลา” สิ้นเสียงของนาง ลานดินหน้ากระท่อมพลันตกสู่ความเงียบอีกครา
สายลมหนาวพัดผ่านแ่เบา หลินเหยียนก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายกำลังขบคิดบางสิ่งอยู่ภายในใจ
ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มจึงสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมารดาอีกครั้ง
“ท่านแม่...” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
“หากวันหนึ่งในภายหน้า ข้าปรารถนาจะออกไปเห็นโลกภายนอกด้วยตาของตนเองบ้าง...”
“ท่านแม่จะว่าอย่างไรหรือขอรับ?”
สิ้นคำถามนั้น หลินหว่านชิงหันกลับมามองบุตรชายอย่างเงียบ ๆ สายตาของนางทอดมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง มองเด็กน้อยที่เคยวิ่งเล่นอยู่ข้างชายคากระท่อม มองเด็กน้อยที่เติบโตขึ้นทีละน้อยโดยที่นางแทบไม่ทันสังเกต และยามนี้ กำลังยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับความฝันของตนเอง
หลินหว่านชิงมิได้รีบร้อนตอบ นางเพียงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ
“หากเ้าปรารถนาอยากจะไป...” หลินหว่านชิงยิ้มบาง ๆ “ก็จงออกไปดูเสียสิ”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “คนเรานั้น ไม่อาจอาศัยเื่เล่าจากปากผู้อื่นไปตลอดชีวิตได้หรอก”
“มหาสมุทรจะกว้างเพียงใด ขุนเขาจะสูงเพียงใด...”
“ต่อให้แม่เล่าให้เ้าฟังอีกพันครั้ง หมื่นครั้ง”
“มันก็ไม่เหมือนกับการที่เ้าได้เห็นมันด้วยตาของตนเองอยู่ดี”
หลินเหยียนยืนนิ่งอยู่กับที่ เพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยค กลับทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งได้รับการยืนยันในที่สุด
หลังจากนั้น สองแม่ลูกก็กลับไปช่วยกันจัดเรียงสมุนไพรและผึ่งผ้าฝ้ายต่อดังเดิม ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเื่นี้อีก ราวกับว่าบทสนทนาเมื่อครู่เป็เพียงเื่ธรรมดาในวันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น
จวบจนแสงตะวันคล้อยสู่ยามบ่าย งานตากสมุนไพรก็เสร็จสิ้นลง หลินเหยียนยืนอยู่กลางลานดิน พลางเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาอันกว้างใหญ่อีกครั้ง
นกสีขาวตัวนั้นได้บินลับหายไปหลังแนวขุนเขาสูงชันั้แ่เมื่อใดไม่ทราบ เหลือเพียงผืนฟ้าสีครามอันเวิ้งว้าง และเส้นขอบฟ้าอันห่างไกลที่ทอดยาวสุดสายตา
เด็กหนุ่มมิได้เอ่ยวาจาใด เขาเพียงยกมือขึ้นกุมท้ายทอย พลางทอดสายตามองไปยังทิศทางที่สกุณาตัวนั้นเคยบินจากไป
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นตรงมุมปาก เป็รอยยิ้มที่อบอุ่น สงบ และเปี่ยมด้วยความหวัง
ภายใต้ผืนฟ้าเดียวกันนั้น หลินเหยียนยังคงเป็เพียงเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาอันห่างไกล ทว่าในหัวใจของเขา ดูคล้ายว่าจะมีบางสิ่งกำลังค่อย ๆ งอกงามขึ้นอย่างเงียบงัน