อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 73 กลับบ้าน

    บทที่ 73 กลับบ้าน




    “ฉันคงต้องกลับไปถามความสมัครใจของแม่ก่อนค่ะ แต่เรื่องที่คุณเจียงได้มอบโอกาสสำคัญนี้...ฉันย่อมต้องรู้สึกขอบคุณแน่นอน ในอนาคตถ้ามีโอกาส หวังว่าพวกเราจะร่วมมือกันอย่างดีนะคะ”


                


    เจียงฮุ่ยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบจากอันซูหยวน เด็กสาวที่นอกจากจะมีพรสวรรค์ในการต่อสู้อันยอดเยี่ยมแล้ว ก็ยังเป็นคนมีพรสวรรค์ในการเข้าสังคมด้วย เรียกว่าหาได้ยากจริงๆกับคนเช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอถูกเลือกโดยประธานจางคนนั้น


                


    ชายร่างอ้วนตบพุงของตนเอง หัวเราะร่วนแล้วชื่นชมซูหยวนอีกสองสามคำก่อนจะปล่อยให้เธอจากไป ด้านหลังของเขามีคนอีกมากที่อยากจะเข้ามาพูดคุยกับซูหยวน หวังว่าจะได้มีโอกาสเจรจากับเธอเหมือนที่เจียงฮุ่ยทำ ทว่า...เจียงฮุ่ยที่ผ่านการทำธุรกิจมานาน เขาย่อมรู้ว่าหลายคนในที่นี้กำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นเมื่ออันซูหยวนบอกว่าจะกลับไปที่เขตชั้นนอก เขาย่อมต้องดูแลเธออย่างดี


                


    เจียงฮุ่ยสั่งให้คนของเขาไปส่งอันซูหยวน คอยอำนวยความสะดวกให้ ทั้งยังช่วยกันเข็นของแทนเธอด้วย เรียกว่าทำตัวเป็นลูกมือให้กับเธอก็ได้ แต่เจตนาที่แท้จริงแล้วก็แค่ต้องการกันคนอื่นไม่ให้เข้ามาใกล้ซูหยวนก็เท่านั้น


                


    หญิงสาวไม่ได้ปฏิเสธหรือตำหนิเขาที่ทำเช่นนี้ เธอมีเป้าหมายก็คือการกลับบ้านไปพบครอบครัว ย่อมต้องการหลีกเลี่ยงการเจรจาในวันนี้ สำหรับเจียงฮุ่ยนั้นเป็นกรณีพิเศษเพราะเขาเข้ามาโดยตรง แถมข้อเสนอของเขาก็ไม่ได้แย่ด้วย ดังนั้นซูหยวนจึงไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับการตกลงร่วมมือกัน


                


    หลังจากที่ใช้เวลาไม่นาน เธอก็มาถึงบ้านหลังเล็กในเขตชั้นนอกแล้ว บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ตระกูลหงเคยซื้อให้ หลังจากที่พ่อของเธอต้องเจอกับอุบัติเหตุที่ร้ายแรงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะแบบนั้นชีวิตที่แสนยากลำบากจึงผ่านมาได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม...เมื่อเทียบกับความเป็นอยู่ของคนจากเขตชั้นกลางและชั้นในแล้ว บ้านหลังเล็กนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านของสัตว์เลี้ยง


                


    คนของตระกูลเจียงกลับไปหลังจากที่พาซูหยวนมาถึงบ้านแล้ว ตอนนี้ที่บ้านของเธอน่าจะมีแค่แม่พักผ่อนอยู่คนเดียวเท่านั้น พ่ออันกลายเป็นนักล่าที่แข็งแกร่งในเขต A แล้ว ดังนั้นเขาจึงออกไปล่าแกนพลังงานทุกวัน 


                


    เหมือนกับที่เจียงฮุ่ยบอก เวลานี้มีแค่แม่ของเธอเท่านั้นที่ยังคงทำงานตอนกลางคืนเพื่อช่วยร้านค้าสวี่รับซื้อขยะกลายพันธุ์ ทำให้เวลาที่พวกเขาออกไปทำงานไม่ตรงกัน และไม่มีเวลาพักผ่อนที่พร้อมกันด้วย


                


    เมื่อพ่อของเธอกลับมา แม่ของเธอก็ออกไปทำงานแล้ว เมื่อแม่ของเธอได้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน พ่อก็เตรียมตัวออกไปทำงานแล้วเช่นกัน เป็นอย่างนี้เรื่อยมา...แม้จะเพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือน แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เหมือนว่าจะเงียบเหงามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งซูหยวนไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นเลย


                


    เดิมที เธอคิดว่าจะให้แม่ลาออกจากร้านค้าสวี่ ด้วยความสามารถของเธอในตอนนี้ การเลี้ยงดูครอบครัวเล็กๆไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย อีกอย่าง...พ่อของเธอก็แข็งแกร่งมาก ตอนนี้เขาเป็นที่พึ่งให้มารดาได้ง่ายๆเลย ทว่า...คุณแม่อันผู้ที่ผ่านความยากลำบากมาก่อนไม่ยอมทิ้งงานประจำของตนเองแน่


                


    ยิ่งงานที่ทำอยู่นี้เป็นงานง่ายๆสบายๆ ไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตราย ไม่ต้องเนื้อตัวสกปรกอยู่ตลอด เธอยิ่งคิดว่ามันน่าเสียดายเหลือเกินที่จะลาออกจากมัน สุดท้ายแล้วก็ยังคงอยู่กับร้านค้าสวี่เช่นนี้


                


    ก๊อก ก๊อก ก๊อก 




    “กลับมาบ้านแล้วค่ะแม่” ซูหยวนเคาะประตูสามครั้งแล้วเอ่ยปากบอกเพื่อให้คนข้างในรู้ว่าเธอเป็นใคร


                


    ซึ่งหลังจากที่คุณแม่อันได้ยินเสียงของลูกสาว จากที่สะลึมสะลืออยู่ก็ตื่นเต็มตา เธอกุลีกุจอออกมาเปิดประตูให้ลูกสาวที่ไม่ได้เจอกันสองเดือนเต็มด้วยความคิดถึง




    “ซูหยวนของแม่กลับมาแล้วหรอ” หญิงวัยกลางคนมองดูลูกสาวที่ยังสุขภาพดี และดูเหมือนจะมีน้ำมีนวลเพิ่มขึ้นอีกหน่อยด้วยความดีใจ เธอรู้ว่าลูกสาวไปเรียนที่สถาบันอันดับหนึ่งในเขตชั้นใน ย่อมต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าข้างนอกแน่ ทว่า...ในฐานะมารดาคนหนึ่ง เธอย่อมต้องเป็นห่วงลูกสาวที่อยู่ไกลเป็นธรรมดา




    “กลับมาแล้วค่ะ” ซูหยวนตอบรับอีกครั้ง เธอเองก็พิจารณามารดาที่ยังคงซูบผอมอยู่เหมือนเดิม แต่บาดแผลที่มือ แขน และขา ซึ่งก่อนหน้านี้มักจะปรากฏอยู่เสมอ ทว่าหลังจากไม่ไปพื้นที่ล่า แม่ของเธอก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว นี่นับเป็นเรื่องดี




    “เข้ามาในบ้านก่อนลูก เข้ามาก่อนๆ” อันเหลียงแทบจะอุ้มลูกสาวของเธอเข้าไปในบ้านอยู่แล้ว ความดีใจของคนเป็นแม่ทำให้ซูหยวนมองด้วยความซาบซึ้ง


                


    เธอไม่ใช่ลูกสาวของครอบครัวนี้จริงๆ แต่ซูหยวนไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอก พ่อและแม่ของอันซูหยวนคนนี้ดีมากจริงๆ ทั้งสองมีชีวิตที่ไม่ดีนัก กระนั้นก็มอบความรักที่มากกว่าให้เธอได้อยู่อย่างดีที่สุด ถือเป็นพ่อแม่ที่น่านับถือคู่หนึ่งเลย




    “เอาอะไรมาเยอะแยะกัน หนูควรเก็บเครดิตเอาไว้ใช้กับตัวเองนะ ไม่ใช่ว่าต้องเรียนที่สถาบันนักล่าหรอกหรอ แม่ได้ยินจากคุณสวี่ว่ามีค่าใช้จ่ายสูงมากเลยนะ ถ้าอยากแข็งแกร่งก็ต้องลงทุนกับตัวเองด้วย แม่ทำงานเก็บเงินได้บ้างแล้ว มาสิ...เดี๋ยวแม่จะเอาให้หนูนะ” 




    อันเหลียงกระตือรือร้นมาก เธอขมวดคิ้วเมื่อเห็นข้าวของที่ซูหยวนซื้อมา ไม่แม้แต่จะเปิดดูข้างในด้วยซ้ำว่ามีอะไรบ้าง เพราะเธอตั้งใจจะให้ซูหยวนเอากลับไปที่สถาบันด้วยอยู่แล้ว


                


    ไม่ใช่แค่นั้น แต่ตลอดไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เธอไม่ได้ใช้เครดิตของตนเองเลยสักเครดิตเดียว เมื่อรู้ว่านักเรียนจะต้องใช้เครดิตจำนวนมากเพื่อเพิ่มพลังงานเพิ่มความแข็งแกร่ง แม่อันก็เก็บเงินของเธอทั้งหมดเอาไว้ แน่นอนว่ารวมกับเงินที่พ่ออันหามาได้เกือบทั้งหมดด้วย


                


    พวกเธอทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนที่ผ่านมา กินเพียงอาหารสังเคราะห์ระดับต่ำเพื่อให้ตนเองอยู่รอดไปวันๆเท่านั้น ส่วนน้ำดื่มก็มีที่ซูหยวนเตรียมเอาไว้ให้เป็นจำนวนมาก แม้ซูหยวนจะบอกให้พวกเธอกินน้ำให้มากหน่อย แต่แม่อันที่คิดว่าตนเองไม่ได้ทำงานหนักเหมือนพ่ออันก็กินน้ำแค่วันละ 1 แก้วเหมือนเดิม


                


    ช่างเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยหาความสุขให้ตัวเองจริงๆ...




    “แม่คะ เงินเดือนของแม่ก็เก็บเอาไว้ใช้จ่ายในบ้านเถอะค่ะ ตอนนี้นอกจากหนูจะเป็นนักเรียนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งโดยการสนับสนุนของตระกูลจางแล้ว หนูก็ยังเป็นทหารยศสิบเอกในกองทัพด้วยนะคะ ลำพังแค่เงินสนับสนุนก็พอสำหรับการฝึกฝนแล้ว เงินเดือนของทหารยศสิบเอกก็สามารถเป็นเงินเก็บได้เลยค่ะ ดังนั้นแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องหนูมากนะคะ”


                


    ซูหยวนพูดสิ่งที่เตรียมไว้แล้วให้มารดาฟัง แม้ว่าการเป็นสิบเอกนั้นจะมีเงินเดือนที่ทางรัฐบาลจ่ายให้ก็จริง แต่เมื่อเทียบกับข้าวของที่ซูหยวนนำกลับมาแล้ว เงินเดือนนั้นไม่นับเป็นอะไรได้


                


    เงินเดือนของตำแหน่งสิบเอกนั้นไม่ถือว่าน้อยถ้าเทียบกับเงินที่ผู้อยู่เขตชั้นนอกได้รับกัน แต่ถ้าเทียบกับเงินสนับสนุนที่องค์กรมอบให้เธอเดือนละ 100,000 เครดิตเป็นกรณีพิเศษ กับเงิน 20,000 เครดิตต่อปี มันก็เป็นแค่เศษฝุ่นเท่านั้น




    “ถึงจะพูดแบบนั้น...” 




    อันเหลียงได้ยินลูกสาวพูดก็ชะงักไปเล็กน้อย เธอรู้ว่าลูกสาวเข้าร่วมกองทัพและได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสิบเอกแล้วเช่นกัน เรื่องนี้เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้ เด็กหญิงอายุสิบกว่าปีเท่านั้นกลับแข็งแกร่งมากขนาดเข้าร่วมกองทัพได้ และยังทำภารกิจระดับสูงจนเลื่อนตำแหน่งครั้งเดียวไปถึงสิบเอก เธอกลายเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ดังนั้นจึงมีข่าวออกไปทั่ว แม้แต่เจ้าของร้านสวี่ก็ยังบอกว่าครอบครัวอันจะต้องมีความสุขขึ้นได้ในอนาคตอย่างแน่นอน




    ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่ในฐานะมารดาแล้ว เธอต้องการให้ลูกสาวมาดูแลหรือ? เป็นเธอต่างหากที่อยากจะดูแลลูก ไม่ใช่ทำตัวเป็นภาระให้แบบนี้




    “แม่อย่าคิดมากนะคะ นี่เป็นแค่การกตัญญูเล็กๆน้อยๆของหนูเท่านั้น ถ้าแม่ไม่ยอมรับไป หนูคงเสียใจค่ะ” ซูหยวนพูดอย่างจริงจัง เธอจ้องตามารดาของตนเองจนอีกฝ่ายน้ำตาไหล




    “หยวนหยวนของแม่...” 


                


    เพราะที่ผ่านมามีเพียงความยากลำบากในชีวิตเท่านั้น ตอนที่เธอตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาว เธอสาบานกับตัวเองว่าจะดูแลลูกให้ดี ถ้าเธอไม่อิ่มก็ไม่เป็นไร ขอเพียงลูกเติบโตมาได้และกินอิ่มนอนหลับเท่านั้นก็พอ


                


    ความคิดนี้ฝังอยู่ในใจ เธอไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะยิ่งใหญ่หรือกลายเป็นคนร่ำรวยในอนาคต เรียกได้ว่าเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่มีความหวังอย่างแท้จริง ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้เก็บขยะทั้งหมด ชีวิตของพวกเขาก็เป็นเช่นนี้...เกิดมาอย่างยากลำบาก ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แม้แต่ตอนตายก็คงจะตายอย่างยากลำบากด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะไม่มีใครคิดถึง “ความกตัญญูจากลูก” เช่นที่ซูหยวนได้บอกเธอ


                


    คิดดูแล้ว พ่อแม่ของเธอก็ตายจากไปเพราะสารพิษในร่างกายหนาแน่นกันทั้งคู่ ไม่ใช่แค่ทรมารเพราะสารพิษเกินขนาดเท่านั้น แต่ยังต้องทรมานเพราะอดตายอีกด้วย ช่างเป็นชีวิตที่น่าเวทนาจริงๆ ซึ่งตอนนั้น...เธอเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะตัวเธอก็ยังคิดว่าอาจจะต้องอดตายเหมือนกัน




    “หนูเอาน้ำดื่มมาให้เพิ่ม แล้วก็มีสารอาหารระดับสูงมาให้ด้วย พ่อกับแม่กินพวกนี้แทนอาหารระดับต่ำดีกว่า แล้วก็...เดี๋ยววันนี้แม่ลางานสักหน่อยนะคะ เราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักวันหนึ่ง ฉันมีของดีๆมอบให้พ่อกับแม่ด้วยค่ะ” ซูหยวนจับมือของมารดาเบาๆ อันเหลียงยิ่งร้องไห้เมื่อได้ยินแบบนั้น


                


    เป็นลูกสาวที่ใส่ใจจริงๆ เป็นลูกสาวที่วิเศษของเธอจริงๆ


                


    สองสาวนั่งพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของซูหยวนในสถาบัน แม้ว่าซูหยวนจะไม่ใช่คนช่างพูด แต่เธอรู้ดีว่าเวลานี้ไม่สามารถเงียบอย่างเดียวได้ มารดาที่ไม่ได้เจอลูกสาวมานานย่อมต้องอยากฟังเธอพูด จนเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง คาดว่าอีกแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็จะได้เจอคนเป็นพ่อแล้ว ทว่า...เรื่องราวดีๆที่ซูหยวนเตรียมเอาไว้ให้กลับยังไม่เกิดขึ้น มีเพียงปัญหาที่ประเดประดังเข้ามาเสียก่อน


                


    ปัง ปัง ปัง




    “เกิดเรื่องขึ้นแล้ว!! ใครอยู่ในบ้านบ้างไหม ภรรยานักล่าอันอยู่หรือเปล่า!!”


                


    เสียงตะโกนหน้าบ้านที่รีบร้อนทำให้หัวใจของหญิงสาวทั้งสองหล่นวูบ ซูหยวนขมวดคิ้วมุ่นในขณะที่เดินตามมารดาออกมาด้านหน้าประตู


                


    ชายอายุประมาณ 40 ปีกำลังเงื้อมือจะทุบประตูอีกครั้ง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจ เมื่อเห็นอันเหลียงเปิดประตู เขาก็ยิ่งเร่งเร้าเธอโดยไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าด้านหลังยังมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่




    “เกิดเรื่องกับนักล่าอันแล้ว เร็วเข้า! ภรรยาอันรีบไปเร็วเข้า” 




    “กะ เกิด เกิดอะไรขึ้นหรอคะ ทำไมจึงได้รีบร้อนขนาดนี้” อันเหลียงที่ปกติก็ไม่ใช่คนใจกล้าอยู่แล้ว จู่ๆก็ถูกลากโดยชายนักล่าก็ตัวเกร็งด้วยความกลัว




    “เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังระหว่างทางนะ เร็วเข้าเถอะ รีบมา” เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะลากอันเหลียงออกไป 


                


    ซูหยวนเดินตามทั้งสองคนไม่รีบไม่ร้อน แต่ความเร็วของเธอไม่ได้น้อยกว่าคนตรงหน้าเลย เธอยังมีเวลาหันไปปิดบ้านของตนเองให้เรียบร้อยอีกด้วย


                


    คนตัวเล็กเดินตามหลังมา ไม่มีใครสักเกตสักคน พวกเขาเพียงมองภาพของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งลากผู้หญิงวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งด้วยท่าทางรีบร้อนเท่านั้น ซูหยวนที่ดูเหมือนเป็นคนนอกนี้ คนที่มองผ่านไปมายังคิดว่าเธอไม่ใช่คนรู้จักของทั้งสองคนเลย


                


    ชายวัยกลางคนลากให้แม่อันไปทางนั้นทีทางนี้ที ซูหยวนรู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างประหลาดนิดหน่อย ดังนั้นเธอจึงเข้าไปซ่อนตัวในซอกบ้านเล็กมุมอับสายตาแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็เอาธนูและพลั่วออกมาสะพายไว้ ในกระเป๋าใบเล็กยังมียาฉีดฆ่าแมลงติดเอาไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัย


                


    เพราะแม่อันเดินช้ามาก ต่อให้ซูหยวนจะเข้าไปในฟาร์มแล้วออกมา เธอก็ยังมองเห็นด้านหลังของทั้งคู่อยู่ดี 


                


    หญิงวัยกลางคนถูกลากเข้าไปในซอกซอยอาคารแห่งหนึ่งโดยไม่รู้อะไรเลย เข้าใจเพียงว่าพ่ออันเกิดเรื่องแล้วก็เท่านั้น โดยเธอยังคงพยายามถามอยู่ตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีของตนเองกันแน่ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรเลย มีเพียงถ่วงเวลาไปเรื่อยๆก็เท่านั้น


                


    ทั้งสองพากันมาจนถึงตรอกดำมืดแห่งหนึ่ง ทางเข้ามีชายวัยฉกรรจ์สองสามคนยืนเฝ้าอยู่ด้วย ซูหยวนขมวดคิ้วมุ่น ยิ่งเห็นแบบนี้ก็ยิ่งเพิ่มความระวังของตนเองมากกว่าเดิม




    ………………………………..

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน