เหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น

    ตอนที่ 44 ทำให้มันล้มละลาย!!


    “เช็ดรองเท้าให้ฉันหน่อย” ธีรโรจน์พูดเสียงเย็นชา
    ผมรู้สึกโกรธแค้นมากได้แต่เก็บไว้พร้อมบอกไปว่า
    “ผมไม่มีทิชชู่”
    “แต่ฉันมี” ธีรโรจนพูดขึ้นและหันไปบอกแคดดี้ของแก
    “เอาทิชชู่ไปให้มัน”
    แคดดี้หยิบทิชชู่จากในกระเป๋ากางเกงมาให้ผม
    ผมโกรธแค้นธีรโรจน์อย่างมาก อยากเข้าไปต่อยหน้ามันให้คว่ำให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
    ผมยื่นมือรับทิชชู่จากแคดดี้ อารมณ์ตอนนั้นมันร้อนเหมือนไฟที่แผดตัวจนแทบไหม้ มือผมสั่นไม่หยุด
    “จะทำไม่ทำ” ธีรโรจน์ถามพร้อมหัวเราะเบาๆ ในคำคอ
    ผมพยายามเลี่ยงที่จะจ้องตาธีรโรจน์ ไม่แสดงสายตาที่อาฆาตแค้นออกไป ผมเดินไปหาธีรโรจน์....และก้มลงไป..
    “พล็อต” อิ๊งเรียกผม
    ผมมองดูสีหน้าอิ๊งที่ห่วงใยผมอย่างเห็นได้ชัด ผมยกยิ้มที่มุมปาก
    “ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง”
    ผมก้มลงเช็ครองเท้าเปื้อนดินโคลนให้ธีรโรจน์ ใช้กระดาษชิดชู่ค่อยๆ บรรจงเช็ดจนสะอาด เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองเห็นธีรโรจน์ยิ้มอย่างพอใจ
    “เป็นสุนัขต้องเชื่องแบบนี้”
    คำพูดธีรโรจน์เหมือนค้อนที่กระแทกเข้าไปในบ้องหู มันทั้งเจ็บ ทั้งจุกจนแทบทนไม่ไหว
    “ถือถุงกอล์ฟต่อ” ธีรโรจน์บอก พร้อมกับตีกอล์ฟกับพวกคุณหญิงต่อไป
    ผมรู้สึกว่าถุงกอล์ฟของธีรโรจน์มันหนักพอสมควรเลย ทำเอาผมปวดไหล่ไม่น้อย
    แต่ที่หนักยิ่งกว่าคือใจ
    ใจที่แบกความอับอาย เจ็บแค้น มันหนักและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

    พอทุกคนตีกอล์ฟเสร็จเข้าไปเปลี่ยนชุดในล็อคเกอร์ ผมเองก็ต้องไปเปลี่ยนเสื้อด้วย เมื่อธีรโรจน์เดินออกมาพร้อมมือถือรองเท้ากีฬา มันพูดกับผม
    “ไว้ไปคุยงานที่บ้านฉัน”
    ผมรับคำ จากนั้นก็เห็นอิ๊งและคุณหญิงวิมลรัตน์ ดาราสาวเปิ้ลเดินออกมาจากล็อกเกอร์หญิง ธีรโรจน์หันไปบอกคนทั้งสาม
    “เดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ ยังมีธุระต้องทำ”
    เปิ้ลพูดว่า “นึกว่าจะพาเปิ้ลไปดินเนอร์ซะอีก”
    ธีรโรจน์ยิ้ม “ไว้พรุ่งนี้ก็ได้ เดี๋ยวพี่ให้คนขับรถพาไปส่ง”
    เปิ้ลทำท่างอน “พี่โรจน์อะชอบหลอกเปิ้ล อาทิตย์หน้าเปิ้ลต้องถ่ายละครทั้งอาทิตย์ เวลายิ่งมีน้อยๆ อยู่”
    ธีรโรจน์พูดเอาอกเอาใจเปิ้ลอีกพักใหญ่ เปิ้ลเลยพูดขึ้น
    “งั้นเปิ้ลกลับไปก่อนก็ได้ คราวหน้าพี่โรจน์ห้ามผิดสัญญานะ”
    “จ๊ะ” ธีรโรจน์พูดขึ้น
    ระหว่างเปิ้ลจะหันเดินไป ผมเห็นเธอชายตามองมาที่ผม
    เอ๊ะ! แปลกๆ…

    ธีรโรจน์ลากับคุณหญิงวิมลรัตน์และอิ๊ง คุณหญิงวิมลรัตน์ทำเป็นไม่สนใจผมเลย ตั้งแต่เจอกันผมกับแกไม่ได้พูดกันสักคำ แกคงโกรธที่รู้ว่าผมเอาเงินกองทุนธนาคารรักเมืองไทยไปปั่นหุ้น GG
    ธีรโรจน์โยนของสิ่งหนึ่งลงพื้น
    “ถือรองเท้าให้ฉัน!” ธีรโรจน์พูดด้วยเสียงวางก้าม
    รองเท้าที่ธีรโรจน์โยนให้ผมเป็นรองเท้ากีฬาที่มันไว้ใช้เล่นกอล์ฟ ส่วนตอนนี้มันใส่รองเท้าผ้าใบแบรนด์เนม
    ผมได้แต่ก้มตัวลงไปเก็บรองเท้าผ้าใบของธีรโรจน์ แม้จะรู้สึกอับอาย แต่ผมก็ต้องฝืนทน
    ผมจำได้วรเดชเคยเล่าชีวิตของเองในวัยหนุ่มว่าเขาวิ่งเข้าหาทุกคน ยอมบากหน้าไปถือกระเป๋า ถือถุงกอล์ฟเพื่อเอาใจเศรษฐี ทำให้เขาแกร่งขึ้น จนสุดท้ายสามารถทำตามความฝันยึดธนาคารใหญ่ซึ่งเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจของประเทศได้
    หากผมอยากชนะวรเดช ผมต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้!
    ผมถือรองเท้าหันไปมองหน้าอิ๊งอีกครั้ง สายตาเธอดูสงสารผมชัดเจน คุณหญิงวิมลรัตน์พูด
    “อิ๊ง ไปเถอะ”
    คุณหญิงและอิ๊งเดินออกไปจากสนามกอล์ฟ ส่วนธีรโรจน์บอก
    “ถุงกอล์ฟฉันยังไม่มีใครถือ จัดการซะ”

    ผมเดินถือรองเท้าและถุงกอล์ฟของธีรโรจน์ ไปถึงรถของแก ซึ่งคนขับรถรออยู่ ธีรโรจน์ให้ผมเก็บของที่หลังรถให้เรียบร้อย
    จากนั้นผมกับธีรโรจน์ก็ขึ้นไปบนรถ
    ธีรโรจน์พูดขึ้น
    “อดทนได้ดีนี่”
    ผมได้แต่ตอบ “ครับ”
    ธีรโรจนถาม “ว่ามา แกมีแผนจะจัดการวรเดชยังไง”
    ผมอธิบายแผนของผมออกมา “ตอนนี้วรเดชได้เป็นผู้บริหารธนาคารรักเมืองไทยแล้ว มันมีทั้งอำนาจคุมเม็ดเงินมหาศาล”
    “แล้ว?”
    ผมอธิบายต่อ
    “แต่ธนาคารรักเมืองไทยมีหนี้เสียมากถึงสามแสนล้าน วรเดชเคยเล่าให้ผมฟังว่าสิ่งที่มันจะทำคือมันจะขอกู้เงินจากรัฐบาลมาโปะหนี้เสียของธนาคารและจะใช้เงินก้อนนั้นปล่อยกู้ให้ประชาชนเพื่อให้ธนาคารกลับมามีกำไรอีกครั้ง”
    “เมื่อกิจการธนาคารเริ่มฟื้น วรเดชก็จะดัดหลังรัฐบาลโดยการบีบให้รัฐบาลช่วยลดหนี้ให้มัน โดยอ้างว่าเพื่อให้ธนาคารฟื้นตัวเร็วที่สุดเพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศ”
    ธีรโรจน์ตาโตเล็กน้อยถึงกับเอ่ยว่า
    “ไอ้เปรตนั่นความคิดไม่เลว”
    ธีรโรจน์ถามกับผม “แล้วเรื่องที่แกเล่ามา มันเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องจัดการวรเดช”
    “ถ้าคุณทำให้รัฐบาลรู้เรื่องนี้แล้วไม่ปล่อยกู้ให้วรเดชล่ะ” ผมบอก
    ธีรโรจน์นิ่งเงียบ เหมือนกำลังครุ่นคิดตามคำพูดผม
    ผมพูดต่อเลย “ถ้าคุณธีรโรจน์ทำให้รัฐบาลไม่เชื่อใจวรเดช จนไม่ปล่อยเงินกู้มัน ธนาคารรักเมืองไทยที่มีหนี้เสียสามแสนล้านก็จะหมดความน่าเชื่อถือ ธนาคารที่วรเดชครอบครองก็ไม่ต่างจากบ้านร้างที่ไม่มีใครอยากเข้า ใบหุ้นธนาคารรักเมืองไทยก็ไม่ต่างจากขยะ”
    “วรเดชเอาบริษัทตัวเองไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินมาเทคโอเวอร์ธนาคารนี้และวางแผนให้มันฟื้นตัวในอนาคต แต่ถ้ามันโดนสกัดไม่ให้ฟื้นตัวล่ะ ธนาคารก็จะรอวันเจ๊งเท่านั้นเอง”
    ธีรโรจน์ตาลุกวาว
    “แก..แกพูดได้ดี ถ้าแผนนี้สำเร็จ วรเดชนอกจากจะต้องกระเด็นจากตำแหน่งผู้บริหารธนาคารแล้ว ที่มันกู้เงินเขามาก็จะไม่มีเงินจ่าย สุดท้ายบริษัทมันก็จะถูกยึด โดนฟ้องล้มละลายอีก ชีวิตมันจะไม่เหลืออะไรเลย!”
    ผมยิ้มที่มุมปาก ธีรโรจน์สมเป็นจิ้งจอกเฒ่า เล่ห์เหลี่ยมอาจไม่เท่าวรเดช แต่ก็เข้าใจแผนการผมอย่างรวดเร็ว
    ธีรโรจน์ยังถาม
    “แล้วจะให้ฉันไปคุยกับรัฐมนตรีคลังเหรอ?”
    “ถ้าทำได้ก็จะดีมากครับ”
    ธีรโรจน์ส่ายหน้า“ฉันไม่ได้รู้จักกับรัฐมนตรีคลังหรือนายกเป็นพิเศษ แม้จะรู้จักกันบ้างแต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรขนาดที่จะไปสั่งให้ทำนั่นทำนี่ได้”
    ผมบอก“ก็ไม่ต้องทำถึงขนาดไปคุยกับนายกอะไรหรอกครับ”
    ธีรโรจน์ถาม“แล้วแกจะให้ฉันทำอะไร?”
    “คุณธีรโรจน์บริหารบริษัทไอออน เอ็นจิเนียริ่ง (IE) อยู่ใช่ไหมครับ?”
    “รู้แล้วจะถามทำไม?”
    ผมรีบบอก “ขอโทษครับ ผมขอพูดตรงๆ นะ บริษัท IE ของคุณธีรโรจน์ยังขาดทุนต่อเนื่องอยู่ ผมอยากให้คุณธีรโรจน์ไปขอกู้เงินจากธนาคารรักเมืองไทย วรเดชต้องไม่ให้คุณกู้แน่”
    ธีรโรจน์ถาม “แล้วยังไง?”
    “เมื่อวรเดชไม่ให้คุณกู้ คุณก็ป่าวประกาศไปเลยว่าธนาคารไม่มีเงินให้กู้แล้ว เมื่อนั้นบริษัทต่างๆ ก็จะหมดความน่าเชื่อถือธนาคาร รวมทั้งลูกค้ารายย่อยด้วย ถึงตอนนั้น รัฐบาลที่ไหนจะกล้าให้วรเดชกู้เงิน เมื่อลูกค้าก็หาย รัฐก็ไม่ให้กู้เงิน ธนาคารรักเมืองไทยก็รอแต่วันเจ๊งอย่างเดียวแล้วครับ”
    ธีรโรจน์แย้ง“แต่ธนาคารอาจจะอ้างว่าบริษัทฉันขาดทุนปฏิเสธไม่ให้กู้เงินก็ได้ ธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้ฉันรายเดียว คงไม่ถึงกับธนาคารเสียความน่าเชื่อถือจนเจ๊งหรอก”
    ผมพยักหน้า “ใช่ครับ แต่ถ้าไม่ใช่รายเดียวล่ะ?”
    คุณธีรโรจน์รีบถาม“หมายความว่ายังไง?”
    “คุณธีรโรจน์มีบริษัทลูกอยู่หลายบริษัทใช่ไหมล่ะครับ คุณก็เอาบริษัทลูกของคุณไปกู้เงินด้วย ผมรับรองด้วยนิสัยอย่างวรเดช มันไม่ให้คุณได้กู้เงินจนลืมตาอ้าปากได้หรอกครับ”
    ธีรโรจน์ทำบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ เป็นธรรมดาที่ต้องมีบริษัทลูกหลายบริษัทเพื่อไว้รับงานใหญ่น้อยแตกต่างกัน บริษัทแม่อาจรับงานใหญ่ๆ เช่น งานภาครัฐ ประมูลสร้างหน่วยงานราชการ รถไฟฟ้า สนามบิน ถนน บลาๆๆๆ ส่วนบริษัทเล็กๆ ก็รับสร้างบ้าน ขายเหล็ก ขายปูนให้บริษัทแม่ ทำให้มีกำไรทั้งบริษัทแม่และลูก ซึ่งเป็นปกติของบริษัทก่อสร้าง
    ธีรโรจน์ยิ้ม “น่าสนใจดีนิ แล้วถ้ามันเกิดให้ฉันกู้เงินล่ะ?”
    ผมส่ายหน้า “วรเดชเปลือกนอกใจกว้าง แต่จริงๆ ใจแคบไม่เคยเชื่อใจใคร มันพร้อมทรยศทุกคน ผมว่ามันไม่ให้คุณกู้เงินมันแน่ๆ แต่เพื่อกันไว้ก่อน ผมจะให้คุณกู้ในวงเงินที่สูงจนมันไม่กล้าอนุมัติ แผนของเราคือทำลายชื่อเสียงมันจนธนาคารรักเมืองไทยมันเจ๊งจริงๆ”
    ผมพุดต่อ “เพื่อให้แผนรัดกุมยิ่งขึ้น ผมจะไปเจรจากับตระกูลอุตสาหะซึ่งยังมีคนของตระกูลบริหารธนาคารอยู่บ้าง ให้พวกเขาช่วยขัดขวางไม่อนุมัติเงินกู้ให้คุณ ตระกูลอุตสาหะแค้นวรเดชจับใจ เขาต้องร่วมมือกับพวกเราแน่”
    ธีรโรจน์กำลังครุ่นคิดตามที่ผมพูด ผมรีบเกลี้ยกล่อมต่อ
    “ถึงแผนผมไม่สำเร็จคุณก็ไม่เสียอะไรเลย แต่ถ้าสำเร็จวรเดชมันจะยิ่งกว่าตายทั้งเป็น!”
    ธีรโรจน์ได้ยินคำพูดผมก็หัวเราะชอบใจ เขาพูดว่า “ตกลง!”

    สรุปแผนของผมอีกทีนะ
    วรเดชมันยึดธนาคารรักเมืองไทยสำเร็จ ขั้นต่อไปมันจะกู้เงินจากรัฐบาลมาช่วยให้ธนาคารรักเมืองไทยมีเงินสดไปปล่อยกู้เยอะๆ เอากำไรจากดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้มาฟื้นฟูธนาคาร
    แต่ผมจะทำลายแผนมันโดยการให้ธีรโรจน์ไปกู้เงินกับมันในวงเงินที่สูงจนมันไม่ยอมอนุมัติ แล้วเราจะปล่อยข่าวทำลายธนาคารมันไปเรื่อยๆ ว่าธนาคารขนาดสภาพคล่องไม่มีเงินให้กู้แล้ว จนรัฐบาลไม่กล้าให้เงินมันกู้
    เมื่อวรเดชไม่ได้เงินกู้จากรัฐบาล ธนาคารรักเมืองไทยก็เหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง สุดท้ายก็จะเจ๊งและล้มละลายในที่สุด
    วรเดชมันอยากครองกิจการธนาคารนักหนา แต่มันไม่รู้หรอกว่ากิจการธนาคารจะทำให้มันล้มละลายจนหมดตัว!
    จบตอนที่ 44เมื่อพล็อตร่วมมือกับจิ้งจอกเฒ่าธีรโรจน์จะโค่นล้มสิงห์หนุ่มอย่างวรเดชสำเร็จหรือไม่ การโต้คืนของพล็อตเริ่มแล้ว เหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อโปรดติดตามจ้าตอนหน้าแผนของพล็อตเริ่มขึ้นแล้ว ขอโดเนท 3 กำลังใจนะคร้าบ รับรองเข้มข้นสุดๆ

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น ที่คุณอ่าน