เหงาในเงาจันทร์

    ตอนที่ 2 : เส้นทางของชีวิต

            หลังลงจากรถทัวร์สีเหลืองคาดดำคันเก่า กานต์แก้วยืนมองมันอยู่พักหนึ่งรอยสีถลอกข้างรถ กันชนบุบ บันไดเหล็กเป็๲สนิม เหมือนผ่าน๼๹๦๱า๬มาทั้งชีวิต หญิงสาวถอนหายใจเบาๆก่อนพึมพำกับตัวเอง

            “เอ้า...แล้วชีวิตใหม่ฉันจะเริ่มยังไงต่อดีล่ะเนี่ย”แต่ไม่ถึงสามวินาทีเธอก็ยิ้มให้ตัวเองอีกครั้ง แล้วลากกระเป๋าเดินเข้าฝูงชนทันที บขส.ต่างจังหวัด๰่๭๫เย็นวุ่นวายเหมือนตลาดนัดทั้งเสียง   เด็กรถ เสียงแม่ค้า เสียงรถเครื่องเสียงคน๻ะโ๷๞เรียกกัน

            “แตงโมหวานๆ จ้า” 

            “ไก่ย่าง ข้าวเหนียวร้อนๆ เด้อ” 

            “อุดรๆ ขอนแก่นๆ โคราชๆ ไปได้อีกสองคน” 

            กานต์แก้วยืนมองรอบตัวด้วยแววตาตื่นๆ แทนที่จะกลัวเธอกลับรู้สึกสนุก เมืองใหม่ในสายตาเธอ ดูมีชีวิตชีวาไปหมด หญิงสาวเดินไปหยุดหน้าแผงผลไม้เล็กๆแม่ค้ารุ่นป้ากำลังง่วนอยู่กับการใส่มะม่วงลงถุง ผมดำแซมขาวยุ่งๆ หน้าคล้ำแดดมือหยิบจับคล่องจนแทบมองไม่ทัน 

            “ป้าคนสวยคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงหวาน 

            “รถสองแถวไปโลตัสขึ้นตรงไหนคะ” แม่ค้าชะงักก่อนเงยหน้ามองแล้วยิ้มทันที 

            “อีนางเอ๊ย เว้าหวานแท้” กานต์แก้วหัวเราะตาหยี 

            “ก็ป้าสวยจริงนี่นา” 

           “ขึ้นรถเขียวพุ้นเด้อ”

       มือเหี่ยวย่นชี้ไปทางรถสองแถวสีเขียวคันเก่าคนแน่นจนเหมือนปลากระป๋อง เด็กนักเรียนชายห้อยท้ายรถกันเป็๞พวง กานต์แก้วยกมือไหว้ขอบคุณก่อนรีบวิ่งไปขึ้นรถทันที ทันทีที่รถออก ลมร้อนกับฝุ่นแดงก็พัดเข้าหน้าเต็มแรง  หญิงสาวรีบกอดกระเป๋าเป้แน่น หน้าม้าแตกกระจายเพราะลม เธอนั่งเบียดอยู่กลางคุณป้าสองคนที่กำลังคุยเ๹ื่๪๫ละครหลังข่าวเสียงดัง

            “อิแหม่มในเ๱ื่๵๹นั่นมันร้ายคัก”  

            “กะว่าอยู่” 

            กานต์แก้วแอบหลุดขำเบาๆ ก่อนหันไปมองวิวสองข้างทาง
    ร้านเช่าวิดีโอ ร้านเกม ตู้โทรศัพท์สาธารณะสีฟ้า ป้ายโค้กเก่าๆ  ร้านขายเทปคาสเซ็ต ทุกอย่างดูใหม่ไปหมด และเหงาไปพร้อมกัน

            “ติ๊ดๆๆ” เสียงกดออดดังขึ้น หญิงสาวรีบเบียดตัวลงจากรถสองแถวก่อนเดินไปจ่ายเงินให้คนขับ 

            “ขอบคุณค่ะลุง”

            เธอยิ้มกว้างจนตาหยี แล้วหันกลับมามองถนนใหญ่ตรงหน้าแปดเลน! รถวิ่งเร็วจนเธอมองตามแทบไม่ทัน กานต์แก้วยืนนิ่งไปสามวินาที ก่อนหัวเราะออกมาคนเดียว

            “โอ๊ย จะข้ามยังไงล่ะเนี่ย” บ้านเธอมีแต่ควายเดินตัดถนนไม่ใช่สิบล้อวิ่งแข่งกันแบบนี้

            หญิงสาวเดินลัดเข้าซอยเล็กหลังหน่วยงานราชการจนมาหยุดหน้าแฟลตเก่าๆ สีเทาหม่น สนามเด็กเล่นด้านหน้ามีชิงช้าสนิมเขรอะสองตัว โยกเอี๊ยดอ๊าด ตามแรงลม ต้นโพธิ์ต้นใหญ่แผ่กิ่งปกคลุมตัวอาคารไว้เกือบครึ่ง กานต์แก้วเงยหน้ามองชั้นสี่ก่อนถอนหายใจยาว 

            “ถ้าฉันตาย สาเหตุน่าจะมาจากการขึ้นบันไดนี่แหละ”เมื่อเปิดประตูห้องพักใหม่ ความเงียบก็ลอยเข้ามาทันที ห้องเล็กๆ มีเพียงโซฟาสีน้ำตาลเก่าๆ ทีวีตู้อ้วนเครื่องเล็กพัดลมเสียงดังครืดๆ และวิทยุคู่ใจที่เธอหอบมาจากบ้าน

            แต่สิ่งที่ทำให้กานต์แก้วยิ้มออก คือระเบียงหลังห้องทันทีที่เปิดประตูออกไป ทุ่งนาสีเขียวก็กว้างสุดสายตา ลมเย็นพัดต้นข้าวไหวพลิ้ว ฝนปรอยบางๆตกลงบนหลังคาสังกะสี เสียงกบเขียดร้องระงมแข่งกันเหมือนวงดนตรีประจำหมู่บ้าน 

            หญิงสาวยืนกอดอก มองแสงไฟไกลๆกลางทุ่งนาเงียบๆ กานต์แก้วยืนนิ่ง มองแสงไฟกระพริบไกลๆ กลางทุ่ง เธอไม่แน่ใจว่ามันคือบ้านใครแต่มีคนอยู่ในนั้นแน่ๆ มีเสียงหัวเราะ มีเสียงทีวี มีเสียงคนเรียกกันกินข้าว

            เธอมองแสงนั้นนานพอที่จะรู้สึกว่าความเหงาไม่ได้เกิดจากการอยู่คนเดียวแต่เกิดจากการมองเห็นว่าคนอื่นไม่ได้อยู่คนเดียว

            ความเหนื่อยจากการเดินทางเริ่มจางลง เหลือเพียงความรู้สึกบางอย่างที่ค่อยๆชัดขึ้นในหัวใจ เสียงเพลงเศร้าลอยไปกับสายลม แสงสีเหลืองนวล จากโคมไฟในห้องนอนเตียงนอนที่ว่างเปล่ามีเพียงหมอนและผ้าห่ม กานต์แก้วยิ้มบางๆ ให้ตัวเอง  ก่อนพึมพำเบาๆ ท่ามกลางเสียงฝน           “คงต้องหัดอยู่คนเดียวให้เก่งแล้วสินะ” โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า อีกไม่นานหลังจากนี้คืนเหงาๆ ในห้องเล็กแห่งนี้ กำลังจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในชีวิตเธอ 

            “เสียงติ๊ง ของใครบางคนใน MSN”