ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
แสงอุษาแรกแย้มจับขอบฟ้าทิศบูรพา ขับไล่ความมืดมิดแห่งราตรีกาลให้ถอยร่น ยอดหญ้าที่เคยแห้งกรอบเริ่มชุ่มชื้นด้วยหยาดน้ำค้างบริสุทธิ์ เสิ่นลั่วขยับกายตื่นจากนิทราด้วยความรู้สึกอบอุ่นผิดวิสัย เขาพบว่าตนเองมิได้นอนขดตัวหนาวสั่นอยู่ข้างกองไฟที่มอดดับ แต่กลับมีอาภรณ์เนื้อดีสีดำสนิทคลุมทับร่างอยู่ กลิ่นหอมเย็นเจือกลิ่นสนิมเหล็กจาง ๆ จากเสื้อคลุมตัวนั้นปลุกสติสัมปชัญญะของเขาให้ตื่นเต็มตา
“เสื้อท่านแม่ทัพ?”
เสิ่นลั่วพึมพำ พลางยกมือขึ้นลูบเนื้อผ้าไหมปักลายเมฆาด้วยความมือบอน ทันใดนั้นเขาก็ััได้ถึงก้อนแข็ง ๆ บางอย่างที่กดทับอยู่บนหน้าผาก เมื่อเหลือบตามองขึ้นไปก็พบเ้าภูตศิลากำลังนอนหลับปุ๋ย น้ำลายยืดเกาะติดเรือนผมของเขาเป็ทางยาว
“ไอ้เ้าก้อนหินขี้เซา! ลงไปเดี๋ยวนี้นะ!” เสิ่นลั่วดีดหน้าผากเ้าตัวป้อมเบา ๆ จนมันกลิ้งหลุน ๆ ลงไปกองกับพื้น ส่งเสียงร้อง “กุกกัก” อย่างขัดใจ
เมื่อลุกขึ้นยืนบิดี้เีจนกระดูกลั่นกร๊อบ เสียงน้ำไหลรินแ่เบาก็ลอยมาแตะหู เสิ่นลั่วหูผึ่ง รีบสาวเท้าเดินไปยังทิศทางของสระบัวหลังเรือน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาช่างจัดสวนหนุ่มถึงกับระบายยิ้มกว้างออกมา
น้ำใสสะอาดกำลังไหลทะลักออกมาจากรอยแยกของชั้นหินที่เคยแห้งผาก เติมเต็มสระบัวที่แตกระแหงให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้ง แม้ระดับน้ำจะยังตื้นเพียงข้อเท้า แต่ก็นับเป็นิมิตหมายอันประเสริฐยิ่ง
“ชีพจรดินฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย”
“ตื่นเช้าจริงนะ เ้าตัวยุ่ง”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง เสิ่นลั่วสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปพบกู้ชิงเหยียนยืนกอดอกพิงต้นหลิวเก่าแก่ แม่ทัพหนุ่มสวมเพียงชุดตัวในสีขาวสะอาดตา ปราศจากเกราะหนักอึ้ง เส้นผมดำขลับปล่อยสยายลู่ลม ใบหน้าที่เคยซีดเผือดราวศพเริ่มมีเืฝาดเจือจาง แม้แววตายังคงเรียบนิ่ง แต่บรรยากาศกดดันรอบกายกลับเบาบางลงหลายส่วน
เสิ่นลั่วรีบปลดเสื้อคลุมสีดำคืนให้เ้าของ พลางฉีกยิ้มประจบ “อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านแม่ทัพ ดูสีหน้าท่านวันนี้สดใสราวดอกท้อแรกแย้ม เห็นทีฝีมือการถอนหมุดของข้าจะสัมฤทธิผลเกินคาด”
กู้ชิงเหยียนรับเสื้อคลุมมาพาดแขน ั์ตาคมกริบกวาดมองสระน้ำเบื้องหน้า “แค่คืนเดียว วารีไหลกลับคืน... วิชานอกรีตของเ้าดูท่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง”
“วิชานอกรีตที่ไหนกัน! นี่เขาเรียกว่าศาสตร์แห่งการพลิกฟ้าคว่ำดินต่างหาก” เสิ่นลั่วเถียงคอเป็เอ็น “ตอนนี้พยัคฆ์ขาวถูกกำราบแล้ว ทิศทางลมปราณเริ่มไหลเวียนสะดวก แต่ยังวางใจไม่ได้ ข้าต้องหาต้นหลิวลู่ลมมาปลูกรอบสระ เพื่อตรึงหน้าดินและกรองตะกอนพิษที่ยังตกค้าง”
“ต้องใช้กี่ต้น?” กู้ชิงเหยียนถามสั้น ๆ เข้าประเด็นทันที
“สักสิบต้นก็พอ แต่ต้องเป็หลิวพันปีจากป่าหมอกทิศใต้ ราคาค่างวดอาจจะสูงสักหน่อย” เสิ่นลั่วทำท่าถูนิ้วไปมาประกอบคำพูดเื่เงิน ๆ ทอง ๆ
กู้ชิงเหยียนแค่นเสียงในลำคอ “เหลียงเจ๋อเตรียมเงินไว้แล้ว เ้าไปจัดการ... หืม?”
บทสนทนาพลันหยุดชะงัก เมื่อเสียงฆ้องทองเหลืองหน้าจวนถูกกระหน่ำรัวอย่างไม่ยำเกรง จังหวะถี่กระชั้นนั้นไร้ซึ่งธรรมเนียมและเต็มไปด้วยการข่มขู่ ก่อนที่เสียงแหลมเล็กของผู้มาเยือนจะแทรกผ่านเข้ามา
“รับราชโองการ! แม่ทัพกู้ชิงเหยียน ยังไม่รีบออกมาคุกเข่ารับพระบัญชาอีกรึ!”
บรรยากาศผ่อนคลายในสวนพลันมลายหายไปสิ้น รัศมีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างของกู้ชิงเหยียนในพริบตา ใบหน้าที่เกือบจะอ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็หน้ากากน้ำแข็งเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
“พวกแมลงวัน” กู้ชิงเหยียนคำรามเสียงต่ำ “จมูกไวยิ่งนัก”
เสิ่นลั่วขมวดคิ้ว “ใครหรือขอรับ? เสียงแหลมปานเป็ดถูกเชือดเช่นนี้”
“หวังกงกง สุนัขรับใช้ของราชสำนัก” เหลียงเจ๋อที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาสมทบเอ่ยตอบ สีหน้าของรองแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ “พวกมันคงได้ข่าวว่าท่านแม่ทัพยังไม่ตาย เลยส่งคนมาดูให้แน่ใจกระมัง”
“เหลียงเจ๋อ ช่วยข้าแต่งตัว” กู้ชิงเหยียนสั่งเสียงเฉียบขาด เขาหันมามองเสิ่นลั่วด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เป็สายตาที่เต็มไปด้วยการตักเตือนและกีดกัน “ส่วนเ้า... หลบไปซะ อย่าได้เสนอหน้าออกมาให้มันเห็น”
“อ้าว ไหงงั้นล่ะขอรับ?” เสิ่นลั่วท้วง “ข้าเป็คนสวนนะ ไม่ใช่นักโทษหลบหนี”
“คนพวกนี้ลิ้นสองแฉก ยิ้มด้วยปากแต่ถือมีดไว้ข้างหลัง หากมันรู้ว่าเ้าเป็คนแก้ค่ายกล หัวของเ้าคงได้หลุดจากบ่าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน”
คำขู่เรียบ ๆ แต่จริงจังนั้นทำให้เสิ่นลั่วหุบปากฉับ ยอมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะแฝงตัวเป็ก้อนหิน ก้อนดิน ไร้ตัวตนที่สุด”
…
ณ ลานหน้าประตูจวนพยัคฆ์ทมิฬ
ขบวนเกี้ยวหรูหราสีแดงชาดจอดเทียบท่า ท่ามกลางทหารองครักษ์นับสิบนาย บุรุษร่างท้วมในชุดขุนนางฝ่ายในสีม่วงเข้มก้าวลงจากเกี้ยว ใบหน้าขาววอกด้วยแป้งผัดหน้า ริมฝีปากแต้มชาดสีแดงจัดจ้าน ในมือถือแส้จามรีโบกไปมาด้วยท่วงท่ากรีดกราย
หวังกงกงกวาดสายตามองสภาพประตูจวนที่ดูทรุดโทรมด้วยแววตาดูแคลน ก่อนจะแค่นยิ้มเหยียดหยามเมื่อเห็นประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก
กู้ชิงเหยียนเดินออกมาด้วยท่วงท่าองอาจ แม้จะสวมเพียงชุดคลุมสีดำเรียบง่าย แต่รังสีน่าเกรงขามของแม่ทัพผู้ผ่านศึกร้อยสมรภูมิก็ทำให้เหล่าทหารองครักษ์ของหวังกงกงถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“คารวะกงกง” กู้ชิงเหยียนประสานมือเพียงเล็กน้อย พอเป็พิธี “ลมอะไรหอบท่านมาถึงชายแดนทุรกันดารเช่นนี้?”
หวังกงกงหัวเราะเสียงแหลมคิกคิก “แหม... ท่านแม่ทัพกู้ช่างปากคอเราะราย ฝ่าาทรงเป็ห่วงอาการป่วยประหลาดของท่าน จึงทรงมีรับสั่งให้ข้าน้อยนำยาอายุวัฒนะมามอบให้ และถือโอกาสเยี่ยมเยียนดูว่าจวนพยัคฆ์ทมิฬแห่งนี้กลายเป็ป่าช้า เอ๊ย! กลายเป็จวนร้างไปแล้วหรือยัง”
วาจาจิกกัดนั้นไม่ได้ทำให้สีหน้าของกู้ชิงเหยียนเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย “ขอบพระทัยฝ่าา เปิ่นเจียงจวินยังสบายดี กินอิ่มนอนหลับ ร่างกายแข็งแรงดุจหินผา มิได้บุบสลายดังที่ใครบางคนแช่งชักหักกระดูก”
เสิ่นลั่วที่แอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ดัดหลังประตู ถึงกับต้องกลั้นขำ ‘ดุจหินผาจริง ๆ นั่นแหละ แข็งเป็หินไปครึ่งตัวแล้วพ่อคุณ’
หวังกงกงหรี่ตามองสำรวจกู้ชิงเหยียนอย่างจับผิด สายตาเหลือบไปเห็นถุงมือหนังสีดำที่สวมทับมือขวาก็ยิ้มเยาะ “ได้ยินว่าโรคประหลาดของท่านแม่ทัพลุกลามจนน่าเกลียดน่ากลัว ไฉนวันนี้จึงดูปกติดีเล่า? หรือข่าวลือจะเป็เพียงลมปาก?”
“ข่าวลือก็คือข่าวลือ” กู้ชิงเหยียนตัดบท “หากกงกงส่งของเสร็จแล้ว ก็เชิญกลับไปพักผ่อนเถิด อากาศบนเขานี้เบาบาง เกรงว่าคนเมืองหลวงผู้บอบบางเช่นท่านจะหายใจไม่ทัน”
“ช้าก่อน!” หวังกงกงตวาดแว้ด สายตาเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างภายในจวน “นั่นมันอะไรกัน? สวนไผ่นั่น... แล้วก็สระน้ำนั่น? เมื่อเดือนก่อนสายสืบรายงานว่าที่นี่แห้งแล้งราวทะเลทราย เหตุใดจู่ ๆ จึงอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้?”
สัญชาตญาณของคนเ้าเล่ห์ทำงานทันที หวังกงกงผลักทหารยามออกแล้วเดินดุ่ม ๆ เข้ามาในเขตจวน “มีใครบางคนกำลังเล่นตลกกับฮวงจุ้ยหรือไม่? แม่ทัพกู้... ท่านคงมิได้ซุกซ่อนปรมาจารย์มนต์ดำไว้กระมัง?”
“บังอาจ!” เหลียงเจ๋อชักดาบออกมาขวางทาง “นี่เป็เขตหวงห้ามทางทหาร!”
“สามหาว! ข้าถือราชโองการ เ้ากล้าขวางรึ!” หวังกงกงชี้หน้าด่ากราด
สถานการณ์ตึงเครียดจนเกือบจะแตกหัก กู้ชิงเหยียนกำหมัดแน่น หากเขาลงมือสังหารขันทีผู้นี้ ข้อหาฏก็จะตกถึงตัวตระกูลกู้ทันที แต่หากปล่อยให้มันเข้าไปเห็นค่ายกลพยัคฆ์ขาวที่ถูกรื้อถอน ความลับเื่ผนึกัอาจรั่วไหล
ในจังหวะนั้นเอง ร่างในชุดคนสวนสกปรกมอมแมมก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ สะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งไปแทบเท้าหวังกงกง พร้อมถังใส่อุจจาระม้าที่ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่
โครม!
ของเสียในถังกระเด็นหกใส่ชายชุดคลุมสีม่วงราคาแพงของหวังกงกงจนเปรอะเปื้อน
“ว้าย! กรี๊ดดดด! ชุดข้า! ชุดไหมปักดิ้นทองของข้า!” หวังกงกงกรีดร้องเสียงหลง ะโเหยง ๆ ราวกับไก่ถูกน้ำร้อนลวก
เสิ่นลั่วรีบลุกขึ้นโขกศีรษะกับพื้นรัว ๆ แสร้งทำเสียงสั่นเครือ “ขออภัยขอรับใต้เท้า! ข้าน้อยสมควรตาย! ข้าน้อยเป็แค่คนสวนโง่เขลา ตามัวแต่มองมดมองแมลง ไม่ทันเห็นว่ามีขุนนางผู้สูงส่งมาเยืยน!”
“เ้า! เ้าไพร่สวะ! เหม็น! เหม็นจะตายอยู่แล้ว!” หวังกงกงปิดจมูก หน้าเขียวหน้าเหลืองด้วยความขยะแขยง
กู้ชิงเหยียนมองการแสดงสดของเสิ่นลั่วด้วยความตะลึงงันวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมตามน้ำ “บังอาจนัก! เ้าคนสวนซุ่มซ่าม ทหาร! ลากตัวมันไปโบยยี่สิบไม้!”
“ช้าก่อน!” หวังกงกงยกมือห้าม แม้จะยังทำท่าพะอืดพะอม เขาจ้องมองใบหน้าเปื้อนโคลนของเสิ่นลั่วด้วยสายตาระแวง “คนสวนงั้นรึ? จวนแม่ทัพกู้จ้างคนสวนหน้าตาจิ้มลิ้มพรรค์นี้ั้แ่เมื่อใด? หน้าตาเ้าดูไม่เหมือนคนตรากตรำทำงานหนักเลยนะ”
เสิ่นลั่วเงยหน้าขึ้น ส่งสายตาใสซื่อบริสุทธิ์ “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเป็คนบ้านนอกคอกนา เพิ่งถูกท่านแม่ทัพซื้อตัวมาเมื่อวาน เพื่อมา... เอ่อนั่นแหละขอรับ ขุดดิน ตักขี้ม้า ปลูกผักชี ท่านแม่ทัพบอกว่าจวนนี้มันแล้งเกินไป อยากจะปลูกผักไว้กินเองแก้ขัด”
“ปลูกผัก?” หวังกงกงทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อ
“ขอรับ! ท่านแม่ทัพบ่นว่าเบี้ยหวัดน้อยนิด ต้องประหยัดอดออม ข้าน้อยเลยเสนอให้ปลูกผักกาดขาวกับหัวไชเท้าขอรับ!” เสิ่นลั่วพูดยาวเหยียดน้ำไหลไฟดับ “ใต้เท้าท่านดูสิ ดินที่นี่ดำดีนัก เหมาะแก่การปลูกพืชสวนครัวยิ่ง–”
“พอ! หุบปาก!” หวังกงกงโบกมือไล่อย่างรำคาญ กลิ่นเหม็นจากเสื้อทำเอาเขาเวียนหัวจนแทบประคองสติไม่อยู่ “แม่ทัพกู้ ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะตกอับถึงขั้นต้องปลูกผักกิน ช่างน่าเวทนานัก”
“ขัดสนเพียงกาย แต่ใจมิได้ขัดสน” กู้ชิงเหยียนตอบเรียบ ๆ
หวังกงกงสะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโหและรังเกียจ “ช่างเถอะ! อยู่ในที่กันดารเช่นนี้ต่อไปเถิด ข้าจะรีบกลับไปทูลฝ่าาว่าท่านสบายดีจนน่าใจหาย! กลับ!”
ขบวนเกี้ยวสีแดงรีบเคลื่อนตัวกลับออกไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีโรคระบาด ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบและกลิ่นเครื่องประทินผิวฉุนกึกที่ตีกับกลิ่นมูลม้า
เมื่อลับสายตาคนนอก เหลียงเจ๋อถึงกับปล่อยก๊ากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ฮ่า ๆ ๆ เ้าดูหน้ามันสิ! เขียวปั๊ดเหมือนตับหมูเน่า! เสิ่นลั่ว เ้ามันร้ายกาจนัก!”
เสิ่นลั่วลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากเสื้อ ยักไหล่เบา ๆ “ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็คนสวน ถังขี้ม้าคืออาวุธคู่กายข้าอยู่แล้ว ว่าแต่ท่านแม่ทัพ…”
เขาหันไปมองกู้ชิงเหยียนที่ยืนนิ่ง สายตายังคงจับจ้องไปที่ประตูจวนด้วยแววตาซับซ้อน
“การแสดงเมื่อครู่ ท่านจะหักค่าจ้างข้าหรือไม่?”
กู้ชิงเหยียนหันกลับมามองคนตัวเล็กที่เนื้อตัวมอมแมม แต่ดวงตากลับสุกใสราวกับดวงดาว มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ไปถึงดวงตาเป็ครั้งแรก
“ไม่หัก” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงนุ่ม “แถมข้าจะเพิ่มเงินให้เ้าอีกต่างหาก ฐานที่ทำให้ข้าสะใจที่สุดในรอบสิบปี”
“เย้! ท่านแม่ทัพจงเจริญ!” เสิ่นลั่วร้องลั่น
“แต่...” กู้ชิงเหยียนเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงกลับมาจริงจัง “คนอย่างหวังกงกงผูกใจเจ็บเป็ที่หนึ่ง มันไม่จบแค่นี้แน่ มันต้องสงสัยเื่น้ำในสระ และมันจะส่งคนมาลอบสังเกตการณ์ เสิ่นลั่ว…งานของเ้าคงจะยากขึ้นอีกเท่าตัว”
“ยิ่งยาก ยิ่งท้าทายขอรับ” เสิ่นลั่วตอบรับอย่างมั่นใจ “เพราะตอนนี้ข้าไม่ได้สู้คนเดียวแล้วนี่นา”
เขาเหลือบตามองเ้าภูตศิลาอาสือที่ค่อย ๆ โผล่หัวออกมาจากคอเสื้อของเขา ส่งเสียง “กุกกัก” รับลูกคู่
กู้ชิงเหยียนมองภาพนั้นแล้วถอนหายใจเบา ๆ ความโดดเดี่ยวที่เคยกัดกินหัวใจเขาค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยความวุ่นวายของคนและภูตประหลาดเหล่านี้
“ไปอาบน้ำซะ... เหม็น”
“โธ่ท่านแม่ทัพ! นี่กลิ่นแห่งชัยชนะนะขอรับ!”