THE ONE

    ตอนที่ 124 งานแสดงของตระกูลหลิว - 1


            เมื่อเทียนคงกล่าวจบเกินกว่าครึ่งของตระกูลหลิว ได้ตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมเป็นผู้จัดงานในครั้งนี้และเดินจากไปซึ่งแกนนำของกลุ่มนี้ไม่ใช่ใคร ก็ชายคนที่ลงมือกับเทียนคงไปเมื่อครู่นั่นเอง ซึ่งจากที่เทียนคงคาดการณ์ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะกลุ่มคนเหล่านี้ ล้วนกลับเข้ามาที่ตระกูล หลังจากทราบว่า หลิวเยี่ยนเฟยได้ลงจากเขามาเพื่อฟื้นฟูตระกูล และตอนนี้เยี่ยนเฟยไม่อยู่แล้วจะให้พวกเขามีความเชื่อมั่นว่างานจะสำเร็จได้อย่างไร

                  

            อาคารและสถานที่ที่เห็นอยู่ตรงนี้แม้จะดูหรูหราอลังการแต่พวกเขาไม่เห็นอาวุธและชุดเกราะสักชิ้นที่อยู่ตรงนี้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่เคยเห็นพวกมันมาก่อนด้วยจึงคิดกันไปเองว่า เทียนคงได้ฮุบเอาอาวุธและชุดเกราะของเยี่ยนเฟยไปหมดแล้วและกำลังแสดงละครปาหี่เพื่อทำลายตระกูลหลิวให้จมดิน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

            

            ตอนนี้จึงหลงเหลือคนตระกูลหลิวเพียงหยิบมือ ไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำไปประกอบไปด้วยหลิวหงชิงและภรรยา หลิวเย่อิ๋ง หลิวหลิวซี ผู้ติดตามหลิวซี และคณะสังกัดตระกูลหลิว3 คน กับบ่าวหนุ่มสาวอีก 3 คน รวมทั้งสิ้น 11 คนด้วยกัน ด้วยจำนวนคนเพียงเท่านี้การจะดำเนินงานขนาดนี้ให้สำเร็จลุล่วงแทบเป็นไปไม่ได้

            

            กลุ่มคนที่เหลือจึงหันซ้ายหันขวามองหน้ากันด้วยความละเหี่ยใจ เพราะในใจพวกเขาไม่ใช่ว่าไม่อยากจากไปแต่พวกเขาไปไม่ได้ หลิวหงชิงเป็นผู้นำตระกูล เย่อิ๋งและหลิวซี เป็นบุตรส่วนคณะสังกัดก็อยู่ภายใต้การปกครองของหลิวหงชิงและเย่อิ๋งโดยตรง หากหงชิงหรือเย่อิ๋งไม่อนุญาตพวกเขาก็ไปไหนไม่ได้

            

            เวลาเหลือไม่ถึงชั่วโมงแล้ว ก่อนจะถึงเวลาเปิดงานแสดงเทียนคงมองดูสภาพของตระกูลหลิวในตอนนี้ ก็ได้แต่ถอนหายใจเขายังไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรในอนาคตกับตระกูลหลิวที่หลงเหลืออยู่นี้แต่ในตอนนี้สิ่งที่ต้องทำ คือการจัดงานแสดงที่เป็นความตั้งใจของหลิวเยี่ยนเฟยให้ดีที่สุด แล้วหลังจากนี้ค่อยว่ากัน

            

            “คุณชาย ... เรื่องท่านอา ข้าจะไม่ถามสิ่งใดต่อแล้วในตอนนี้... แต่เรื่องงาน หวังว่าท่านจะมีแผน ...”เย่อิ๋งเดินเข้าหาเทียนคงแล้วกล่าวถามด้วยความร้อนรน

            

            “ข้ารับหน้าที่มา ย่อมมีวิธีจัดการ ขอเพียงพวกท่านทำตามสิ่งที่ข้ากำลังจะบอกให้ดีก็พอแล้ว ....”

            

            “ข้าเข้าใจแล้ว ... ท่านสั่งการมาได้เลย” เย่อิ๋งก้มหน้าหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแสดงสายตาแน่วแน่แล้วกล่าวเสียงแน่น พอเย่อิ๋งแสดงออกแบบนี้คนที่เหลือก็คล้อยตาม แล้วเดินมาตรงหน้าเทียนคง และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันเช่นเดียวกับเย่อิ๋ง

                  

            เทียนคงยิ้มบางแล้วพยักหน้าให้พวกเขา ก่อนจะจัดแจงหน้าที่ของแต่คนแล้วอธิบายแผนของงานให้พวกเขาฟัง ในขณะอธิบาย เขาก็แสดงสิ่งที่พูดออกมาด้วยเมื่ออธิบายถึงอาวุธและชุดเกราะที่จะใช้ในงานแสดง แผ่นพื้นหินอ่อนตรงตำแหน่งที่จะจัดวางอาวุธก็เลื่อนออก แท่นหินที่มีอาวุธวางอยู่ด้านบนก็ค่อย ๆเลื่อนขึ้นมา

                  

            สายตาของคนตระกูลหลิวจับจ้องไปที่อาวุธชิ้นแรกที่เทียนคงแสดงขึ้นมาและก็ต้องเบิกตาโต เพราะอาวุธที่ออกมานี้ เป็นอาวุธระดับห้าขั้นสูงสุด กระบี่เล่มงามเปล่งประกายและแผ่คลื่นพลังออกมาตลอดเวลาอันเป็นเอกลักษญ์ของอาวุธขั้นสูงสุด

            

            “เพียงแค่ชิ้นแรก ก็เป็นอาวุธขั้นสูงสุดเลยหรือ” ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวภรรยาของหลิวหงชิง

            

            นางพลันนึกไปถึงคำพูดของชายกลางคนคนนั้น ที่บอกว่าเทียนคงหวังจะฮุบเอาอาวุธของเยี่ยนเฟยเป็นของตัวเองขึ้นมา เพราะหากอาวุธทั้งสิบชิ้นที่เยี่ยนเฟยตั้งใจจะใช้ในงานแสดงเป็นอาวุธขั้นสูงหรือสูงสุดทั้งหมด มันก็จะมีมูลค่ามากมายแน่ ๆ การที่เทียนคงตั้งใจจะทำแบบนั้นย่อมมีความเป็นไปได้

            

            นางจึงแอบหลบออกไปมุมหนึ่งเงียบ ๆ โดยไม่ให้คนตระกูลหลิวคนอื่นๆสังเกตเห็นแล้วรีบส่งข้อความบางอย่างผ่านหินสื่อสารให้กับคนผู้หนึ่งนางใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ราวกับนางเพียงแค่หันหลังไปเพื่อไอหรือจามเพียงครั้งเดียวเท่านั้นจากนั้นจึงกลับมาตั้งใจฟังที่เทียนคงพูด แต่สิ่งผิดสังเกตนี้ แม้จะเล็กน้อยก็ไม่ได้หลุดรอดสายตาของเทียนคงไปได้ เขาแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรแล้วอธิบายภาพรวมของงานต่อ

                  

            เทียนคงไม่ได้แสดงอาวุธและชุดเกราะอื่นๆอีก 9 ชิ้น ให้คนตระกูลหลิวเห็น และบอกเพียงว่าจะมีอาวุธและชุดเกราะแสดงในงานทั้งหมด10 ชิ้นด้วยกันเท่านั้น และอธิบายต่อเรื่องการท้าทาย ทดสอบความทนทานของอาวุธของผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงเงินรางวัล

                  

            และพอเทียนคงพูดถึงเรื่องเงินรางวัลที่ได้จัดเตรียมไว้กว่า 10 ล้านเหรียญเงิน ยิ่งทำให้ภรรยาของหงชิงตาลุกวาว และเพลิงของความโลภก็พลันปะทุขึ้นมาในจิตใจตอนนี้นางตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว ว่าเทียนคงเป็นผู้ร้ายและฆาตกรที่หวังฮุบทรัพย์สมบัติของเยี่ยนเฟย โดยใช้ความสนิทสนมของเขากับเย่อิ๋งและเยี่ยนเฟยเพื่อลงมือกระทำการอุกอาจครั้งนี้

                  

            ซึ่งไม่ใช่แค่ภรรยาของหงชิงที่คิดแบบนี้มีอีกคนหนึ่งที่คิดเช่นเดียวกัน ก็คือหลิวซีบุตรชายและน้องชายของหงชิงและเย่อิ๋งนั่นเอง เขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นความชื่นชมเทียนคงก่อนหน้านี้ที่ช่วยเหลือตระกูลหลิวในการจัดหาชิ้นส่วนอสูรให้เยี่ยนเฟยมลายหายไปจนหมดสิ้นและถูกแทนที่ด้วยความอาฆาตแค้นแทน

                  

            แน่นอนว่า รังสีอาฆาตที่แผ่ออกมานี้เทียนคงย่อมสัมผัสได้ เขาเหล่ตามองต้นทางของรังสีนี้ เมื่อพบว่าต้นทางคือใครก็รู้สึกผิดหวังและเริ่มจะหมดหวังกับตระกูลหลิวแล้ว เอาจริง ๆเขาไม่ได้สนใจตระกูลหลิวเลยสักนิดว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรการที่เขาให้หลิวเยี่ยนเฟยฟื้นฟูตระกูลหลิว ก็เพียงเพื่อหวังจะใช้ประโยชน์จากตระกูลหลิวเป็นนายหน้าในการค้าขายอาวุธของเขาต่างหาก และอีกอย่างก็คือ ตัวเขายังคงอยู่ในสังกัดของตระกูลหลิวหากตระกูลหลิวล่มสลายไป เขาก็ต้องหาสังกัดใหม่อยู่น่ะสิซึ่งมันก็เป็นเรื่องยุ่งยากให้เขาต่อเช่นกัน

                  

            แต่มาตอนนี้การตายของหลิวเยี่ยนเฟย เป็นสิ่งที่เทียนคงไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นเขาจึงรู้สึกว่านี่คือความผิดของเขา และเขาต้องรับผิดชอบต่อความผิดนี้โดยเฉพาะกับคำสั่งเสียของเยี่ยนเฟย ตอกย้ำให้เขาต้องช่วยเหลือตระกูลหลิวเพราะหากไม่มีเขาเข้ามาแทรกแซง ตระกูลหลิวก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างเป็นสุขดี

                  

            การอธิบายจบลงเทียนคงก็สั่งการให้ทุกคนเข้าประจำที่ ตามที่ได้มอบหมายไว้ หงชิงเป็นคนแรกที่โค้งคำนับให้เทียนคงด้วยความตื้นตันใจและรีบลงเขาไปเพื่อรับแขก เมื่อสามีลงไปแล้ว ภรรยาของเขาก็เดินตามลงไป

            

            ในเวลาไล่เรี่ยกัน เย่อิ๋งและอีม่าน ก็หันมามองหน้ากันแล้วยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาที่เทียนคง โค้งคำนับให้ทีหนึ่ง แล้วลงจากเขาไปเช่นกันส่วนที่เหลือ ได้รับมอบหมายให้จัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ บริเวณงานแสดงและบริการเมื่อแขกมาถึง

            

            ส่วนเทียนคงเมื่อสั่งการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินเข้าไปที่อาคารหลักเปิดการใช้งานประตูลับที่ขับเคลื่อนด้วยพลังจากอัญมนีนพเก้าเขาเดินลึกลงไปตามบันได้ที่ทอดยาวเป็นเส้นตรง เมื่อลงมาจนสุดทางก็จะพบกับลานกว้างใต้ดินที่มีศูนย์กลางเป็นจุดที่ดาบเล่มนั้นปักอยู่

            

            “..... ท่านอาข้าจะทำตามสิ่งที่ท่านคาดหวังให้ข้าทำอย่างสุดความสามารถ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนของท่าน จะรับมันหรือไม่ด้วยล่ะนะ ..... และโปรดอภัยให้ข้าด้วยหากข้าไม่สามารถทำมันได้อย่างที่ท่านคาดหวัง”

            

            เทียนคงพูดกับดาบเล่มยักษ์ ที่ปักตระหง่านอย่างน่าเกรงขามด้วยความอาลัย เขารู้สึกเสียใจอย่างมากจริง ๆ กับการกระทำของเขา ที่มีส่วนทำให้คนๆหนึ่งต้องสิ้นชีวิตลง เมื่อกล่าวอาลัยจบ เทียนคงก็หันกายจากไป และประจำอยู่ที่ตำแหน่งผู้ดำเนินงานแสดงในครั้งนี้

            

            เมื่อได้เวลา แขกเหรื่อก็ทยอยเข้ามาที่งาน ซึ่งจำนวนที่มากันนี้ล้นหลามเกินความคาดหมายไปมากเดิมตระกูลหลิวคาดว่าจะมีแขกเข้าร่วมราว หนึ่งพันคน เป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้เท่าที่เห็นก็เกินพันไปที่เรียบร้อยแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมากัน จนผู้ที่รับหน้าที่รับแขกอย่างหลิวหงชิง ภรรยาของเขาเย่อิ๋งและอีม่านเหงื่อตกด้วยความกังวล เพราะที่พวกเขาเห็นบนเขานั้น บริเวณสำหรับรับรองแขกมันจุได้เพียงหนึ่งพันคนเท่านั้น แต่ตอนนี้จะทำอะไรได้ จึงได้แต่คาดหวังว่าเทียนคงจะมีแผนรองรับเหตุการณ์นี้

            

            บนเขาหลังตระกูลหลิวที่เคยเป็นเขตหวงห้าม ที่แม้แต่คนของตระกูลยังไม่สามารถเข้าไปได้กันทุกคนมาวันนี้กลับหนาแน่นไปด้วยผู้คน ตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดา ผู้ใช้พลังระดับสูง คนมีชื่อเสียงของดาวขุนนางและราชการ รวมไปถึงราชวงค์ แต่ถึงอย่างนั้น การจัดการที่นั่งของแขก ก็ไม่ได้วุ่นวายอย่างที่คิด

            

            เพราะตั้งแต่เทียนคงเห็นจำนวนแขกที่เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆเขาก็ตัดสินใจที่จะทำบางอย่าง และต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นคือการใช้งานเอวันและสมุนของเขาอีกครั้ง

            

            และได้ใช้สิ่งที่เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในการสร้างเนื้อหนังเทียมมาใช้ในครั้งนี้ด้วยเช่นกันเพื่อทำให้แอนดรอยน์ของเขาดูเป็นมนุษย์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ทำได้ดีเลยทีเดียวเพราะจากที่เห็น แอนดรอยน์ของเขาดูกลมกลืนกับฝูงชนได้อย่างยอดเยี่ยมและไม่มีใครผิดสังเกตเลย

            

            “นะ นั่นมัน ... คนของหมอนั่นหรือ .... ข้าว่าแล้วไงมันต้องวางแผนมานานแล้วแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นมันจะไล่พวกเราลงมาหรือ ..... ไอเลวเอ้ย ....”ชายกลางคนคนเดิม เมื่อมาถึงงานในฐานะแขก ก็สบถออกมาด้วยความเกลียดชัง แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นแล้วรอดูว่าเทียนคงจะจัดการงานนี้อย่างไร เมื่อไม่มีหลิวเยี่ยนเฟยที่เป็นคนตีอาวุธขึ้นมา

                  

            เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง แขกส่วนใหญ่ก็ได้นั่งประจำตำแหน่งกันหมดแล้วกลุ่มคนตระกูลหลิวที่รับแขกอยู่ด้านล่าง ก็พากันขึ้นมาบนเขาด้วยความกังวลใจเพราะภาพบนเขาจะต้องวุ่นวายเพราะที่นั่งไม่พอแน่ ๆ แต่ไม่ใช่เลย ไม่เพียงจะพอแต่มันยังเหลือที่นั่งอีกมากด้วยต่างหากทำเอาอีม่านอ้าปากค้าง เพราะไม่เข้าใจว่า อัฒจันทร์ที่เพิ่มขึ้นมาพวกนี้มันมาได้อย่างไรเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ มันยังไม่มีเลยไม่ใช่หรือนี่เทียนคงเขายังเป็นมนุษย์อยู่ไหม หรือว่าเป็นเทพเซียน ที่สามารถเนรมิตรสิ่งต่างๆได้ตามใจนึก

                  

            แขกที่มาในงาน รวมแล้วในตอนนี้ร่วมสามพันคน มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงสามเท่า ซึ่งในจำนวนทั้งหมดนี้ แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มด้วยกันคือ จุดที่นั่งของราชวงค์ ที่มากันถึง 6 คนด้วยกัน คือองค์ชายสอง สี่ ห้า เจ็ด สิบห้าและองค์หญิงสาม ทำให้เพียงจุดที่นั่งของราชวงค์ก็ใช้พื้นที่นั่งมากกว่า 100ที่นั่งแล้ว เพราะผู้ติดตามขององค์ชายสอง สี่ ห้า และเจ็ดนั้นก็ร่วม องค์ละ 20 คนแล้ว

                  

            กลุ่มที่สองคือ ขุนนาง ราชการ สมาคมสังกัด และสำนักต่าง ๆ

                  

            กลุ่มที่สามคือ ผู้ใช้พลังอิสระที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับใคร

                  

            และกลุ่มที่สี่ คือ ชาวบ้านทั่วไป

                  

            ด้วยจำนวนคนของกลุ่มที่หนึ่งถึงสามนั้นรวมกันแล้วมากกว่าจำนวนแขกทั้งหมดของงานทำให้งานในครั้งนี้ ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากงานหนึ่งเลย เพราะรวมเอาคนสำคัญที่มีชื่อเสียงและอำนาจของดาวส่วนใหญ่มาไว้ที่นี้แล้ว

                  

            “ไม่ยักจะรู้ว่าท่านพี่สนใจงานพวกนี้ด้วย... อีกอย่างนะ จะมางานแบบนี้ทั้งที ท่านไม่คิดจะบอกข้าสักหน่อยเลยหรือ ....”ไหเจินที่นั่งอยู่ข้างซินเหยียนเอ่ยออกมาด้วยความน้อยใจ

                  

            ระหว่างที่ไหเจิน รอเทียนคงอยู่ที่สำนักวิหคครามสาขาเมืองประกายเงินก็ได้ยินว่าตระกูลหลิวจะจัดงานแสดงขึ้นจึงเกิดความสนใจ และในเมื่อเทียนคงก็ยังไม่กลับมาที่เมืองจึงถือโอกาสนี้มาเที่ยวเล่นเสียหน่อยคงไม่เป็นไร แต่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะได้เจอซินเหยียนอยู่ที่นี่ด้วย

                  

            “ข้าถูกคุณหนูแซ่โจวลากมาต่างหากไม่ได้ตั้งใจมาเสียหน่อย เจ้าเถอะ ไหนบอกว่าจะให้คุณชายเทียนคงช่วยสอนวิชาเหตุใดถึงได้มาเที่ยวเล่นอยู่ที่นี่”

                  

            “องค์หญิง ท่านกล่าวเยี่ยงนี้ข้าก็เป็นคนไม่ดีน่ะสิไม่ใช่ว่าเป็นเพราะข้าบอกว่าคุณชายเทียนคงจะมาร่วมงานด้วยท่านถึงได้ลากข้ามาที่นี่อย่างไวเลยมิใช่หรือ”

                  

            “เจ้าว่าอย่างไรนะ ข้าไปลากเจ้ามาเมื่อใดกันเป็นเจ้าบอกข้าว่าเทียนคงจะมาร่วมงานนี้แต่เจ้าไม่สามารถมาได้เพราะหน้าที่ที่ต้องอยู่องครักษ์ข้าข้าจึงได้สละเวลางานมาที่นี่เพื่อเจ้าไม่ใช่หรือไง ...”

                  

            “ถูกของท่าน ที่ข้าอยากให้ท่านสละเวลามาที่งานแต่ข้าขอแค่วันงานเพียงวันเดียว ซึ่งก็คือวันนี้ แต่ท่านกลับพาข้ามาที่เมืองเพชฌฆาตอสูรตั้งแต่ทราบเรื่องเมื่อสามวันก่อนนะดังนั้นจึงเป็นท่านต่างหากที่ลากข้ามา”

                  

            “จะ เจ้า ..... หน่อยแน่ เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้วนะมานี่เลย ....” สองหญิงงามทะเลาะเบาะแว้ง กัดกันไปกัดกันมา ไม่ได้สนใจไหเจินผู้ริเริ่มการสนทนานี้เลยแม้แต่นิดเดียว

                  

            “................” ไหเจินมองดูสองพี่สาวที่เถียงกันไปมาเรื่องใครเป็นคนพาใครมาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย พลันคิดในใจว่า “พวกท่านนี่ไม่คิดจะปิดบังกันสักหน่อยเลยหรือกลัวคนอื่นไม่ทราบหรือว่าพวกท่านชอบพอพี่เทียนคงกันน่ะ ....”