ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 311 : แผนที่เลือดในแกนอสูร

จารึกที่ 311 : แผนที่เลือดในแกนอสูร : ก้าวแรกสู่แดนประหารสวรรค์


ความมืดมิดในทะเลแห่งความว่างเปล่า มิใช่ความมืดที่ไร้แสงสว่าง ทว่ามันคือห้วงลึกที่กลืนกินแม้กระทั่งความหวังและกาลเวลา ซากอุกกาบาตทองคำม่วงขนาดมหึมาลอยเคว้งคว้างอยู่นอกสุดของรัศมีสายโซ่โลหิต มหานาวาปราณสูญตาจอดเทียบอยู่อย่างเงียบเชียบ ประดุจแมลงตัวจ้อยที่เกาะอยู่บนใบไม้ท่ามกลางพายุคลั่ง ค่ายกลพรางตากดทับกลิ่นอายของทุกคนบนเรือจนแนบสนิทไปกับความว่างเปล่า


บนผืนศิลาที่ขรุขระ อาเจียนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง สายลมแห่งมิติที่แตกซ่านพัดผ่านผ้าคลุมสีเทาเข้มของเขา ทว่าร่างของเด็กหนุ่มกลับมั่นคงดุจขุนเขาพันปี เบื้องหน้าของเขาคือ 'แกนอสูร' สีแดงคล้ำขนาดเท่ากำปั้น ซึ่งได้มาจากการสังหารอสูรวิญญาณเร่ร่อนแห่งความว่างเปล่า


ดวงตาแห่งความว่างเปล่าของอาเจีย ที่มีเพียงสีดำสนิทไร้ซึ่งตาขาว หรี่ลงเล็กน้อย เขามิได้แผ่รังสีอำมหิตหรือความโลภเพื่อช่วงชิงทรัพยากรดังเช่นกาลก่อน ทว่าแววตาของเขาในยามนี้เต็มไปด้วยความลึกล้ำของการแสวงหามรรคา


พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ในมือขวาถูกตวัดขึ้นกลางอากาศธาตุอย่างเชื่องช้า เส้นสายหมึกสีเงินยวงลากผ่านความมืด ก่อเกิดเป็นสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ลอยล้อมรอบแกนอสูรสีเลือด ภายในความกลวงเปล่าของวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นมารำไร เปล่งประกายสีดำทมิฬที่สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจ


"การจะก้าวเดินในดินแดนของศัตรู มิใช่อาศัยเพียงความกล้าหาญที่มืดบอด แต่ต้องอาศัยดวงตาที่มองทะลุสัจธรรม" อาเจียรำพึงเสียงแผ่วเบา

เขาส่งเจตจำนงวิญญาณ ควบคุมเส้นด้ายปราณสีเงินที่เล็กละเอียดดุจใยแมงมุมนับร้อยเส้น ให้แทรกซึมเข้าไปในแกนอสูร ทว่าทันทีที่เส้นสายแห่งความว่างเปล่าสัมผัสกับพื้นผิวของมัน ปราณโลหิตที่ดุร้ายภายในแกนอสูรก็ปะทุขึ้นต่อต้านอย่างรุนแรง!


เปรี๊ยะ!


คลื่นพลังสีเลือดกระแทกสวนกลับมาตามเส้นด้ายปราณ อาเจียรู้สึกราวกับถูกค้อนเหล็กฟาดเข้าที่หน้าอกอย่างจัง ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนสั่นสะเทือน เลือดสายหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก


"อาเจีย..." เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความห่วงใยของมู่เฉินดังขึ้นเบื้องหลัง อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระก้าวเดินเข้ามา ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลของเขาสะท้อนแสงจางๆ ท่ามกลางความมืด "เจ้าใช้ความรุนแรงเกินไป แกนอสูรนี้ถูกหล่อหลอมด้วยวิถีแห่งโลหิตของวิหารเทพ หากเจ้าพยายามบังคับถอดรหัส มันจะทำลายตัวเองพร้อมกับลากจิตวิญญาณของเจ้าให้แหลกสลายไปด้วย"


อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น ยกมือเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก เขาหันไปประสานมือคารวะบุรุษเบื้องหน้า "ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้อง ข้าลุกลนเกินไป... ข้าเพียงคิดว่าตบะของข้าบรรลุขีดสุดวิญญาณแรกเริ่มแล้ว ย่อมสามารถกดขี่แกนอสูรระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นต้นได้ ทว่าข้าลืมไปว่า ในมรรคาแห่งเต๋า ความแข็งกร้าวมิใช่กุญแจไขทุกสรรพสิ่ง"


"เจ้าเข้าใจได้รวดเร็วนัก" มู่เฉินพยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมเสมอ "การศึกษาอักษรสวรรค์ คือการรับฟังเสียงกระซิบของฟ้าดิน แกนอสูรนี้แม้จะแปดเปื้อน ทว่ามันก็มีจังหวะการเต้นของมัน เจ้าจงหยุดการกลืนกิน และเปลี่ยนเป็น 'การคล้อยตาม' ใช้อักขระหลิงของเจ้าห่อหุ้มมันไว้ ดุจสายน้ำที่โอบล้อมก้อนหิน"


อาเจียรับคำชี้แนะ สูดลมหายใจลึกยาว ปราณเซียนแท้ในร่างค่อยๆ สงบลง เขาละทิ้งเจตจำนงแห่งการบุกรุก เปลี่ยนความว่างเปล่าให้กลายเป็นมหาภาวะซวีที่แท้จริง... การโอบอุ้มที่ปราศจากขอบเขต


ปลายพู่กันตวัดอีกครั้ง คราวนี้เส้นสายสีเงินยวงมิได้พุ่งทะลวง ทว่ามันค่อยๆ ไหลเวียนไปรอบๆ แกนอสูร สอดแทรกเข้าไปในจังหวะที่ปราณโลหิตกำลังหดตัว อักขระหลิง (零) ภายในสัญลักษณ์ ( ⦾ ) ทำหน้าที่เป็นดั่งผืนผ้าใบที่รองรับความก้าวร้าวของแกนอสูรอย่างเงียบเชียบ


ผ่านไปชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก แสงสีเลือดของแกนอสูรก็เริ่มสงบลง มันหลงคิดว่ามหาภาวะซวีของอาเจียคือสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติในทะเลแห่งความว่างเปล่า


ในวินาทีนั้นเอง อาเจียเบิกตากว้าง จิตสัมผัสของเขาพุ่งทะลวงเข้าสู่แก่นกลางของความทรงจำ!


วูบ!


ภาพนิมิตมหาศาลระเบิดขึ้นในสมองของเด็กหนุ่ม ทัศนียภาพของเทวะวิหารอนันตกาลที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยแยกมิติ ปรากฏชัดเจนราวกับมองจากเบื้องบน


อาเจียพบว่า สายโซ่โลหิตนับหมื่นเส้นที่พวกเขาเห็น มิใช่เพียงท่อสูบพลัง ทว่ามันคือเสาหลักของ 'ค่ายกลหมื่นโลหิตผนึกสวรรค์' โครงสร้างของมันสลับซับซ้อนจนน่าสะพรึงกลัว มิติรอบวิหารเทพถูกพับซ้อนกันถึงเก้าสิบเก้าชั้น ทุกๆ ชั้นเต็มไปด้วยลมพายุปราณมาร อุกกาบาตลวงตา และรอยแยกที่พร้อมจะตัดผู้ฝึกตนระดับผสานร่างให้ขาดเป็นสองท่อน


"นี่มัน..." อาเจียลืมตาขึ้น เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก "ค่ายกลระดับนี้ มิใช่สิ่งที่มนุษย์จะสร้างขึ้นได้... พวกมันขโมยโครงสร้างของวัฏสงสารมาบิดเบือน เพื่อสร้างเขาวงกตที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากเดินผิดเพียงก้าวเดียว มหานาวาของพวกเราจะถูกส่งไปสู่อีกฟากหนึ่งของเอกภพทันที"


หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น ฉินมู่หลาง และเฟิงอี้หราน ที่เฝ้าระวังอยู่รอบนอก ขยับเข้ามาใกล้ ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของเขา บรรยากาศก็หนักอึ้งลงทันตา


"มีทางทะลวงเข้าไปหรือไม่?" ฉินมู่หลางถามเสียงเรียบ มือขวากระชับด้ามกระบี่นิรันดร์แน่น เจตจำนงกระบี่ของเขาสงบนิ่ง ทว่าพร้อมจะตัดผ่านทุกสิ่ง


"หากใช้กำลังทำลาย ไม่มีทาง" อาเจียตอบตรงไปตรงมา "ทว่า ในความสมบูรณ์แบบ ย่อมมีรอยด่างพร้อย... ข้าเห็นช่องว่างของความถี่ในมิติที่เจ็ดสิบสอง มันเป็นจุดที่สายโซ่โลหิตต้องสลับจังหวะการสูบกลืนพลังจากแผ่นดินเบื้องล่าง หากเราสามารถปรับโครงสร้างและกลิ่นอายของมหานาวา ให้สอดคล้องกับจังหวะของสายโซ่นั้น เราจะสามารถ 'ลื่นไหล' ผ่านเข้าไปได้ ราวกับหยาดเลือดที่ไหลย้อนกลับคืนสู่หัวใจ"


"เจ้ากำลังจะบอกว่า... ให้พวกเราปลอมตัวเป็นเสบียงของพวกมันงั้นหรือ?" เฟิงอี้หรานเลิกคิ้ว


"มิใช่การปลอมตัว ทว่าคือการย้อนศรด้วยกฎที่เหนือกว่า" อาเจียลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสาดประกายคมกล้า "พวกมันตั้งตนเป็นผู้กุมสัจธรรม โลภโมโทสันสูบกลืนทุกสิ่งโดยไม่เลือกหน้า... เช่นนั้น ข้าก็จะใช้ความตะกละของพวกมันนั่นแหละ เป็นประตูต้อนรับพวกเรา"


อาเจียหันไปสั่งการสหายทุกคนอย่างรวดเร็ว "อี้หราน ปิงอวิ๋น พวกเจ้าสองคนผสานพลังอัคคีและพฤกษา บีบอัดมันลงไปในแกนปราณขับเคลื่อนของมหานาวา จงกดทับพลังชีวิตทั้งหมดให้เหลือน้อยที่สุด ห้ามให้มีปราณเซียนแท้เล็ดลอดออกมาแม้แต่สายเดียว! มู่หลาง เตรียมพร้อมกระบี่ของเจ้า หากข้าพลาดและมีมิติใดบิดเบี้ยว เจ้าต้องตัดมันทิ้งก่อนที่มันจะกระแทกตัวเรือ!"


"แล้วข้าเล่า?" หลินชิงเสวี่ยก้าวออกมา ดวงตาที่เยือกเย็นของนางทอประกายแห่งความพร้อม


"โสตสวรรค์ของเจ้า คือกุญแจสำคัญที่สุด" อาเจียมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "ข้าต้องการให้เจ้าฟัง 'เสียงการเต้น' ของสายโซ่โลหิตเหล่านั้น ข้าจะปรับโครงสร้างอักขระของเรือตามจังหวะที่เจ้าบอก... ชิงเสวี่ย ชีวิตของพวกเราทุกคน ฝากไว้ที่การได้ยินของเจ้าแล้ว"


หลินชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างหนักแน่น นางหลับตาลง ไม่สนใจลมพายุที่กรีดแทงผิวหนัง โสตสวรรค์ที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแยกวิญญาณเปิดออกกว้างที่สุด จิตสัมผัสของนางหลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า


"ศิลาพิทักษ์สูญตา ถอนสมอ!" อาเจียตวาดก้อง


หุ่นกลศิลาที่ถูกสลักเจตจำนงใหม่ ยืนตระหง่านอยู่หน้าหางเสือ มันค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างไร้สุ้มเสียง แขนศิลาที่เปล่งประกายสีเงินยวงดึงคันบังคับอย่างเด็ดขาด มหานาวาปราณสูญตาค่อยๆ ลอยตัวขึ้นจากซากอุกกาบาต พุ่งทะยานเข้าสู่อาณาเขตของวิหารเทพอนันตกาล!


ทันทีที่มหานาวาล่วงล้ำเข้าสู่อาณาเขตมิติชั้นแรก แรงกดดันที่หนักอึ้งดุจขุนเขาหมื่นลูกก็กดทับลงมาทันที!


เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นจากโครงสร้างไม้บรรพกาล อากาศรอบด้านกลายเป็นหนืดข้นราวกับบ่อโคลน ทัศนียภาพเบื้องหน้าถูกบิดเบือน กลายเป็นภาพลวงตาของอสูรร้ายนับแสนตัวที่กำลังอ้าปากกว้างรอรับเหยื่อ


"พวกมันกำลังตรวจสอบกลิ่นอาย!" หลินชิงเสวี่ยร้องเตือน "จังหวะเต้นของสายโซ่คือ... สามสั้น หนึ่งยาว หยุดพักสองลมหายใจ!"


อาเจียไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด เขาตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างบ้าคลั่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความแม่นยำระดับอนุภาค อักขระหลิง (零) สีเงินยวงนับหมื่นตัว พุ่งทะยานออกจากปลายพู่กัน เข้าไปเคลือบผิวด้านนอกของมหานาวา


เขาใช้วิถีแห่งเต๋า ปรับความถี่ของอักขระให้สั่นพ้องตรงกับจังหวะ 'สามสั้น หนึ่งยาว' ที่นางบอกอย่างพอดิบพอดี!


วูบ!


แรงกดดันที่เคยกดทับเรือ พลันสลายหายไปราวกับหมอกควัน ภาพลวงตาของอสูรร้ายเลือนหายไป มหานาวาปราณสูญตาลื่นไหลผ่านมิติชั้นแรกไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วน!


"ชั้นที่สอง... เปลี่ยนจังหวะ! ห้ายาว ต่อเนื่อง ไร้การหยุดพัก!" เสียงของหลินชิงเสวี่ยดังขึ้นอีกครั้ง


อาเจียกัดฟัน เปลี่ยนรูปแบบการวาดอักขระในพริบตา เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอักขระระดับมหึมาอย่างต่อเนื่อง กินพลังวิญญาณของเขาอย่างสาหัส เลือดเริ่มซึมออกจากมุมปากอีกครั้ง ทว่าเขาไม่อาจหยุดมือ


มหานาวาทะลวงผ่านมิติชั้นที่สอง ชั้นที่สาม ชั้นที่สิบ... จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่มิติชั้นที่ห้าสิบ!


ยิ่งลึกเข้าไป แรงกดดันยิ่งมหาศาล ความผิดพลาดแม้เพียงเศษเสี้ยวอีแปะ ย่อมหมายถึงการถูกฉีกกระชากวิญญาณ


ตึง!


ทันใดนั้น ท้องฟ้าเบื้องหน้าพลันสว่างไสวด้วยแสงสีทองบาดตา รัศมีปราณอันศักดิ์สิทธิ์และเย่อหยิ่งแผ่ซ่านออกมากดทับทั่วทุกทิศทาง


"มีบางอย่างผิดปกติ!" ฉินมู่หลางตวาด มือขวาดึงกระบี่ออกจากฝักไปครึ่งก้าว "จิตสัมผัสนี้... เซียนสวรรค์! มีผู้ก้าวล่วงขอบเขตเซียนสวรรค์กำลังกวาดจิตสัมผัสผ่านพื้นที่นี้!"


คำว่า 'เซียนสวรรค์' (Heavenly Immortal) ทำให้ทุกคนบนเรือหัวใจกระตุกวูบ!


ผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนี้ พลังปราณในร่างได้แปรเปลี่ยนเป็นปราณเซียนบริสุทธิ์อย่างแท้จริง แค่เพียงจิตสัมผัสของพวกเขา ก็สามารถบดขยี้ผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่าให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้! นี่คือตัวตนที่ยืนอยู่เหนือสัจธรรมของดินแดนเบื้องล่างอย่างสมบูรณ์แบบ!


จิตสัมผัสอันทรงอำนาจนั้น กวาดผ่านมาประดุจคลื่นสึนามิที่มองไม่เห็น มันกำลังค้นหาผู้ล่วงล้ำอย่างละเอียดลออ


"มันจับจังหวะการหายใจของสิ่งมีชีวิตได้!" หลินชิงเสวี่ยหน้าซีดเผือด "เราหลบไม่พ้นแน่!"


"เก็บซ่อนลมปราณของพวกเจ้าซะ! ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า!" อาเจียตวาดลั่น


ในวินาทีที่คลื่นจิตสัมผัสของเซียนสวรรค์กำลังจะปะทะเข้ากับตัวเรือ อาเจียตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิต!


เขาไม่ได้สร้างค่ายกลป้องกัน เพราะต่อหน้าเซียนสวรรค์ ค่ายกลใดๆ ย่อมถูกมองทะลุ ทว่าอาเจียเลือกที่จะ 'แสร้งตาย' และตีหน้าเศร้าเล่าความจริง!


เขากัดปลายลิ้นของตนเอง พ่นแก่นโลหิตออกมาเต็มแรง โลหิตนั้นผสมผสานกับอักขระหลิง (零) แปรเปลี่ยนโครงสร้างของมหานาวาปราณสูญตาทั้งลำ ให้กลายเป็นเพียง 'ซากเรืออับปาง' ที่ล่องลอยมาตามกระแสคลื่นของมิติ


อาเจียกดทับพลังวิญญาณของตนเองและสหายทุกคนจนถึงจุดที่แทบจะหยุดนิ่ง ร่างกายของเขาล้มพับลงบนดาดฟ้าเรือ แสร้งทำเป็นศพที่ถูกดูดกลืนพลังไปจนหมดสิ้น


คลื่นจิตสัมผัสสีทองของเซียนสวรรค์กวาดผ่านมหานาวาไปอย่างเชื่องช้า


มันหยุดชะงักอยู่ที่ร่างของอาเจีย!


วินาทีนั้น เวลาคล้ายถูกแช่แข็ง อาเจียสัมผัสได้ถึงดวงตาที่มองไม่เห็น กำลังจ้องมองทะลุลงไปถึงจุดตันเถียนของเขา ความกดดันระดับที่สามารถบดขยี้วิญญาณ ทำให้เลือดในกายของเขาย้อนกลับ ทารกวิญญาณสูญตาต้องขดตัวเป็นก้อนกลมเพื่อหลบซ่อน


'สวรรค์ช่างโง่งม...' อาเจียเค้นยิ้มลึกๆ ในใจ แม้ร่างกายจะเจ็บปวดเจียนตาย ทว่าเจตจำนงกลับอหังการยิ่งกว่าสิ่งใด 'พวกเจ้าตั้งตนเป็นเซียนผู้สูงส่ง มองเห็นทุกสรรพสิ่งเป็นเพียงเศษสวะ เช่นนั้น ข้าก็จะเป็นเศษสวะที่ไร้ค่าที่สุดให้พวกเจ้าดู ซากศพที่ไม่มีประโยชน์ ย่อมไม่อยู่ในสายตาของผู้ยิ่งใหญ่!'


การย้อนศรด้วยกฎที่เหนือกว่า! อาเจียใช้อักขระหลิง จำลองสภาพของวิญญาณที่ดับสูญได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งร่องรอยของปราณเซียนแท้ หรือแม้แต่ความอาฆาตแค้น


จิตสัมผัสของเซียนสวรรค์วนเวียนอยู่เพียงชั่วสามลมหายใจ ก่อนจะกวาดผ่านเลยไปอย่างไม่แยแส ราวกับพัดผ่านก้อนหินไร้ค่าก้อนหนึ่ง


"ฟู่..."


เมื่อคลื่นจิตสัมผัสลับหายไปไกล ทุกคนบนเรือต่างสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ราวกับเพิ่งขึ้นมาจากใต้น้ำ


"นั่นคือพลังของเซียนสวรรค์..." เฟิงอี้หรานหอบหายใจรุนแรง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น "เพียงแค่จิตสัมผัส ก็ทำให้เพลิงอัคคีบรรพกาลของข้าแทบดับสูญ... อาเจีย หากเจ้าไม่หลอกตามันได้ทัน พวกเราคงถูกลบออกจากวัฏสงสารไปแล้ว"


อาเจียยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาของเขาทอประกายลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม "เซียนสวรรค์แข็งแกร่งก็จริง ทว่าความจองหองของพวกมัน คือจุดบอดที่ใหญ่ที่สุด... ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด มักจะมองไม่เห็นเม็ดทรายใต้ฝ่าเท้า"


"ชั้นที่เจ็ดสิบสอง!" หลินชิงเสวี่ยที่ยังคงทำสมาธิอยู่ ร้องตะโกนขึ้น "ช่องว่างของมิติกำลังจะเปิดออก! จังหวะเต้นของมันหยุดนิ่งไปห้าลมหายใจ... อาเจีย ตอนนี้แหละ!"


อาเจียไม่รอช้า เขารวบรวมลมปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมด ตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างสุดแรง!


"ศิลาพิทักษ์สูญตา เร่งพลังแกนขับเคลื่อนถึงขีดสุด! ทะลวงกำแพงมิติ!"


หุ่นกลศิลากระแทกคันบังคับจนหักสะบั้น มหานาวาปราณสูญตาส่งเสียงคำรามกึกก้อง พลังปราณที่ถูกบีบอัดไว้ระเบิดออก ผลักดันตัวเรือให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ฉีกมิติให้กลายเป็นเส้นสาย


ตูมมมม!


เรือขนาดยักษ์พุ่งทะลวงผ่านรอยต่อของมิติชั้นที่เจ็ดสิบสอง ทะลุเข้าสู่ใจกลางของค่ายกลหมื่นโลหิตผนึกสวรรค์ได้สำเร็จ!


ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง


ไม่มีพายุมิติ ไม่มีสายโซ่โลหิตที่บ้าคลั่งอีกต่อไป ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยจั้ง คือเกาะศิลาลอยฟ้าขนาดมหึมา ที่ตั้งของวิหารเทพอนันตกาลที่แท้จริง!


ความวิจิตรตระการตาของสถาปัตยกรรมทองคำม่วง ส่องประกายเจิดจ้าท่ามกลางความว่างเปล่า ทว่าภายใต้ความงดงามนั้น กลิ่นอายของการกดขี่และอำนาจที่ไร้ขอบเขต กลับเข้มข้นจนทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาต้องคุกเข่าลงกราบไหว้


อาเจียยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือ ท่ามกลางความเงียบงันของมิตรสหายที่กำลังตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของศัตรู


เขาเก็บพู่กันนิรันดร์ลง ริมฝีปากเปื้อนเลือดแสยะยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความงก ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความโอหังของผู้ที่พร้อมจะรื้อถอนสวรรค์


"ในที่สุด... ก็มาถึงแดนประหารเสียที" อาเจียเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดุจศิลาผา "วิหารเทพอนันตกาล... บัญชีหนี้เลือดของพวกเจ้า ถึงเวลาชำระด้วยสัจธรรมแห่งสูญตาแล้ว!"


การแทรกซึมผ่านแนวป้องกันสิ้นสุดลง ทว่าสมรภูมิที่แท้จริง ท่ามกลางรังของราชสีห์บรรพกาล เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน