เลี่ยงรุ่ยยิ้มขืนปลื้มอ่ะปลื้ม ถุย!
“ช่างเป็นข้อเสนอที่ดูเป็นเกียติเป็นศรีจริงๆทำเอาข้าแทบอดใจคว้าเอาไว้ไม่ทัน แต่เสียใจด้วยนะ ข้านะไม่ชอบเจ้าเลยจริงๆทั้งร่างเจ้ายังเหม็นจนข้าอยากจะอ้วกตายอยู่แล้ว”
ลู่เผิงฮวาได้ฟังสีหน้าก็ขึ้นรอยไม่พอใจ นัยน์ตาพลันแดงฉาน “ดี! ปากดีเช่นนี้ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ขอโทษด้วยก็แล้วกัน วันนี้มันวันสุดท้ายของท่านแล้วล่ะ”
จบคำนางก็เหินกายพุ่งมาบีบคอกู้เลี่ยงรุ่ยในทันที เล็บยาวดำงอกออกมาเหมือนมีชีวิต เพียงไม่ถึงหนึ่งชุ่นก็จะถึงลำคอที่หมายมาดแล้ว
แต่พลันนั้นก็มีเงาของคนผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากด้านข้าง กระบี่ระทมทุกข์ไม่ออกจากฝักด้วยซ้ำแต่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของนางไว้ได้ ทั้งยังทำให้กระเด็นไปไกลหลายจั้ง
“อู๋เยี่ยน!” กู้เลี่ยงรุ่ยแทบอยากจะก้มลงกราบวันทาให้อู๋เยี่ยนต่อพระคุณพระเดชที่เขามีต่อเขาอันที่จริงเมื่อครู่เขาเห็นอู๋เยี่ยนแล้วถึงได้กล้าพูดจาไม่กลัวตายออกมา
อู๋เยี่ยนหันมามองทีหนึ่งก่อนจะโยนของสิ่งหนึ่งให้ส่งๆ สิ่งนั้นคือกระบี่พันทิวา...
กู้เลี่ยงรุ่ยรับกระบี่หนักอึ้งมาเก็บไว้ พลันรู้สึกปวดกรามขึ้นมาตงิดๆ กระบี่พันทิวาไม่รับเขาเป็นนาย ไม่อาจใช้ได้ แต่อู๋เยี่ยนยังมาโยนให้อีก อยากจะทิ้งไปเสียเพราะหนักเหลือเกินแต่ก็คงไม่ได้ อย่างไรนี่ก็ของวิเศษ ก่อนจะถอยร่นเมื่อรู้ตัวว่าเกะกะอู๋เยี่ยน ทั้งยังเป็นการเปิดทางให้เขาได้แสดงกำลังอย่างเต็มที่ สายตาก็จับจ้องไปที่การต่อสู้ของนางกับอู๋เยี่ยน แล้วก็เป็นนางที่ถอยสองก้าว เมื่อไม่อาจต้านกระบี่ระทมทุกข์ที่ยังไม่ออกจากฝักด้วยซ้ำ ลูกธนูมายาของนางถูกสลายไปในอากาศก่อนจะถูกตัวอู๋เยี่ยนเสียอีก ทั้งยังถูกอู๋เยี่ยนซัดพลังใส่จนเซ ใบไม้ปลิวว่อนราวกับฉากหนึ่งในหนังกำลังภายใน
ร้ายกาจ...
ทั้งสองยืนห่างกันหลายสิบจั้งคุมเชิงกันอยู่ในที่ของตัวเอง ตาจ้องตา บรรยากาศมาคุทันที ต้นไม้ใบหญ้าแถวนั้นสั่นไหว ไร้สรรพเสียงที่หนวกหู
"ผู้มาเป็นใคร ไม่คิดจะพูดจาก่อนเลยหรือ ลงมือหนักเช่นนี้ ผู้น้อยยากจะรับมือจริงๆ"
"..."อู๋เยี่ยนย่อมไม่ตอบ ปรายหางตามามองให้กู้เลี่ยงรุ่ยพูดแทน
"อู๋เยี่ยน เขาชื่ออู๋เยี่ยน เป็นศิษย์น้องและรองเจ้าสำนักของข้า ลู่เผิงฮวา ข้าแนะนำว่าเจ้าถอยกลับไปเสียเถอะ เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา"ไม่ได้อวยยศใดๆแต่นางสู้อู๋เยี่ยนไม่ได้หรอก ต้องเป็นโน่น ประมุขมารโน่น ถึงจะล้มอู๋เยี่ยนได้
"ใช่หรือไม่ สู้กันก็รู้แล้ว อย่าหาว่าข้าลงมือไม่ไว้ไมตรีแล้วกัน"
กู้เลี่ยงรุ่ยอุส่าห์เตือนแต่นางก็ไม่ฟังเอง ทั้งยังพุ่งร่างมาหาอู๋เยี่ยนราวกับงูฉกเหยื่อ ใต้ข้อมือเสื้อมีอาวุธลับเป็นเข็มเล็กจิ๋วนับร้อยพุ่งออกมา แต่เสียใจด้วย อู๋เยี่ยนไม่ใช่เหยื่อที่จะจัดการได้ง่ายๆ อย่างที่คิดหรอกนะ เขาผู้นี้เป็นรองแค่เจ้าสำนักกู้ (ในอดีต) เท่านั้นแล้วลองคิดดูว่าเจ้าสำนักกู้ที่ได้ชื่อว่า ยอดฝีมืออันดับหนึ่ง จะฝีมือธรรมดาได้อย่างไร
อู๋เยี่ยนสบัดชายเสื้อเล็กน้อย แต่มีพลังมหาศาล ปัดเอาเข็มทั้งหมดพุ่งกลับไปหานางมาร ลู่เผิงฮวา กวาดรับเข็มทั้งหมดคืนกลับมาลงสู่แขนเสื้อ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อู๋เยี่ยนเคลื่อนกายอ้อมหลังนางมารไป ใช้สันกระบี่ตีลงไปยังข้อพับขาจนนางทรุด ลู่เผิงฮวาเหมือนตกใจแต่ก็ได้สติโดยพลัน เอี้ยวตัวหมายจะแว้งกัดแต่ถูกอู๋เยี่ยนสกัดกั้นด้วยกระบี่ ตีๆลงไปทีสองที พริบตาเดียว ลู่เผิงฮวาก็นั่งคุกเข่ากับพื้น โดยมีกระบี่ระทมทุกข์ที่ยังไม่ออกจากฝักทั้งหมดจ่อที่คอหอย หากว่าไม่ระวังแล้วขยับสุ้มสีสุ่มห้า นางได้ตายแน่ๆ
แววตากล้าทอประกายสังหารสะท้อนผิววาววับของกระบี่ น้ำเสียงลอดฟัน
"ข้าดูแคลนเจ้าแล้ว"
กู้เลี่ยงรุ่ยตบเข่าฉาด จนสะเทือนไหล่ พร้อมกับปลอบขวัญตัวเองเบาๆว่ารอดเเล้วๆ พลางกระหยิ่มยิ้มย่องออกจากจุดซ่อนตัว ในมืออีกข้างถือกระบี่ ให้ดูน่าเกรงขามหน่อย
"ข้าบอกแล้วไงว่าเจ้าสู้เขาไม่ได้หรอก เห็นว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้ก็เลยไม่กลัวตายรึ เสียใจด้วยล่ะกัน อู๋เยี่ยนนะ ศิษย์เอกอาจารย์อาอิ่นซือเฉิงเชียวน่ะ เขาประมือกับเจ้า นับว่ามีเมตตาแล้ว"
"..."ใบหน้าอู๋เยี่ยนปรากฎสีหน้าไร้คำพูด
"มิใช่เพราะท่านอ่อนหัดจนข้าต้องลดความระวังลงหรือ ข้าแทบจะไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าท่านคือเจ้าสำนักและเขาเป็นเเค่รอง อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถที่เล่าลือในอดีต ข้าหวังว่าท่านจะมีความเก่งกาจกว่า มิใช่คนผู้หนึ่งที่ต้านข้าก็ไม่อยู่ ท่านช่างไร้ความสามารถนักจนน่าสมเพช"
คำพูดของลู่เผิงฮวาไม่ได้ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยสั่นคลอน ก็แค่นางมารที่พ่ายแพ้ จะไปอะไรกับนางมาก อย่างไรเขาก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องตำแหน่งเจ้าสำนักอยู่เเล้ว เรียกได้ว่าแทบจะอยากลาออกด้วยซ้ำ หากว่ามันทำได้ง่ายดายขนาดนั้นล่ะก็นะ
กู้เลี่ยงรุ่นยิ้ม "อู๋เยี่ยน จับนางไว้ ข้ามีเรื่องจะถามนางเยอะมาก เอาเชือกอะไรน่ะที่คราวนั้นเจ้าสอนข้ามามัดนางเลย เอาให้แน่นที่สุด ไม่งั้นนางจะเปลี่ยนร่างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รีบๆเลย นางจ้องจะหนีแน่ๆ"
พอได้ยินว่าจะถูกจับมัด ลู่เผิงฮวาก็หน้าเปลี่ยน ปีศาจอย่างนางมีจุดอ่อนที่พลังปราณน้อย ฝึกฝนอย่างไรก็ไม่มีทางก้าวหน้า จุดเเข็งอย่างก็แค่ดวงจิตที่เปลี่ยนร่างเปลี่ยนหน้าได้ นอกจากนี้แล้ว นางก็ไม่อะไรพิเศษเลย หากว่าตอนนี้ยังไม่รีบหนี เกรงว่าคงถูกอู๋เยี่ยนจัดการแน่ คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ พลังปราณของเขาพวยพุ่งออกมาจากร่างจนสัมผัสได้ จิตแข็ง ทำลายไม่ได้ ทั้งยังมีกระบี่ระทมทุกข์สุดอัปมงคล มีปีศาจกี่ร้อยกี่พันที่อาบเลือดอยู่บนกระบี่น่าชั่งเล่มนี้
ไม่! นางจะไม่เป็นหนึ่งในนั้น
"นางจะหนีแล้วอู๋เยี่ยน!"กู้เลี่ยงรุ่ยฟ้อง
อู๋เยี่ยนไม่แสดงท่าทีอะไร นอกจากหยิบเชือกพันธกาลจากถุงเอกภพ สบัดเชือกออกช้าๆไปในอากาศ เกาะเกี่ยวขาของนางลงมาบนพื้นในครั้งเดียว ตัวเชือกทอด้วยอาคา มีฤทธิ์คุมพลังและจำกัดพลังปีศาจ เชือกพันธกาลคลายตัวออกก่อนจะเข้ารัดตัวลู่เผิงฮวาแล้วบิดเกลียวจนแขนชิดไม่อาจดิ้นหนีได้ ลู่เผิงฮวากรีดร้องไม่พอใจ แต่เชือกสีน้ำตาลได้ควบคุมนางไว้แล้ว
กู้เลี่ยงรุ่ยตบมือข้างเดียวกับอากาศ มองอู๋เยี่ยน อย่างชื่นชมพลางยกนิ้วโป้งให้
"แวรี่ๆกู๊ด"
อู๋เยี่ยนถลึงตามาทันที เป็นนัยๆว่าให้เขาเก็บปากเก็บคำ อย่าได้หลุดจากคาเเรกเตอร์เจ้าสำนักกู้ เขาก็ทำมือโอเคแบบน่ารักสุดๆ!
ความพิเศษของเชือกมาจากการขนหางของม้าทิเบตอายุร้อยปี เลี้ยงด้วยหญ้าอ่อนกลางหุบเขาโบราณ กินน้ำจากสระอมฤต ซึ่งสิ่งที่ทำให้เชือกนี้วิเศษมากขึ้นก็เป็นที่กระบวนการถักทอลงคาถา หากว่าได้มัดแล้วก็จะไม่คลายโดยผู้อื่น นอกจากเจ้าคนที่สั่ง ใช้มีดหรือของมีคมตัดไม่ได้ มีคนไม่กี่คนในโลกใบนี้ที่ทอเชือกเช่นนี้ได้ หนึ่งในนั้นก็คืออาจารย์กู้ไฉอี้
"ข้าเกลียดเชือกพันธกาลที่สุด เอามันออกไปจากตัวข้าเดี๋ยวนี้นะ!"
เอาออกก็โง่นะสินังบ้า หน้อยแน เมื่อกี้หล่อนยิงธนูใส่ฉันอย่างเลือดเย็น ฉันยังไม่เอาคืนเลยนะยะ!
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มมุมปาก ลอกเลียนการแสดงสีหน้าของฉีอ๋องที่ทำให้คนมองอยากพุ่งมาบีบคอด้วยอารมณ์เดือดพล่าน
"อู๋เยี่ยน เราพานางไปรับโทษที่สมาคมกันเถอะ เอาให้ชาตินี้นางไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกเลย!"